ทรัมป์โต้“ข่าวปลอม”เพิ่มคลังแสงนิวเคลียร์ 10 เท่า เดือดปุดขู่ถอนใบอนุญาตเครือข่ายโทรทัศน์เอ็นบีซี

       

       เอเจนซีส์ – ทรัมป์เล่นใหญ่ ขู่เพิกถอนใบอนุญาตเครือข่ายทีวี “เอ็นบีซี” ฐานกุ “ข่าวปลอม” หลังตอบโต้ปฏิเสธว่าไม่คิดขยายคลังแสงนิวเคลียร์อีก 10 เท่าตัว อย่างที่สื่อโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของอเมริการายนี้รายงาน โดยเขาแค่ต้องการปรับปรุง “นุก” ของสหรัฐฯให้ทันสมัยเท่านั้น
       

       เช้าวันพุธ (11 ต.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวิตอย่างมีอารมณ์ว่า “จากข่าวปลอมทั้งหมดที่ออกจากเอ็นบีซีและสถานีทีวีเครือข่ายต่างๆ ต้องรอถึงจุดไหนที่เราสามารถลุกขึ้นมาเพิกถอนใบอนุญาตของสถานีเหล่านั้น เลวร้ายมากสำหรับประเทศชาติ!”
       
       วันเดียวกัน ระหว่างต้อนรับนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโดว์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบายต่อว่า น่าขยะแขยงกับการที่สื่อสามารถเขียนอะไรก็ได้ตามใจชอบและคนก็ต้องตามอ่านเรื่องเหล่านั้น
       
       เมื่อถูกถามว่า ต้องการขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ตามข่าวหรือไม่ ทรัมป์ยืนยันว่า แค่เล็งปรับปรุงอาวุธที่มีอยู่ให้ทันสมัยเท่านั้น
       
       คำตอบนี้ได้รับการยืนยันจากจิม แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมที่บอกว่า รายงานข่าวที่ว่า ทรัมป์ต้องการขยายคลังแสงนิวเคลียร์เกือบ 10 เท่าเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ และว่า เป็นการรายงานข่าวผิดพลาดและไร้ความรับผิดชอบ
       
       อย่างไรก็ดี แม้สำทับว่า ไม่ได้ต้องการให้ออกมาตรการจำกัดอย่างเป็นทางการ แค่อยากให้สื่อรายงานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่ทวิตล่อเป้าของทรัมป์เมื่อเช้าวันพุธเรียกเสียงวิจารณ์จากแวดวงผู้สังเกตการณ์ เช่น วอลเตอร์ ช็อบ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่บอกว่า อเมริกาอาจไปถึงจุดที่ประชาธิปไตยจอดสนิท
       
       คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวขานรับว่า ความคิดเห็นของทรัมป์เป็นตัวอย่างเลวร้ายที่ผู้นำคนอื่นๆ ของโลกไม่สมควรเลียนแบบ
       

       อย่างไรก็ดี นักวิจารณ์ชี้ว่า การเพิกถอนใบอนุญาตเอ็นบีซีไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เนื่องจากคณะกรรมการการสื่อสารกลาง (เอฟซีซี) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของสหรัฐฯ ออกใบอนุญาตให้สถานีท้องถิ่น ไม่ใช่ให้เครือข่ายทีวี และเอ็นบีซีมีสถานีท้องถิ่นเกือบ 30 สถานี
       
       ทั้งนี้ จากรายงานของเอ็นบีซีนั้น ทรัมป์ประกาศในที่ประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เพนตากอนเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า ต้องการให้อเมริกาสะสมขีปนาวุธนิวเคลียร์เพิ่มเกือบ 10 เท่าตัว หลังจากเห็นกราฟที่ชี้ว่า อาวุธนิวเคลียร์ในความครอบครองของอเมริกาลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับสูงสุด 32,000 ลูกในทศวรรษ 1960 นอกจากนั้น ทรัมป์ยังเรียกร้องให้เพิ่มกำลังพลและยุทโธปกรณ์ด้วย
       
       เอ็นบีซี ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ 3 คนที่อยู่ในห้องประชุมดังกล่าวบอกว่า คำขอของทรัมป์ที่ต้องการสะสม “นุก” ให้มากเท่ากับระดับสูงสุดที่เคยมีมา สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่งต่อผู้ร่วมประชุม ซึ่งรวมถึงประธานเสนาธิการทหารร่วม พล.อ.โจเซฟ ดันฟอร์ด และเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศ
       
       เอ็นบีซียังรายงานว่า หลังการประชุมดังกล่าว ทิลเลอร์สันพาดพิงถึงทรัมป์ว่า “ปัญญาอ่อน”
       
       จากข้อมูลของสมาคมควบคุมอาวุธซึ่งเป็นองค์กรอเมริกันที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดระบุว่า ปัจจุบันอเมริกามีขีปนาวุธนิวเคลียร์ 7,100 ลูก และรัสเซียมีอยู่ 7,300 ลูก และหากอเมริกาสะสมขีปนาวุธเพิ่มจำนวนมากอย่างที่ทรัมป์ต้องการก็จะเป็นการละเมิดข้อตกลงนานาชาติ
       
       รายงานของเอ็นบีซีมีขึ้นขณะที่อเมริกาและเกาหลีเหนือกำลังตึงเครียดอย่างหนักเรื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเปียงยาง และก่อนที่ทรัมป์เตรียมประกาศว่า วอชิงตันจะถอนตัวจากข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือไม่
       
       เดือนกุมภาพันธ์ ประมุขทำเนียบขาวเคยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ต้องการทำให้มั่นใจว่า คลังอาวุธนิวเคลียร์ของอเมริกาจะต้องเหนือชั้นกว่าชาติใดๆ
       
       นอกจากนั้น ปีที่แล้วเครือข่ายเอ็มเอสเอ็นบีซียังรายงานว่า ทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ถามที่ปรึกษาด้านนโยบายการต่างประเทศถึง 3 ครั้งในระหว่างพบปะหารือเพียงชั่วโมงเดียวว่า ทำไมอเมริกาถึงไม่สามารถติดตั้งประจำการอาวุธนิวเคลียร์