ร่างกฎหมาย ป.ป.ช.ขัด รธน. วันนี้ “ลุแก่อำนาจ” วันหน้า “คุก คุก คุก”?!

MGROnline

       

       ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ดูเหมือนอะไรๆจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ....ซึ่งเป็น 1 ใน 10 กฎหมายลูกภายใต้ “รัฐธรรมนูญ 2560”
       

       แม้ว่ากระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายจะดูเหมือนจะราบรื่น จนว่ากันว่าเรียบร้อย “โรงเรียน คสช.” ไปตั้งแต่ช่วงก่อนข้ามปีใหม่ ผ่านทีมงานคุณภาพ “สภาฝักถั่ว” ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ลงมติเห็นชอบวาระที่ 2 และ 3 ไปแล้วก็ตาม
       
       ด้วย “ข้อตำหนิ” ที่เข้าทำนอง “เขียนด้วยมือ เหยียบด้วยเท้า” ปล่อยให้ “กฎหมายลูก” ขัดบทบัญญัติ “กฎหมายสูงสุด” อย่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ผ่านการทำประชามติอย่างท่วมท้นหน้าตาเฉย
       
       หรือพูดได้ว่าเป็นปฏิบัติการ “มาตุฆาต” หรือ “ลูกฆ่าแม่”
       
       เพียงเพื่อต่ออายุให้ 7 กรรมการ ป.ป.ช. ที่เข้าข่ายมี “ลักษณะต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังไม่ตรงตาม “สเปกเทพ” ที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน อุตส่าห์รังสรรค์ “บรรทัดฐานสูงส่ง” เอาไว้
       
       กล่าวคือในมาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ที่คุณสมบัติของกรรมการในองค์กรอิสระว่าต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม อ้างอิงไปถึงมาตรา 202 ที่ว่าด้วยคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการระบุถึง “ข้อห้าม” จำนวนหลายข้อ แต่ที่เป็นประเด็นและบ่งชี้ถึง “ข้อตำหนิ” ในร่าง พ.ร.ป.ป.ป.ช.นั้นคือ
       
       ข้อ 1.เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระใด
       
       และข้อ 4.เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา
       
       คาบเกี่ยวไปถึงในมาตรา 232 ว่าด้วยคุณสมบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
       
       ข้อ 2.รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
       
       และข้อ 3. เป็นหรือเคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ไม่เปนส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
       
       ด้วย “ข้อห้าม” ที่ล้อกันมาเป็นทอดๆนี้เอง ที่ถูกมองว่ากรรมการในองค์กรอิสระทั้งหมดจะตกพุ่มถูก “เซตซีโร” ล้างไพ่ใหม่ทั้งหมด เปิดทางให้มีการสรรหาใหม่ ที่โดนไปเต็มลักก็ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่รับชะตากรรมไปเรียบร้อย “โรงเรียน กรธ.” จนมี กกต.บางคนตั้งแง่ถล่มแนวทางของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบบไม่เผาผีเลยทีเดียว
       
       ซึ่งหากใช้ “บรรทัดฐานเดียวกัน” ตามรัฐธรรมนูญ และที่ กกต.ถูกกระทำ ก็จะส่งผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีอยู่ 9 คน ต้องร่วงหล่นตกงานไปอย่างน้อยๆ 7 รายที่คุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ แบบที่แทบจะไม่ต้องตีความด้วยซ้ำ
       ไล่ตั้งแต่หัวโต๊ะ “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง หรือเป็นหน้าห้อง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาก่อนที่จะเข้าสมัครรับการสรรหาและได้เป็น ป.ป.ช.เมื่อช่วงปลายปี 2558
       
       ตำแหน่งเดิมของ “บิ๊กกุ้ย” ถือเป็น “ข้าราชการทางการเมือง” ที่ขัดต่อคุณสมบัติในมาตรา 202 (4) ที่ห้ามดำรงตำแหน่งดังกล่าวในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกสรรหา ก็ต้องหลุดจากการเป็นประธานและกรรมการ ป.ป.ช.ไปแบบไม่ต้องอุทธรณ์
       
       เฉกเช่นเดียวกับอีก 6 ราย “ปรีชา เลิศกมลมาศ - พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง - ณรงค์ รัฐอมฤต - วิทยา อาคมพิทักษ์ - สุภา ปิยะจิตติ - พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์” ที่เข้าข่ายขัดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด
       
