ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดตัวตามหลังวอลล์สตรี ขณะ‘ทรัมป์’โวยธนาคารกลางมะกันที่ขึ้นดอกเบี้ย

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เอเจนซีส์ – ตลาดหุ้นแถบยุโรปและเอเชียทรุดตัวกันเป็นแถวในวันนี้ (11 ต.ค.) ตามหลังวอลล์สตรีทซึ่งดำดิ่งหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา สืบเนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญปัญหาตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐฯ และสงครามการค้าระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง ซึ่งกำลังก่อให้เกิดความวิตกกังวลยิ่งขึ้นทุกที
       

       ที่ยุโรปเมื่อการซื้อขายผ่านไปประมาณครึ่งหนึ่งของช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (11) ดัชนีหุ้น FTSE 100 ของตลาดลอนดอน ติดลบกว่า 1.7% ส่วนดัชนี Cac 40 ของปารีสตกลง 1.6% และดัชนี Dax ของแฟรงเฟิร์ตหล่นเกือบๆ 1.5%
       
       ดัชนี FTSE 100 และ Cac 40 เวลานี้ตกลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดของพวกตนนับตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว ขณะที่ Dax ก็อยู่ที่ระดับต่ำสุดของตนนับจากต้นปี 2017 ทีเดียว
       
       แต่การทรุดลงเช่นนี้ของฟากยุโรป ยังดูเหมือนอยู่ในสภาพพอจะพยุงตัวไม่ให้ย่ำแย่หนัก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับทางแถบเอเชียวันเดียวกัน ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งหลักๆ ต่างร่วงลงแรงๆ ในระดับเกือบๆ 4 ถึง 6%
       
       ทั้งนี้เมื่อถึงตอนปิดตลาด ดัชนีนิกเกอิ 225 ของตลาดโตเกียวติดลบ 3.9% ขณะที่ดัชนีคอมโพสิตของตลาดเซี่ยงไฮ้หล่นหายไป 5.2% ส่วนดัชนีหั่งเส็งของฮ่องกงก็ลงมา 3.5%
       
       การถอยกรูดทั้งในตลาดยุโรปและเอเชีย ยังเกิดขึ้นตามหลังการทรุดตัวแรงในวอลล์สตรีทเมื่อวันพุธ (10) โดยที่ดัชนีหุ้นอุตสาหกรรมดาวโจนส์ติดลบ 3.2% หรือเกือบๆ 830 จุด ซึ่งถือเป็นการตกแรงสุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ขณะที่ เอสแอนด์พี 500 ลงมา 3.3% และ แนสแดค หล่น 4.1%
       

       ตลาดหุ้นกำลังถูกกดดันหนักภายหลังที่ยีลด์ (อัตราผลตอบแทน) ของพันธบัตรคลังสหรัฐฯชนิดอายุ 10 ปี พุ่งพรวดขึ้นไปอยู่เหนือระดับ 3% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลายเป็นสัญญาณที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าเศรษฐกิจอเมริกันกำลังอยู่ในภาวะร้อนแรงเกินไป อัตราเงินเฟ้อกำลังพุ่งแรงขึ้น และดังนั้นธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็อาจจะขยับขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งขันยิ่งขึ้น
       
       “การอ่อนตัวของวอลล์สตรีทเป็นจุดเริ่มต้นของการตกลงต่อเนื่องกันแบบตัวโดมิโนคราวนี้ โดยที่ตลาดแถบเอเชียกำลังลงมาแรงมาก ส่วนตลาดยุโรปกำลังพยายามประคับประคองตัวเอง” นี่เป็นข้อสังเกตของ ริชาร์ด ฮันเตอร์ หัวหน้าด้านตลาดการเงิน ของ อินเตอร์แอคทีฟ อินเวสเตอร์
       
       “ในขณะที่ยังไม่มีตัวจุดชนวนเฉพาะเจาะจงใดๆ พวกนักลงทุนเวลานี้จึงกำลังหันไปใช้วิธีถอยห่างจากตลาด สืบเนื่องจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องความตึงเครียดทางการค้า และผลกระทบที่จะมีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก, แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ และความเป็นไปได้ที่จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเรื่องหลักทรัพย์ที่จะถือ สืบเนื่องจากยีลด์ของพันธบัตรกำลังเพิ่มสูงขึ้น” เขากล่าวต่อ
       
       วอลล์สตรีทรูดลงอย่างแรงในวันพุธ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปากส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ครั้งล่าสุดเล่นงานเฟด
       
       “ผมคิดว่าเฟดกำลังทำผิด” ทรัมป์บอกกับพวกผู้สื่อข่าว ตอนที่เขาเดินทางถึงสถานที่ชุมนุมหาเสียงแห่งหนึ่ง เพื่อเรียกระดมคะแนนหนุนพรรครีพับลิกันของเขาขณะสหรัฐฯใกล้จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เขากล่าวต่อไปอีกว่า “ผมคิดว่าเฟดนะเป็นบ้าไปแล้ว”
       
       อย่างไรก็ตาม คริสทีน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวในระหว่างการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก ซึ่งกำลังดำเนินอยู่บนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในวันพฤหัสบดี (11) ปกป้องแก้ต่างๆ ให้แก่การขยับขึ้นดอกเบี้ยของพวกธนาคารกลางชาติต่างๆ อย่างเช่นเฟด โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผลด้วยการพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ของเศรษฐกิจ
       
       “เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า มันเป็นพัฒนาการที่จำเป็นสำหรับพวกระบบเศรษฐกิจซึ่งกำลังแสดงให้เห็นว่าอัตราการเติบโตกระเตื้องดีขึ้นมาก อัตราเงินเฟ้อกำลังขึ้นสูง ... อัตราการว่างงานก็อยู่ในระดับต่ำเป็นอย่างยิ่ง” เธอกล่าว
       
คำสำคัญ : ตลาดหุ้นโลก

ข่าวต่างประเทศ

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้