พลิกชีวิต...จากหนี้ 50 ล้านสู่ธุรกิจกาแฟขี้ชะมด "เฟลม - เกียรติศักดิ์" นศ.ม.กรุงเทพ

update:

        กระแสในโลกออนไลน์พูดถึงหนุ่มคนนี้มาสักพัก เฟลม - เกียรติศักดิ์ เถ้าแก่น้อยวัย 21 ปี ที่มีธุรกิจสร้างรายได้เป็นเงินล้าน ก่อนที่เขาจะลืมตาอ้าปากได้ เคยผ่านช่วงชีวิตในการเป็นลูกหนี้กว่า 50 ล้าน ต้องดิ้นร้นเพื่อปลดหนี้และเป็นเสาหลักให้ครอบครัวแทนพ่อที่เสียไป ปัจจุบันเขามีธุรกิจกาแฟขี้ชะมด BlueGold Coffee วันนี้ Life on Campus มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวเส้นทางชีวิตจากผู้ชายใจนักสู้คนดัง
       
        เริ่มต้นบนเส้นทางขรุขระ

       

        “ให้จำความรู้สึกวันนี้ไว้ว่าเป็นอย่างไร คนอื่นทำกับเราอย่างไร”
       
        เฟลม เกียรติศักดิ์ คำวงศา นักศึกษาหนุ่มจากคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ (BUSEM) พูดถึงประโยคที่แม่ว่าไว้ในวันที่สองแม่ลูกต้องดิ้นร้นใช้ชีวิตอย่างอัตคัตในบ้านเช่าหลังจากที่พ่อเสีย บางมื้อเฟลมและแม่มีเพียงแค่หมูปิ้งสองไม้ บางมื้อมีแค่ไข่ต้มเพียงหนึ่งฟอง ช่างต่างกับชีวิตก่อนหน้านี้โดนสิ้นเชิง
        
        พื้นเพเดิมเฟลมเป็นเด็กหนุ่มจากนครพนม แม่รับราชการเป็นวิศวกร ส่วนพ่อเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง มีน้องสาว 1 คน ซึ่งอายุห่างกัน 6 ปี ชีวิตดูเรียบง่ายตามแบบที่ควรจะเป็น แต่ก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อพ่อเสียชีวิตและทิ้งหนี้ทางธุรกิจให้กว่า 50 ล้านบาท
        
        “มันเริ่มมาจากการรับเหมาก่อสร้างรีสอร์ต ขนเครื่องจักร ขนรถทุกอย่างไป พอสร้างให้เสร็จเขาไม่ยอมจ่ายในงวดสุดท้ายที่สัญญาว่าจะจ่ายเต็มจำนวน ดังนั้นก็ต้องขายเครื่องจักรทุกอย่าง แต่มันก็ยังเป็นหนี้อยู่ แล้วบังเอิญคุณพ่อมาเสียเพราะอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์พอดี”
       
        
        เฟลมยอมรับว่าตอนนั้นสภาพจิตใจค่อนข้างแย่ ทั้งไม่มีที่อยู่เนื่องจากบ้านที่สร้างไว้อยู่ในพื้นที่ของป้า ยังไม่ทันได้โอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากเชื่อในโชคลาง พอพ่อเสียทางญาติก็ไม่ให้ที่คืน ทำให้เฟลม แม่และน้องสาวต้องระเห็จออกมาอยู่ข้างนอก
        
        “ผมเข้ามาเรียนต่อในเมืองโดยเลือกเรียนมัธยมปลายสายอาชีพเกี่ยวกับก่อสร้าง เนื่องจากที่บ้านยังทำธุรกิจก่อสร้าง ประกอบกับการเรียนสายอาชีพค่อนข้างทำให้มีเวลาว่างเลยมาช่วยแม่ได้สะดวก”
       
        
        ภายในเวลา 3 ปีในการเรียนสายอาชีพเฟลมสามารถช่วยคุณแม่ปลดหนี้กว่า 50 ล้านได้สำเร็จ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในเส้นทางธุรกิจของหนุ่มนักศึกษาคนนี้
       
        
       ชื่อโดนใจ 'คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจฯ'
       

        “สาเหตุที่เลือกเรียน ชื่อมันก็บอกตรงๆ อยู่แล้วว่าเจ้าของธุรกิจ ซึ่งผมก็คิดการทำธุรกิจตั้งแต่แรก ในการเพิ่มมูลค่ากาแฟขี้ชะมด
       
