ถอดรหัส! เบื้องหลังกฎหมายบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ วาระซ่อนเร้น "ปฏิรวบ" เพื่อใคร !!?

       

       "ณ บ้านพระอาทิตย์"
        "โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์"

       
        จำเป็นต้องบันทึกเอาไว้ตรงนี้ว่า งานสัมมนาแนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน 2560 ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (ตึก 1) มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจัดโดยสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) มีรายงานจากผู้ชมที่รับชมการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนิวส์ 1 ว่า "มีสัญญาณก่อกวนอย่างมาก"!!!
       
        อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวนี้จำเป็นต้องให้ผู้อ่านได้รับทราบถึงอันตรายและความห่วงใยจากภาคประชาชนในกฎหมายฉบับนี้
       
        ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.... ที่รัฐบาลได้จัดทำขึ้นนั้น โดยหลักการเหตุผลนั้นจะอ้างว่าเป็นไปเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ แต่ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดก็คือเรื่องการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติทำหน้าที่ในฐานะผู้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทแทนกระทรวงการคลัง
       
        สำหรับประชาชนแล้วทุกคนก็อยากเห็นการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้ดีขึ้นกันทั้งนั้น คำถามมีอยู่ว่ากฎหมายดังกล่าวจะทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจได้จริงมากน้อยแค่ไหนหรือไม่?
       
        โดยเฉพาะการนำหุ้นของรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่นั้นมาโอนให้กับองค์กรใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นคือ บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ จะเกิดประสิทธิภาพได้อย่างไร?
       
        บัญชีรายชื่อรัฐวิสาหกิจเป้าหมายเบื้องต้นคือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ขนส่ง จำกัด, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, บริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด
       
       ถ้าความเชื่อที่ว่ารัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงมากเพราะนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงล้วงลูกนั้น การที่มี คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งมีองค์ประกอบส่วนหลักมาจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการ ซึ่งก็อยู่ภายใต้อิทธิพลฝ่ายการเมืองทั้งหมดเช่นกัน จะปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้จริงหรือไม่?
       
        โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้ความเห็นว่ารูปแบบการทุจริตในรัฐวิสาหกิจผ่านนโยบายของรัฐที่ผ่านมาคือ 1. กิจการใดที่กำไรดียกให้เอกชนทำแล้วค้ำประกันกำไรให้ หรือ 2. กิจการใดที่รัฐทำเองก็กลับสมรู้ร่วมคิดกับคู่แข่งเอกชนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน และได้ตั้งคำถามว่ารัฐจะต้องมีความชัดเจนว่าเหตุใดต้องเริ่มจากรัฐวิสหากิจทั้ง 11 แห่งเหล่านี้ก่อน เพราะรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเหล่านี้ได้มีประวัติถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมาก่อนทั้งสิ้น
       
        ปัญหาสำคัญของรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาส่วนหนึ่งก็มาจากคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมาจากฝ่ายการเมืองซึ่งมาจากการลงทุนซื้อเสียงเข้าสู่อำนาจเพื่อหวังที่จะถอนทุนคืนจากรัฐวิสาหกิจ จริงหรือไม่? และถ้ายังแก้ไขปัญหาทางการเมืองระดับชาติไม่ได้ จะสามารถแก้ไขด้วยฝ่ายการเมืองได้จริงหรือไม่?
       
        การที่มีคณะกรรมการในบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติควบคุมรัฐวิสาหกิจถึง 11 แห่ง จึงต้องตั้งคำถามว่าในฐานะผู้ถือหุ้นนั้นจะเข้าไปแทรกแซงธุรกิจในรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นอยู่หรือไม่? ถ้าเข้าแทรกแซงได้ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองจะเกิดประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร หรือในทางตรงกันข้ามหากไม่ทำการแทรกแซงธุรกิจ แล้วจะมีคณะกรรมการเหล่านี้มาเพื่ออะไร?
       
        และในประเด็นนี้เองจึงต้องตั้งคำถามต่อว่าคณะกรรมการในบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติจะมีความซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือไม่?
       