       หากเป็นไปตามเนื้อผ้า ก็จะเข้าโหมด “รีเซต ป.ป.ช.” มีเพียง 2 กรรมการ ป.ป.ช. “สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร - สุวณา สุวรรณจูฑะ” ที่เหลือรอด ส่วนอีก 7 รายต้องสรรหาใหม่
       
       ทว่า ความเข้มขลังของ กรธ.กลับต้องมาถูก “หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า” ในชั้น สนช. ไม้ไว้หน้า “ปู่มีชัย” ซึ่งถือเป็นคีย์แมนสำคัญของ คสช.คนหนึ่ง แม้จะมีการต่อสู้ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯของ สนช.ที่มี พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เป็นประธาน กมธ.อยู่หลายยก แต่ก็ต้องพ่ายให้กับ “เสียงข้างมาก” ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดว่าเป็น “ใบสั่งผู้มีอำนาจ” อยู่เบื้องหลัง ซึ่งย่อมหนีไม่พ้น “บิ๊ก คสช.” ผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
       
       อีกทั้งใน กมธ.เสียงข้างมาก ที่โหวตต่อลมหายใจให้ ป.ป.ช.กางชื่อออกมาก็มีแต่ “นายตำรวจ - นายทหาร”ที่เชื่อมโยงใกล้ชิด “ป๋าป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม อีกทั้งยังมี กมธ.คนสำคัญชื่อ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นน้องชาย “ป๋าป้อม” นั่นเอง
       
       ฝ่าย “กมธ.เสียงข้างน้อย” ที่โหวตแพ้ในประเด็นนี้อย่างย่อยยับ ถึงกับตอกว่า “ที่ 7 ป.ป.ช. ได้อยู่ต่อ เพราะเป็นความต้องการของผู้มีอำนาจอยากจะให้อยู่ต่อ” โดยนำเอาเหตุผลของ กมธ.เสียงข้างมากในที่ประชุมว่า “ป.ป.ช.กำลังทำงานเข้าฝัก” ยกขึ้นเหนือรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ได้เกี่ยวกับหลักการทางกฎหมายอะไรเลย
       
       ก่อนที่ที่ประชุมใหญ่ สนช. จะโหวตตามสไตล์ “สภาฝักถั่ว” ผ่านฉลุยประเด็นการต่ออายุ 7 กรรมการป.ป.ช.ให้อยู่ต่อครบวาระ 9 ปีนับตั้งจากวันที่แต่ละคนได้แต่งตั้ง
       
       แต่การตรากฎหมายอย่างค้านตา ก็ยังมีกลิ่นอายของความ “ไม่เห็นด้วย” อยู่ในหมู่ “แม่น้ำ 5 สาย” กันเอง โดยเฉพาะ กรธ.ของ “ปู่มีชัย” ที่ถูกตบหน้าอย่างจัง ที่แม้ กรธ.จะมีสิทธิ์ “วีโต้” ยื่นความไม่เห็นด้วยให้มีการตั้งกรรมการ 3 ฝ่าย อันประกอบด้วย “กรธ. - สนช. - ป.ป.ช.”
       
       หรือมีช่องให้ยื่นผ่าน สนช.ส่งต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เพื่อตีความว่าบทบัญญัติในร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช.ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ กรธ.ก็อยู่ในอาการ“น้ำท่วมปาก” เมื่อ “รู้เต็มอก”ว่างานนี้มี “ใบสั่ง” ครั้นจะไปเปิดหน้าโดยตรงก็จะกระเทือนถึงเสียรภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ “แม่น้ำ 5 สาย คสช.”
       
       อีกทั้งยังเข้าใจในหัวอกของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เนื่องจากเมื่อครั้งพิจารณา พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายคน คุณสมบัติขัดต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ที่สุดที่ประชุม สนช. ก็เห็นชอบต่ออายุให้ ดังนั้น หากต้องให้มาตีความเรื่องที่มีการยกเว้นข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ เพื่อมาต่ออายุของคณะกรรมการป.ป.ช. มันก็จะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”
       
       ถ้ายึดตามหลักการเคร่งครัด บอกว่าผิด ก็จะโดนย้อนศรกลับมาว่า แล้วทำไมเมื่อตอนสนช. ต่ออายุให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นแย้ง หรือเพียงเพราะตัวเองได้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ
       
