ระวัง ‘ล้มละลาย’ ในความน่าเชื่อถือ

       

       "โสภณ องค์การณ์"
       

        การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรของคุณท่านผู้นำไปในสุพรรณบุรีและอยุธยาเป็นการตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่ารูปแบบของการไปเยือนพื้นที่ต่างๆ นั้นยังคงตามรอยรัฐบาลก่อนๆ ซึ่งเริ่มในยุคท่านเหลี่ยมเร่ร่อนนำร่องนโยบายประชานิยมเงินเต็มที่
       
        เป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลมาจากการซื้อเสียงเลือกตั้ง หรือรัฐประหาร ต่อไปรัฐบาลแห่งชาติยิ่งต้องทำอย่างนี้เพื่อความยั่งยืนในการสร้างความนิยม สมานฉันท์ปรองดองสามัคคีในชาติ อันจะขาดเสียมิได้
       
        คุณท่านผู้นำจากการรัฐประหารไปทำไม? ขึ้นอยู่กับมุมมอง ส่วนใหญ่มองว่าการเดินเข้าพื้นที่ซึ่งเป็นฐานหลักของการเมือง เอาโครงการต่างๆ ไปจัดการในจังหวัดเหล่านั้นเท่ากับเป็นการเอาใจใส่ในความสำคัญของพื้นที่ สร้างความนิยม
       
        รูปแบบพฤติกรรมเช่นนี้มีนักการเมืองนิยมทำ หวังผลในการเลือกตั้ง!
       
        คุณท่านไม่ได้เป็นนักการเมือง แล้วทำไปทำไม มีอำนาจบริหารทุกอย่างในปัจจุบัน เคยพูดว่าไม่ต้องเอาใจใคร ไม่หวังคะแนนเสียง เพราะมุ่งทำงานเพื่อชาติ ระยะหลังคำพูดนี้เริ่มแปร่งปร่าไป หลังจาก 3 ปี ผ่านไปยังไม่มีวี่แววว่าจะออกไป
       
        จะมาจากแต่งตั้ง เลือกตั้ง รัฐประหาร หรือวิธีหักด่านเข้ามาก็สุดแล้วแต่ เมื่อเข้ามาบริหารรัฐบาลแล้วก็คืองานการเมือง และผู้มีหน้าที่เช่นนั้นก็คือการทำหน้าที่นักการเมือง ไม่ว่าที่มา เครื่องแบบสวมชุดอะไรก็ตามก็คือเป็นนักการเมือง
       
        ยิ่งพูดจาเรื่องการเมือง เหมือนนักการเมือง สร้างคะแนนนิยมด้วยแล้ว ก็ยิ่งเหนือกว่านักการเมือง เพราะเล่นได้หลายบท มีอำนาจมากกว่า กุมเงื่อนเวลาได้ การอ้างว่าทำงานไม่หวังคะแนนเสียง พูดจาไม่เคารพประชาชน ก็คือการหาเสียง
       
        เป็นความพยายามสร้างภาพว่าตัวเองดีกว่านักการเมืองนั่นเอง!
       
        ลีลาแบบนี้คนตามเกมทัน รู้ทัน ย่อมดูออก มีแต่คนบ้องตื้น มองโลกสวย เห็นผีเสื้อบิน ฟังเสียงนกร้อง รอยยิ้มไร้เดียงสาเท่านั้น ที่มองอย่างชื่นชม
       
       เป็นรอยยิ้มของกบต้ม ไม่รู้ชะตากรรมว่าอีกไม่นานก็จะสุก!
       
       การไปลงพื้นที่เพื่อสร้างคะแนนนิยมเป็นเรื่องจำเป็นของผู้นำรัฐบาลทำงานการเมืองที่มีเริ่มมีปัญหาด้านความนิยมเนื่องมาจากผลงานไม่เข้าตาประชาชน ไม่น่าพอใจ ลามไปเป็นวิกฤตศรัทธา จนอาจถึงขั้นล้มละลายด้านความน่าเชื่อถือ
       
       ถ้าถึงจุดนั้น ความเสี่ยงที่จะโดนประชาชนส่งเสียงดัง ออกปากขับไล่ให้ออกไปอย่างตรงๆ ย่อมมีขึ้นได้ จนถึงขั้นไม่เกรงกลัวกฎหมายห้ามชุมนุม รวมตัวแสดงออกโดยวิธีต่างๆ เช่นอารยะขัดขืน ความเห็นในที่สาธารณะอย่างในอดีต
       
       การลงพื้นที่มีพิธีกรรมลีลาลูกเล่นประกอบ เป็นการชิงพื้นที่ข่าว สกัดข่าวฉาวโฉ่เขย่าความน่าเชื่อถือของคนในรัฐบาล สร้างความอับอายหาทางออกไม่ได้ ต้องใช้วิธีกลบข่าว เบี่ยงเบนประเด็นความสนใจของประชาชน ได้ชั่วคราวก็ยังดี
       
       ไม่มีอะไรสร้างความหวั่นไหวได้เท่ากับการสิ้นศรัทธาของประชาชน เมื่อเสื่อมแล้วฟื้นยาก การเปลี่ยนความคิด ความเชื่อฝังหัวของคนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะคนที่ท้องหิว ชีวิตความเป็นอยู่มีปัญหา ไม่เห็นทางออกว่าจะดีขึ้น
       
       ระยะหลังมีความกังวลของค่ายการเมือง “ยิ่งรัฐบาลประยุทธ์อยู่นาน ก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านคิดถึงทักษิณ!” และพรรคใหญ่อย่างค่ายสะตอซึ่งถูกมองว่าเหมาะสำหรับเป็นฝ่ายค้านจะเผชิญความลำบากในการเอาชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า
       
       ถ้ามีการเลือกตั้งปีหน้าตามคำประกาศโรดแหม็บๆ แต่คนไม่เชื่อว่าจะมี!
       