        ที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อมีบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติมาเป็นผู้ถือหุ้นของกิจการรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง แทนที่รัฐวิสาหกิจเหล่านี้จะนำเงินเข้ารัฐผ่านกระทรวงการคลังโดยตรง แล้วการใช้จ่ายงบประมาณก็จะผ่านการตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติ กลับกลายเป็นว่าเงินบางส่วนอาจถูกกันเอาไว้ในบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติก็ได้ด้วย
       
        ผลที่ตามมาก็คือจะมีเงินส่วนหนึ่งถูกกันเอาไว้ในบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติที่ไม่จำเป็นต้องส่งให้กระทรวงการคลังทั้งหมดก็ได้ และสามารถนำไปใช้จ่ายนอกระบบงบประมาณรายจ่ายจของแผ่นดินได้จริงหรือไม่ เพราะองค์กรนี้กำลังจะเป็นองค์กรที่ไม่อยู่ในสถานภาพหน่วยราชการ หรือรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป?
       
        ส่วนที่ต้องมีการคิดต่อไปคือเมื่อบรรษัทบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติจะเป็นนิติบุคคล ที่ไม่ใช่ทั้งหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ แต่จะผลักดันไปใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น เพียงพอสำหรับองค์กรที่ดูแลทรัพย์สินของชาติหรือไม่?
       
        เพราะประเด็นที่น่าสนใจต่อมาคือเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่กฎหมายดังกล่าวมีการซ่อนเงื่อนที่อาจเปิดช่องทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ด้วยเงื่อนไขคำว่า "เว้นแต่"ในเรื่องข้อห้ามอันจะทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ดังตัวอย่างเช่น บทบัญญัติในมาตราต่อไปนี้
       
        "มาตรา 53 (8) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 52 (ซึ่งต่อไปจะเป็นทั้งประธานและรองประธานกรรมการบรรษัท) ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ ในนิติบุคคลที่บรรษัทถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไป หรือมีอำนาจควบคุมกิจการ เว้นแต่คณะกรรมการบรรษัทมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ผู้บริหาร หรือดำเนินกิจการใดนิติบุคคลดังกล่าวได้
       
        มาตรา 69 (9) กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจในการจัดการในนิติบุคคลอื่น เว้นแต่คณะกรรมการบรรษัทมอบหมายหรือเห็นชอบให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ นิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจถือหุ้น หรือนิติบุคคลที่เป็นผู้ร่วมลงทุนกับบรรษัท หรือเป็นการดำรงตำแหน่งกรรมการซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบรรษัทกำหนด
       
        มาตรา 69 (10) กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 25 หรือมีอำนาจควบคุมกิจการนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนกับบรรรษัท หรือนิติบุคคลซึ่งโดยสภาพของประโยชน์ของธุรกิจของนิติบุคคลนั้นอาจขัดหรือแย้งกับผลประโยชน์ของบรรษัท เว้นแต่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์ในการลงทุนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบรรษัทกำหนด"
       
        ฝ่ายสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ยกเหตุผลอ้างว่าบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติไม่ใช่กฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพราะกระทรวงการคลังจะถือหุ้นทั้งหมดในบรรษัทวิสาหกิจ
       
        แต่ภาคประชาชนมีความเป็นห่วงว่าถึงแม้ตัวบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติจะถือหุ้นโดยกระทรวงการคลังทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้แปลว่ากิจการรัฐวิสาหกิจที่บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติถือหุ้นอยู่นั้นจะลดสัดส่วนไม่ได้ ดังตัวอย่างเช่น
       
        "มาตรา 11 (4) บัญญัติเอาไว้ว่า "ให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) มีอำนาจหน้าที่กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังหรือบรรษัทในรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี"
       
        มาตรา 11 (8) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการควบหรือยุบเลิกรัฐวิสาหกิจและการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนในหุ้นที่บรรษัทถือครองจนพ้นสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจหรือทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจ"
       
        แม้จะมีผู้โต้แย้งว่าถึงแม้จะไม่มีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา รัฐบาลก็มีอำนาจที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจได้อยู่แล้ว แม้จะเป็นความจริงแต่ประเด็นคำถามสำคัญตามมาที่ไม่ควรมองข้ามคือเมื่อรัฐวิสาหกิจซึ่งอยู่ภายใต้บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติหากยังไม่ได้ถูกแปรรูปเป็นบริษัท ก็ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ด้วยจริงหรือไม่?
       
        พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้ในวันที่จดทะเบียนเป็นบริษัทนั้นจะต้องแยกสินทรัพย์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินรวมถึงสิทธิที่ได้จากอำนาจมหาชนออกไปเป็นบริษัทหรือของกระทรวงการคลังเสียก่อน
       
        มาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 บัญญัติเอาไว้ว่า:
        "มาตรา 24 ในวันที่จดทะเบียนบริษัทตามมาตรา 22 ให้บรรดากิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิดและสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจทั้งนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโอนไปเป็นของบริษัท หรือเป็นของกระทรวงการคลัง แล้วแต่กรณี
       
        ในกรณีหนี้ที่โอนไปเป็นของบริษัทตามวรรคหนึ่ง เป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่แล้วให้ กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้ต่อไป โดยอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันก็ได้ เว้นแต่จะมีการตกลงกับเจ้าหนี้ให้ลดหรือปลดเปลื้องภาระการค้ำประกันของกระทรวงการคลังนั้น
       
        สิทธิตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินที่เป็นราชพัสดุหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่รัฐวิสาหกิจมีอยู่ในวันจดทะเบียนบริษัทนั้นด้วย
       
        ส่วนสิทธิการใช้ที่ราชพัสดุหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่รัฐวิสาหกิจเคยมีอยู่ตามกฎหมายที่ราชพัสดุหรือกฎหมายอื่น ให้บริษัทมีสิทธิในการใช้ที่นั้นต่อไปตามเงื่อนไขเดิม แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายได้ของแผ่นดินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด"
       
        โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ... กลับไม่ได้กล่าวถึงสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือทรัพย์สินที่ได้มาจากอำนาจมหาชนเลยแม้แต่น้อย จริงหรือไม่ !?
       
        มาถึงจุดนี้ก็คงจะมีข้อท้วงติงมาว่า 11 บริษัทที่ถูกระบุในบัญชีรายชื่อรัฐวิสาหกิจนั้น ล้วนแล้วแต่แปรสภาพจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนไปหมดแล้วทั้งสิ้น จึงเลยช่วงเวลาที่จะมีความเป็นห่วงหรือกังวลสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากอำนาจมหาชนไปหมดแล้ว ข้ออ้างดังกล่าวเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
       
        เพราะความจริงอีกครึ่งหนึ่งซึ่งสำคัญยิ่งกว่าคือปัจจุบันเรื่องสาธารณสมบัติของแผ่นดินและทรัพย์สินที่เป็นอำนาจมหาชนได้ส่งคืนรัฐครบถ้วนแล้วหรือยัง?
        ตัวอย่างเช่น ท่อก๊าซธรรมชาติในทะเล ที่ทั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทักท้วงว่าที่แปรรูปมาเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)นั้น ยังไม่ได้ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติในทะเลให้ครบถ้วนจริงหรือไม่?
       
        ดังนั้นการด่วนตัดตอนมาตรา 24 ของพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ย้ายหุ้นจากกระทรวงการคลังเอาไปให้บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาตินั้น แล้วอยู่ภายใต้กฎหมายใหม่นั้น ทำให้สังคมและประชาชนต้องจับตามองด้วความสงสัยว่าเป็นการแก้เกมเพื่อไม่ต้องส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่?
       
        โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องดังกล่าวนี้มาพร้อมกับช่วงเวลาสำคัญที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมในทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ แหล่งเอราวัณ และบงกช ภาคประชาชนเสนอให้ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนทรัพย์สินที่ผูกขาดตามธรรมชาติให้กลับมาเป็นของรัฐทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ยังจะให้โอนทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมโดยเฉพาในแหล่งเอราวัณและบงกชให้กลับมาเป็นของรัฐทั้งหมดด้วย
       
        คำถามก็คือการคิดที่จะชิงตั้ง "บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ" กลับดูเหมือนทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับ "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" ของภาคประชาชนหรือไม่
       
        เพราะบรรษัทพลังงานแห่งชาติของภาคประชาชนคือนำทรัพย์สินของชาติโดยเฉพาะสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งทำให้เกิดการผูกขาดตามธรรมชาติและทรัพย์สินที่ได้จากอำนาจมหาชนกลับมาเป็นของรัฐทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติกลับเอาหุ้นของกระทรวงการคลังมาถือ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ให้สามารถลดสัดส่วนในทรัพย์สินของชาติที่มีอยู่ในรัฐวิสาหกิจแต่เดิมได้ด้วย
       
        ภารกิจตรงกันข้ามเช่นนี้จึงทำให้เกิดข้องสงสัยว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องการที่จะแก้เกมความคืบหน้าของประชาชนในทวงคืนทรัพย์สินของชาติกลับคืนมาหรือไม่?
       
        ทรัพย์สินสาธารณสมบัติและอำนาจมหาชนไม่ได้มีเพียงตัวอย่างเรื่องท่อก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์สินของ กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ต้องทวงคืนทรัพย์สินกับเอกชนรายใดก็ตามที่เล่นแร่แปรธาตุไม่ลงทุนทรัพย์สินตามสัญญาเพื่อส่งมอบให้รัฐ แต่กลับใช้เล่ห์กลเช่าทรัพย์สินเพื่อไม่ให้ทรัพย์สินเหล่านั้นตกเป็นของรัฐได้
       
        สำหรับราคาที่โอนหุ้นกลับมายังกระทรวงการคลังนั้นก็สำคัญอย่างยิ่ง!!! โดยเฉพาะบริษัทใดที่ยังไม่ได้มีหุ้นเป็นหลักทรัพย์ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องระวังให้ดี
       
        เพราะมาตรา 50 (2) กำหนดว่าในการรับโอนหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่ยังม่ได้มีหุ้นเป็นหลักทรัพย์ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากกระทรวงการคลังนั้น "ให้บรรษัทออกหุ้นของบรรษัทในราคาตาม "มูลค่าหุ้นทางบัญชี" ตามงบการเงินประจำงวดปีบัญชีที่สิ้นสุดก่อนวันที่จะทำการโอนหุ้นผู้ตรวจสอบบัญชีได้ตรวจสอบแล้ว"
       
        คำถามสำคัญคือทุนจดทะเบียนนั้นได้สะท้อนราคาหุ้นและทรัพย์สินตามราคาตลาดจริงหรือไม่? หากมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่ำกว่าความเป็นจริง ควบคู่ไปกับการอนุญาตให้บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติสามารถลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจโดยอำนาจของฝ่ายการเมือง ก็อาจจะกลายเป็นช่องทางในการทำมาหากินผ่านราคาหุ้นเหล่านี้ได้หรือไม่? เพราะที่ผ่านมาก็เคยเกิดการเสนอตั้งราคาหุ้นที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาแล้วจริงหรือไม่?
       
        ก่อนที่จะดำเนินการไปถกเถียงไกลไปถึงการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาตินั้น "ความเชื่อถือ ศรัทธา และความไว้วางใจ" เป็นสิ่งที่สำคัญ จึงควรเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อถกเถียงข้อดีข้อเสีย ข้อห่วงใย และทางออกในเรื่องสำคัญนี้อย่างตรงไปตรงมา เปิดเผย และโปร่งใส
       
        และข้อสำคัญอย่าให้เกิดฟางเส้นสุดท้าย ที่จะมีใครอาศัยช่วงเวลาพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ประชาชนกำลังน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณนั้น เร่งนำกฎหมายที่เต็มไปด้วยคำถามของประชาชนเช่นนี้ ชิงเสนอขอความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยเด็ดขาด !!!
       
        เพราะกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างไรนอกจากประโยชน์ของ "กลุ่มทุน" สิ่งที่ควรทำคือถอนกฎหมายดังกล่าวนี้ออกมาทบทวนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เสียก่อน!!!