       ครั้นจะตีความว่า เรื่องการยกเว้นรัฐธรรมนูญ เพื่อต่ออายุให้คณะกรรมการป.ป.ช. ของ “บิ๊กกุ้ย” ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะเข้าตัวเองว่า เช่นนั้นแล้วตอนต่ออายุให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ผิดเช่นเดียวกัน ต้องโมฆะกันทั้งคู่
       
       ทั้งที่ความจริงแล้ว ตอนต่ออายุให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยังพอเข้าใจว่าเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ ยังสามารถไปต่อได้ ไม่จำเพาะเจาะจงใคร แต่ของคณะกรรมการป.ป.ช. นี้มันชัดว่า ต้องการอุ้ม “บิ๊กกุ้ย”และชาวคณะ ตามหมาก “เพลย์เซฟ-ปลอดภัยไว้ก่อน” ของ “บิ๊ก คสช.” ที่ต้องระแวดระวังหลังให้กันและกัน หากผละมืออำนาจ แล้วอำนาจตกไปอยู่ในมือขั้วอื่น โดยเฉพาะขั้วตรงข้าม ที่จองกฐินเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ด้วยความแค้นสุมทรวงที่ คสช.ไป “ล่วงเกิน” ฝ่ายต่างๆ อย่างถ้วนทั่วไม่ไว้หน้าใคร
       
       หนังตัวอย่างมีให้เห็นกับโหมด “เกียร์ว่าง” ของ ป.ป.ช.ต่อกรณีนาฬิกาหรูหลายสิบเรือนของ “บิ๊กป้อม” สมกับเป็น “องครักษ์” ปัดเป่าเภทภัยให้กับ “ขุนทหาร คสช.”
       
       ติดสะระตะเช่นนี้แล้ว “ปู่มีชัย” จึงทำได้เพียงส่งข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการไปยัง พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ระบุความตอนหนึ่งว่า “ผู้แทน กรธ. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ป.ป.ช. ได้ชี้แจงแถลงเหตุผลและข้อห่วงกังวลของ กรธ. เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 185 แห่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้ชัดเจนแล้วว่า ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ รวมทั้งในชั้นการพิจารณาของ สนช. ในวาระที่ 2 และ 3 แต่ สนช.มีมติเสียงข้างมากว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 1/2560 ดังนั้น กรธ.จึงไม่มีความเห็นเพิ่มเติม
       
       “กรธ.ยังคงมีความห่วงกังวลอย่างมากว่าบทบัญญัติดังกล่าวอาจมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2560 นั้นไม่ครอบคลุมถึงการยกเว้นลักษณะต้องห้ามในบทหลักตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่การที่จะวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.ป.ป.ป.ช.ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของศาลรัฐธรรมนูญ กรธ.จึงไม่โต้แย้ง โดยเป็นดุลยพินิจของ สนช. ที่จะพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณีต่อไป”
       
       กล่าวเป็นนัยๆว่าให้ “พรเพชร” ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้สิ้นสงสัย แต่ก็ให้คิดเอาเองตามสิทธิ์ของ สนช. เพราะ กรธ.ไม่สามารถไปบังคับได้แต่อย่างใดตามมาตรา 148 ของรัฐธรรมนูญ ที่เปิดช่องให้เฉพาะสมาชิก สนช. 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิก สนช.เท่าที่มีอยู่ สามารถเข้าชื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เท่านั้น
       
       เอาเข้าจริงไม่ใช่แค่ “ปู่มีชัย” และทีมงาน กรธ.เท่านั้น ในการโหวตในที่ประชุมใหญ่ สนช. ยังพบว่า มีสมาชิก สนช.ถึง 26 คนที่ลงมติไม่เห็นด้วย และมีสมาชิก สนช.จำนวนถึง 29 คนที่งดออกเสียงในวาระ 3 สะท้อนให้เห็นถึง “ข้อกังวลบางประการ” จึงไม่สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มตัว
       
       เพราะไม่เพียงแต่ขัดในเรื่องข้อก้ามคุณสมบัติท่าไปแล้วอย่างชัดเจน ยังเข้าข่ายไปขัดวรรคท้าย มาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุชัดว่า “การตรากฎหมายนั้นต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีหนึ่งกรณีใด หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ...” อีกด้วย
       
