ทรัมป์โวย'สื่อต่ำตม' โต้โพลระบุเรตติ้งตนเองดิ่ง ส่งทนายออกทีวีป้องกรณีฉาวลูกชาย

       เอเจนซีส์ – ทรัมป์ออกแนวขี้แพ้ชวนตี ชี้คะแนนนิยมที่ร่วงกราวรูดเป็นแค่โพลที่ผิดพลาดมโหฬารของสื่อ พร้อมส่งทนายความส่วนตัวออกทอล์คโชว์วันอาทิตย์ (16 ก.ค.) 5 รายการรวด เพื่อแก้ข่าวลูกชายคนโตแอบพบนักกฎหมายรัสเซียช่วงหาเสียงเลือกตั้งกลางปีที่แล้ว ในวันเดียวกัน โฆษกหน่วยซีเคร็ต เซอร์วิสร่อนอีเมลแจงกรณีถูกทนายประธานาธิบดีโบ้ยว่า ปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ยืนยัน ณ เวลาที่นัดหมายกับคนรัสเซีย ลูกชายทรัมป์ยังไม่ได้อยู่ในความอารักขาของซีเคร็ต เซอร์วิส
       
       หลังกลับจากการเยือนปารีสสดๆ ร้อนๆ พอถึงเมื่อวันอาทิตย์ (16) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลุกขึ้นมาทวิตต์แขวะสื่อปลอมโดยไม่รอช้าว่า พยายามบิดเบือนประชาธิปไตยของอเมริกาด้วยการรายงานข่าวที่บิดเบือนจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากไม่มีอยู่จริง

       
       ทวิตชิ้นต่อมาเป็นการตอบโต้โดยตรงว่า โพลของเอบีซี/วอชิงตันโพสต์ มาอีหรอบเดียวกับโพลช่วงเลือกตั้งปลายปีที่แล้วที่ผิดพลาดมโหฬารที่สุด
       
       ทั้งนี้ โพลเอบีซี/วอชิงตันโพสต์ล่าสุดดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ในวันอาทิตย์ (16) มาจากการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ 1,001 คน มีเนื้อหาสำคัญระบุว่า คะแนนนิยมในตัวทรัมป์ที่บริหารประเทศยังไม่ถึง 6 เดือนดี ลดลงจาก 42% ในการสำรวจเมื่อเดือนเมษายน เหลือแค่ 36% ขณะที่คะแนนการไม่ยอมรับทรัมป์ขยับขึ้น 5% เป็น 58% ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความเคลือบแคลงที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับกรณีรัสเซีย รวมทั้งความพยายามของคณะบริหารชุดนี้ในการล้มล้างกฎหมายประกันสุขภาพของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่ยังค้างเติ่งในสภา
       
       ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 48% ระบุว่า “รับไม่ได้อย่างแรง” กับผลงานของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นคะแนนต่ำที่สุด ซึ่งอดีตประธานาธิบดียุคหลังๆ ที่เคยทำได้มีเพียงจอร์จ ดับเบิลยู. บุช จากพรรครีพับลิกันเช่นเดียวกับทรัมป์ ระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง
       
       นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 48% บอกว่า ความเป็นผู้นำโลกของอเมริกาด้อยลงนับจากทรัมป์เข้าสู่ทำเนียบขาว มีแค่ 27% ที่มองในมุมกลับกัน และ 2 ใน 3 ไม่ไว้ใจทรัมป์หรือไม่ไว้วางใจระดับหนึ่งในเรื่องการเจรจากับผู้นำชาติอื่น
       

       วันอาทิตย์ (16) ทรัมป์ยังส่งหนึ่งในทนายความส่วนตัวคือ เจย์ เซคูโลว์ ออกทอล์คโชว์ทีวีวันอาทิตย์รวม 5 รายการรวด เพื่อยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกชายคนโตของตน ไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ จากกรณีนัดพบกับนาตาเลีย เวเซลนิตสกายา นักกฎหมายรัสเซียซึ่งถูกระบุว่ามีความสัมพันธ์กับวังเครมลินเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากได้คำมั่นว่า จะมอบข้อมูลที่สามารถทำลายล้างฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตให้
       
       เซคูโลว์ยืนยันในรายการ “มีต เดอะ เพรส” ของเอ็นบีซีว่า การพบกันดังกล่าวไม่ได้ละเมิดกฎหมาย บทบัญญัติ หรือหลักเกณฑ์ใดๆ รวมทั้งย้ำว่า ทรัมป์ไม่ได้เป็นเป้าหมายในการสอบสวนข้อกล่าวหารัสเซียพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว
       
       อย่างไรก็ดี ดูเหมือนความพยายามในการปกป้องทรัมป์ จูเนียร์ไม่ได้ผลนัก เพราะแม้แต่ผู้สนับสนุนบางคนยังรับไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เชปเพิร์ด สมิธ ผู้ประกาศข่าวจากฟ็อกซ์ นิวส์ เครือข่ายทีวีที่มักเห็นดีเห็นงามกับทำเนียบขาวมาโดยตลอด กลับกล่าวหาว่า คณะบริหารของทรัมป์หลอกลวงและสร้างความสับสน เพราะถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง เหตุใดจึงมีเรื่องโกหกออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่า
       
       มาร์ค วอร์เนอร์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตและรองประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภาที่กำลังสอบสวนข้อกล่าวหารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งและความเป็นไปได้ที่ทีมหาเสียงของทรัมป์อาจสมรู้ร่วมคิดกับมอสโกนั้น แสดงความกังขากับความพยายามของคณะบริหารในการบิดเบือนเหตุการณ์การพบทนายรัสเซียของลูกชายประธานาธิบดี
       
       วอร์เนอร์กล่าวในรายการ “เฟซ เดอะ เนชัน” ของซีบีเอสว่า เขาต้องการซักถามทุกคนที่ร่วมวงสนทนากับนักกฎหมายรัสเซียครั้งนั้น ซึ่งรวมถึงจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ และพอล มานาฟอร์ต อดีตประธานแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ และว่า การเปิดเผยเรื่องนี้ทำให้การสอบสวนโดยรวมคืบหน้าไปอีกระดับ
       
       การที่ทรัมป์ จูเนียร์ยอมเปิดเผยอีเมลการนัดหมายและยอมรับว่า พบกับเวเซลนิตสกายากลายเป็นหลักฐานรูปธรรมที่สุดที่บ่งชี้ความเชื่อมโยงระหว่างทีมหาเสียงของทรัมป์กับรัสเซีย
       
       นอกจากนี้ ความพยายามในการปกป้องลูกชายคนโตของทรัมป์ยังลามไปถึงการที่เซคูโลว์โยนเผือกร้อนในรายการ “ดีส วีก” ของเอบีซีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ทำไมซีเคร็ต เซอร์วิส หรือหน่วยอารักขาผู้นำและบุคคลสำคัญของสหรัฐฯ จึงปล่อยให้เวเซลนิตสกายาเข้าพบทรัมป์ จูเนียร์
       
       วันเดียวกันนั้น เมสัน เบรย์แมน โฆษกหน่วยซีเคร็ต เซอร์วิส อธิบายเรื่องนี้ผ่านทางอีเมลว่า ขณะที่เรื่องนี้เกิดขึ้น ทรัมป์ จูเนียร์ไม่ได้อยู่ในความอารักขา ดังนั้น ซีเคร็ต เซอร์วิสจึงไม่หน้าที่คัดกรองผู้ที่จะเข้าพบลูกชายทรัมป์