        
        เฟลมเป็นนักศึกษารุ่นที่สามของคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ (BUSEM) ม.กรุงเทพ ซึ่งตอนนี้เขากำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 4 โดยในรุ่นของเขามีผู้ร่วมเรียนกว่า 40 คน และมีอาจารย์สอนหลัก 6 คน ซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้มีประสบการณ์มาถ่ายทอดความรู้ด้านธุรกิจให้โดยตรง
        
        “อาจารย์คนเก่าที่สร้างคณะขึ้นมามีความคิดว่า อยากสอนให้เจ้าของธุรกิจสร้างธุรกิจซึ่งอาจมีหลายธุรกิจก็ได้ เจ้าของธุรกิจไม่ใช่นักบริหาร เป็นเจ้าของกิจการซึ่งจะจ้างนักบริหารมาดูแลกิจการอีกทีหนึ่ง
       
       
        วิธีการเข้าคณะนี้ไม่ยากอย่างที่คิด เฟลมเล่าว่าในตอนแรกที่เข้ามานั้นตนมีเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.7 ซึ่งก็ไม่ได้สูงมากนัก และสอบ O-net และ Gat - pat เพิ่มเติม เพียงแค่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำธุรกิจก็สามารถเข้าได้ทั้งนั้น
       
       
        ในส่วนของค่าใช้จ่าย ในเทอมแรก 55,000 บาท และในเทอมต่อไป 49,000บาท ต่อเทอม ซึ่งข้อดีของคณะนี้นอกจากจะได้ศึกษางานตามประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว ในแต่ละรายวิชา ยังรับประกันว่าในช่วงชั้นปี 4 จะได้มีโอกาสไปศึกษางานประเทศในแถบยุโรป โดยรุ่นเฟลมจะได้ไปที่ประเทศอังกฤษและได้เรียนวิชาแลกเปลี่ยนในมหาวิทยาลัยของประเทศอังกฤษด้วย
       

        “คิดธุรกิจก่อนแล้วก็ตามด้วยทฤษฎี คณะเน้นสอนปฏิบัติ ปูพรมตั้งแต่ปี 1 ให้ซื้อของมาขายไป เพื่อดูกำไร ทุน พอปี 2 เขียนแผนธุรกิจ ปี 3 ก็จะทำ Product พอถึงปี 4 ก็จะให้สรุปจากทั้งสามปีที่เรียนมาว่าได้รับอะไรบ้าง อาจารย์เปรียบเสมือนธนาคาร SME ที่เราต้องเสนอไอเดียแล้วดูว่าผ่านหรือไม่จึงจะทำธุรกิจได้ ซึ่งมีให้กู้คนละ 100,000 บาทจากมหาวิทยาลัย เพื่อทำธุรกิจ พอได้กำไรมาก็คืน ไม่มีดอกเบี้ย”
       
        
        เฟลมเล่าถึงกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งทางคณะจะสอนตั้งแต่การสร้างแพคเก้จจิ้ง การเขียนแผนธุรกิจ การบริหารสร้างโรงงาน ว่าจะตั้งโรงงานที่ไหนหรือมีกรรมวิธีอย่างไรให้คุ้มทุน วิชาที่เรียนจะเหมือนตนเป็นเจ้าของกิจการเลย
       
        
         “ก่อนที่จะเข้ามาเรียนผมก็มีเฉพาะตัวผลิตภัณฑ์ส่งให้พ่อค้าคนกลาง ยังไม่มีความรู้เรื่องการบริหาร ก็คาดหวังว่าจะได้ connection ซึ่งมันก็ได้รับแล้ว ที่ได้เพิ่มเติมคือความรู้ในเรื่องการตั้งโรงงาน การขยายแบรนด์ ได้ไอเดียที่จะช่วยให้ราคาของผลิตภัณฑ์ถูกลงเพื่อจะสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายทั่วไป และส่งไปยังต่างประเทศ เช่น พม่า ลาว ”
       