       ก็ “บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” ที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ หนึ่งในนั้นก็มี “ประธานกุ้ย” ที่ว่ากันว่าเป็น“สายตรงวงษ์สุวรรณ” จนมีปฏิบัติการหักดิบ “กฎหมายสูงสุด” เกิดขึ้น
       
       ตามมาด้วยเสียงกระชุ่นจาก รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร ที่ส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊คว่า “ขอให้ สนช.แสดงสปิริตส่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
       
       “ผู้ที่มีสิทธิส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็มีเพียงสมาชิก สนช.เท่านั้นที่จะทำได้ ... เพื่อป้องกันมิให้กฎหมายที่มีข้อสงสัยความด่างพร้อยว่าจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท สมาชิก สนช.จึงควรดำเนินการให้กฎหมายฉบับนี้หมดข้อสงสัย หมดข้อกังวล เพื่อไม่เป็นภาระที่ไม่สมควรต่อองค์พระมหากษัตริย์ในการลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป” เป็นข้อห่วงใยที่ “รสนา” ส่งความปรารถนาดีมาให้
       
       ก็อย่างที่ทราบกันดีว่า “รัฐธรรมนูญ 2560” ถูกออกแบบและร่างขึ้นโดย กรธ.ที่เป็นองคาพยพของ คสช. อีกทั้งยังเป็นกฎหมายสูงสุดที่ผ่านการลงประชามติจากประชาชนทั่วประเทศอย่างไร้ข้อกังขา
       
       และที่สำคัญ “รัฐธรรมนูญ 2560” ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ให้แก่ปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา
       
       แต่เวลาผ่านมาไม่นานกลับมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการย่ำยีรัฐธรรมนูญ แม้จะมีผู้ทักท้วงมาตลอดเส้นทางอย่างไม่น่าเชื่อ
       
       หากเป็นสมัย “รัฐบาลเลือกตั้ง” การมุทะลุดำเนินการลักษณะนี้คงถูกตั้งข้อหาใหญ่และร้ายแรงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
       อันนำมาสู่ข่าวคราวหนาหูเริ่มมีความกังวลจาก “ผู้เกี่ยวข้อง” หากปล่อยให้กฎหมายที่มีเนื้อหาที่ “ไม่สมควร” ไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย และว่ากันว่าใน “กรธ. - สนช.” บางคน แสนจะ “ว้าวุ่นใจ” เหลือเกินกับเรื่องนี้ และลุ้นว่าจะมี “ใบสั่งจากผู้มีอำนาจคนเดิม” ให้เดินไปตามช่อง “ตัดไฟแต่ต้นลม”
       
       ด้วยในอดีตก็มีชะตากรรมของผู้ที่กระทำการ “ลุแก่อำนาจ” ให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ต้อง “จบไม่สวย” ทุกราย ข้อหล่าวหาง่ายๆทั้ง กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่เคยทำให้เห็ฯมานักต่อนักแล้วว่า คุกตารางไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวของผู้มีอำนาจ
       
       ขั้นตอนการพิจารณาตรา “ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ ... พ.ศ. ...” นั้นมีบันทึกไว้อย่างละเอียดตั้งแต่ในชั้น กรธ. มาถึงกรรมาธิการในชั้น สนช. รวมทั้งในการอภิปรายและลงมติในที่ประชุมใหญ่ สนช. ใครคิดเห็นอย่างไรมีบันทึกช่วยจำไว้ครบถ้วน
       
       หากเป็นไปตามข้อกังวลใจของหลายฝ่ายจริง ก็ไล่เรียงไม่ยากว่าใครบ้างที่จะตกพุ่มมีความผิดเอาเท้าแหย่คุกตารางในยามแก่ นี่อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้ปรมาจารย์กฎหมายอย่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ต้องออกจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อยืนยันความไม่เห็นด้วยของ กรธ.ทั้งคณะมายังประธาน สนช. ที่สำนวนเขาว่า “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” อย่างไรอย่างนั้น
       
       เพราะหากปล่อยให้ไปมี “ปาฏิหาริย์” ในช่วงโค้งสุดท้ายอย่างที่ร่ำลือกันจริง ถึงเวลาเชื้อ “เซตซีโร” อาจย้อนมาเข้าตัว และกลายเป็นการดับอหังการ์ “บิ๊ก คสช.” เสียเอง.
       
       
       
คำสำคัญ :