       มีใครก็ไม่รู้ไปสำรวจความเห็นของประชาชนในภาคอีสาน ได้ความมาว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะเลือกหัวหน้า “พรรคเพื่อไทย” เป็นนายกรัฐมนตรี! ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่า “ใคร” จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเหลี่ยม เป็นคนดีศรีสังคมหรือสีเทา
       
       แค่นี้ก็มองเห็นอนาคตประเทศได้แล้วว่าจะเป็นไปในสภาพใด และคุณท่านผู้นำน่าจะควันออกหู หลังจากทำรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐทำงานมากว่า 3 ปี มีนโยบายสารพัด พูดยาวทุกค่ำวันศุกร์ถึงคุณความดีของรัฐบาล แต่ไร้ผลชัดเจน
       
       มันน่าเจ็บปวดใจหรือไม่ล่ะพี่น้อง! “พรรคเพื่อไทย” คือป้ายยี่ห้อล่าสุดของขบวนการเหลี่ยม โดนศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค 2 ครั้ง ถูกรัฐประหารโดยคณะนายทหารกลุ่มเดียวสืบทอดอำนาจ 2 ครั้ง เยี่ยวไม่สุด ทาสเหลี่ยมไม่เปลี่ยนใจ
       
       ไม่ต้องเสียเวลาบรรยายความใช่หรือไม่ ว่าการป่าวร้องให้ทุกฝ่ายเข้าสู่พิธีกรรมปฏิรูป ปรองดองสมานฉันท์นั้นเหมือนการผายลมของสุนัขชรายามบ่าย ยิ่งเป็นเงื่อนไขว่าต้องสำเร็จก่อนการเลือกตั้ง ก็ยิ่งทำให้การกาเบอร์เป็นไปไม่ได้
       
       ผลสำรวจคนอีสานแสดงออกเช่นนั้นเพราะส่วนหนึ่งมีความคิดฝังหัวว่ามีแต่ “เหลี่ยม” เท่านั้นที่ทำให้ได้ “จับเงิน” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นโครงการต่างๆ ในพื้นที่ซึ่งเงินถูกผันเข้ากระเป๋าผู้รับเหมา นักการเมืองและข้าราชการ ชาวบ้านอด
       
       เป็น “เงิน” ผ่านกองทุนหมู่บ้านและโครงการอื่นๆ ที่สร้างความเสียหายต่อระบบการใช้เงินในและนอกงบประมาณแผ่นดินอย่างสนุก รวมทั้งเงินทอนวัดจากเงินกองสลากให้วัดและพระ สร้างความฉาวโฉ่เน่าเหม็นเป็นเรื่องจนทุกวันนี้
       
       ชะตากรรมของรัฐบาลคุณท่านจะโทษใครไม่ได้ นอกจากระบบเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่น่าสงสัยคือว่าทำไมการทุจริต คอร์รัปชั่นยังเฟื่องฟู ทั้งที่นักการเมืองไม่ได้กุมอำนาจรัฐมานานกว่า 3 ปีแล้ว ความเน่าเฟะไร้การปฏิรูปยังเหมือนเดิม
       
       คุณท่านผู้นำยังเผชิญวิกฤต “คนดีก็ไม่เอา” “คนชั่วก็ไม่เอา” มีแต่คนบ้องตื้นและคนได้รับผลประโยชน์เท่านั้นที่ยังเอา! ทำไมหรือ? คำตอบไม่ยาก ที่ผ่านมาคุณท่านไม่แยกแยะมิตรและศัตรู มีแต่นโยบายแปลงกัลยาณมิตรให้เป็นศัตรู
       
       ระวังอย่าให้อยู่ในสภาพที่ “คนดี” และ “คนชั่ว” รวมตัวกันจัดการพวกคุณท่านออกไปก่อน จากนั้นก็มาตัดสินกันว่าใครจะอยู่ใครจะไป ถ้าเกิดสภาวะเช่นนั้น โทษใครไม่ได้ เป็นผลของการ “เยี่ยวไม่สุด” ไม่แก้ปัญหาจน “เสียของ”
       
       มีนโยบายแต่ละอย่างทำให้ “คนดีลำบาก” “คนชั่วอยู่ได้” สบาย ถ้าเกิดวิกฤตจน “เอาไม่อยู่” แล้ว ต้องระวังเรื่องการ “ไม่มีที่อยู่” นั่นแหละ น่าห่วงกว่า!