        
        “คนที่เข้าคณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีกิจการก็สามารเรียนได้ พอมาเรียนอาจารย์จะสอนให้คิดแตกต่าง สร้าง product ขึ้นมาใหม่ อย่างเพื่อนผมเขาก็ทำเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษ ออกแบบเอง ทำตั้งแต่ดูเนื้อผ้า กระดุม ตะเข็บต่างๆ เพื่อนผมสามารถขายได้วันละเป็นหมื่น ขายสามวันได้ไปเกือบ 50,000 บาท ในตอนที่ออกบูทขายของในปี 3”
       
       
        เมื่อถามถึงทักษะที่จำเป็นสำหรับคณะดังกล่าว เฟลมก็ตอบว่า หลักๆ คือ ความอดทนเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ ครั้งหนึ่งเขาเคยท้อจากการที่ออก Product มาแล้วขายไม่ได้เมื่อเทียบกับเพื่อนคนอื่นแต่ก็สามารถฝ่าฝันด้วยความอดทนและความใฝ่รู้ และเชื่อมั่นว่าหากใครอยากเป็นเจ้าของกิจการ ถึงแม้จะยังคิดไม่ออกว่าจะทำธุรกิจอะไร ให้ลองเข้ามาเรียน ได้เจอสิ่งใหม่ จะเห็นช่องทางว่ามีอะไรให้ทำแน่นอน
       
       
        BlueGold Coffee สร้างแบรนด์จากสิ่งที่รู้จัก
       

        กรุงโรมและกำแพงเมืองจีนไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ธุรกิจของเฟลมก็เช่นกัน ก่อนหน้าที่เขาจะผุดไอเดียกาแฟขี้ชะมดนั้น เขาเคยนำเข้าขนมจากญี่ปุ่นมาขายในไทยก่อนแต่ปรากฏว่าไม่เวิร์ค
        
        “ผมเริ่มค้นหาว่าสินค้าอะไรที่ยังไม่มีในไทย พบว่ากาแฟขี้ชะมดยังไม่มี ต้องสั่งจากอินโดนีเซียหรือเมืองนอกเท่านั้น ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่าตอนเด็กแม่เคยซื้อชะมดมาคู่หนึ่ง แล้วเวลามันกินอาหารออกมา อุจจาระจะมีกลิ่นตามอาหารนั้นๆ เช่น ดอกไม้ กล้วยไม้ มีกลิ่นเฉพาะ เพราะมันมีต่อมหอม จึงเกิดเป็น BlueGold Coffee
       
       
        ถึงแม้จะไม่ใช่เจ้าแรกที่ทำกาแฟขี้ชะมดแต่เฟลมก็พูดถึงจุดประสงค์ในการทำว่า อยากให้คนได้ลิ้มลองรสชาติกาแฟที่ดีได้ทั่วประเทศโดยที่ไม่ต้องเดินทางไกล
       
       
        “นอกจากข้อดี คือ การส่งทั่วประเทศ จุดเด่นของแบรนด์ผม คือ กาแฟขี้ชะมดที่ได้เกิดจากการเลี้ยงแบบเปิด ปล่อยให้ชะมดได้กินกาแฟเองซึ่งทำให้ได้คุณภาพกว่าการรูดกาแฟบังคับให้ชะมดกิน และความดูดีมีระดับของตัวผลิตภัณฑ์
       
       
        ธุรกิจกาแฟขี้ชะมดของเฟลมเริ่มตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ออกตลาดจริงในตอนที่เรียนอยู่ปี 2 เพราะต้องสต็อกสินค้าไว้เยอะๆ เผื่อเวลาที่ลูกค้าสั่งของจำนวนเยอะแล้วไม่มีจะเป็นการเปิดตลาดให้คู่แข่งฉวยโอกาสเวลาที่ไม่มีของ
       

        “ถึงแม้จะเริ่มก่อนคนอื่น แต่ตอนแรกที่ออกมาก็ขายไม่ได้เลย เพราะคิดแต่จะทำอย่างเดียว ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย วัยรุ่นก็ไม่ซื้อ จนอาจารย์ก็พาไปเจอคนต่างๆ ก็เลยกำหนดได้ว่า กลุ่มเป้าหมายคือวัย 30 ขึ้นไป หรือคนที่อยากลองอะไรใหม่ในชีวิต รวมถึงภาคธุรกิจ เช่น ศูนย์ BM เต๊นท์รถต่างๆ ซื้อไปรองรับลูกค้า ปตท.ก็เคยโทรมา”
       
       
        ส่วนใหญ่ลูกค้าปลีกจะสั่งกล่องเล็กในราคา 1,000 บาท ภาคธุรกิจจะสั่งตั้งแต่ 5,000 - 3,000,000 บาทขึ้นไป ก็ราว 100 - 200 กล่อง ซึ่งตัวที่ทำกำไรให้บริษัทคือ 'พรีเมี่ยมเซ็ท' และ 'ลักซ์ชัวรีเซต“ ที่นิยมสั่งเป็นของฝาก ภายในกล่องจะมีกาชงกาแฟ ตัวกาแฟ ขี้ชะมดที่ผ่านการตากแดดต้องแกะข้างในเพื่อเอาไปคั่ว แก้วกาแฟ รวมถึงใบรับรองว่าเป็นกาแฟชะมดแท้
       
       
        จากเดิมที่เริ่มต้นลงทุนหนึ่งหมื่นบาทซื้อชะมดมา 10 ตัว ตอนนี้ก็เพิ่มเป็น 200 ตัว โดยเลี้ยงในพื้นที่ฟาร์มกว่า 400 ไร่ ถือว่าเป็นฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในไทย รายได้ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน รวมเป็น 30 กว่าล้านภายในเวลา 3 ปี
       
       
        “ผมวางแผนจะเปิดสาขาร้านกาแฟให้ได้ 10 ที่ โดยสาขาแรกที่เลียบด่วนรามอินทรา ติดกับ central east ville มีชั้นใต้ดินเป็นห้องประชุม แล้วก็มี space ให้ลูกค้าเช่าเวลาอยากใช้พื้นที่คุยงาน กาแฟขี้ชะมดที่เหลือก็นำมาทำสครัปกาแฟชะมดซึ่งจะขายภายในร้าน”
       
       
        ส่วนในเรื่องแฟรนไชส์ที่ตอนนี้มีคนติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก เจ้าตัวก็ออกตัวว่าอยากรอให้ตลาดกาแฟขี้ชะมดบูมก่อน เพราคนที่ซื้อไปจะได้ขายได้โดยไม่เดือดร้อน
       
       
        “ตอนนี้ผมกำลังเจาะธุรกิจระดับบนอยู่ เพราะกาแฟระดับบนนั้นมีมูลค่าเพียง 2พันล้านเท่านั้นต่างจากตลาดล่างที่มีกว่า 3 หมื่นล้าน แต่คาดว่าจะเจาะระดับล่างในอนาคต และมีไอเดียสร้างกาแฟชะมดกลิ่นต่างๆ เช่น กลิ่นผลไม้ สตรอเบอร์รี่ แคนตาลูป รวมถีงสร้างรีสอร์ตที่ฟาร์มที่นครพนม เพื่อจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชะมดในอนาคตให้คนที่เข้าพักได้ศึกษาวิถีชีวิตของสิ่งมีชีวิตตัวนี้”
       
        เมื่อย้อนกลับมาถามสิ่งที่สร้างตัวตนให้เฟลมเป็นเฟลมถึงทุกวันนี้พบว่า แม่ เป็นส่วนสำคัญ เริ่มจากการให้เงินลงทุนในธุรกิจกาแฟขี้ชะมด หลังจากที่เฟลมอธิบายถึงตลาดที่ว่างให้ฟัง และสไตล์การเลี้ยงดูที่ปล่อยให้ทำทุกอย่างเอง ไม่ห้ามเมื่อลูกอยากทำธุรกิจซึ่งต่างจากแม่คนอื่น
       
       
        “ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากแม่ก็คงไม่มีวันนี้ ผมอยากให้คนที่คิดจะเริ่มทำธุรกิจมั่นใจในตัวเอง ศึกษาหาข้อมูลให้ดี และอย่าสนใจคำสบประมาท ธุรกิจไม่มีคำว่าเด็ก ต่อให้ล้มเหลว 10 ครั้ง สำเร็จแค่ครั้งเดียวชีวิตมันก็ไปต่อได้”
       
        ใครอยากลิ้มลองกาแฟรสชาติดีนอกจากหน้าร้านแล้วก็มีจำหน่ายออนไลน์ 2 ช่องทาง ได้แก่  เว็บไซต์ www.bluegoldcoffee.com และเฟซบุ๊ก BlueGold Coffee
       
       เรื่องโดย : วัลย์ลดา หาญยุทธ