เรียนอย่างไรให้ได้เกียรตินิยม ว่าที่บัณฑิต ม.มหิดล

ผู้จัดการออนไลน์

       

        อีกเพียงไม่กี่เดือนพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยมหิดลก็จะเกิดขึ้น ซึ่งงานดังกล่าวก็เป็นงานที่สร้างความปลาบปลื้มปิติสร้างความสุขในทุกปี วันนี้ Life on Campus ได้มีโอกาสพูดคุยกับ บิ๊ว บุรินทร์ธิป เชียงหนุ้น นักศึกษาจากรั้วมหิดลที่กำลังจะจบด้วยเกรดเฉลี่ยสวยงามที่ถึงแม้จะยังไม่รวมเทอมสุดท้ายก็ปาไปแล้ว 3.82 เธอมาเล่าเรื่องราวชีวิต เทคนิคการเรียนและการเป็นนักศึกษารุ่นแรกของคณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ สาขาวิชาเวชระเบียน!
       

       สาววัดนวลนรดิศ
       

        “สวัสดีค่ะ ชื่อบิ๊ว บุรินทร์ธิป เชียงหนุ้น คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาเวชระเบียน มหาวิทยาลัยมหิดล”
       
       
        ย้อนกลับไปก่อนที่จะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย น้องบิ๊ว เรียนจบชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายจากโรงเรียนวันนวลนรดิศ ซึ่งสายที่เธอเลือกเรียน คือ วิทย์ - คณิต จบมาด้วยเกรดเฉลี่ย 3.86
       
       
        “สาเหตุที่เลือกเรียน เพราะคิดว่ามันสามารถต่อยอดได้หลายทางและอีกอย่างก็คิดว่าน่าจะทำได้ ชอบวิชาพวกชีวศึกษา เพราะมันอยู่ใกล้ตัว เวลาสอบก็ไล่ดูตามร่างกายเลย เคมีด้วยค่ะ ชอบท่องจำ แต่ที่ไม่ชอบเลยคือ ฟิสิกส์ พวกคำนวณต่างๆ”
       
       
        สมัยยังเป็นเด็ก น้องบิ๊วมีความใฝ่ฝันหลายอย่าง ตั้งแต่ การเป็นแพทย์ พยาบาล จนถึงวิศวกรในช่วงหลัง แต่พอขึ้นม.4 เทอม 2 เธอก็ค้นพบว่าตัวเองไม่เหมาะกับอาชีพดังกล่าว เนื่องจากไม่ชอบวิชาฟิสิกส์ เลยเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เบนเข็มมาคณะที่เรียนในปัจจุบัน
       
       
        “สาขาที่บิ๊วเรียนคือวิชาเวชระเบียนก็เข้าทาง เพราะไม่มีฟิสิกส์ มีแต่วิชาท่องจำที่ชอบมาก นอกจากนี้ก็ยังเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ แต่ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง เลยมองว่าน่าสนใจ”
       
       
        จากนั้นเธอก็เริ่มเรียนพิเศษจริงจัง นอกจากอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้า เช่น ชีวศึกษา เคมี คอร์สเอนทรานซ์ ด้วยความเชื่อที่ว่าการเรียนพิเศษเป็นอะไรที่สนุกและใช้ระยะเวลาน้อยกว่าการเรียนในโรงเรียนปกติ ด้วยความมุมานะจึงทำให้เธอสอบเข้า คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาเวชระเบียน มหาวิทยาลัยมหิดลได้ในที่สุด
       
       
        “บิ๊วสอบเข้าโดยการแอดมิสชั่น ตอนนั้นปี 2555 สาขานี้เพิ่งเปิดเลย ก็เลยลองเสี่ยงดูแบบไม่มีการเทียบคะแนนสูงต่ำ เท่าที่จำได้สูงสุดประมาณ 17,000 แต่จริงๆ วิธีการสอบเข้ามีอีก 2 ช่องทาง คือ ระบบเทียบโอนและระบบรับตรง”
       
       
       
       เวชระเบียนไม่ได้อยู่เฉยๆ หน้าฟรอนท์
       

        หากนึกภาพตามเวชระเบียนคงเป็นเจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้าเคาท์เตอร์ คอยเช็ครายชื่อคนไข้ ซึ่งทำให้หลายคนไม่เข้าใจและปรามาสในทางเลือกของน้องบิ๊ว
       
       
        “ตอนแรกกดดันหลายอย่างนะ ด้วยความที่เป็นรุ่นแรกก็ไม่รู้ว่าเข้าไปต้องเจอกับอะไรบ้าง แล้วคนรอบข้างก็ไม่มั่นใจในคณะที่บิ๊วเลือก คนก็สงสัยว่าเป็นเวชระเบียนแค่นี้ทำไมต้องเรียนด้วย แต่บิ๊วก็คิดว่าในเมื่อเลือกแล้วก็ต้องไปต่อให้สุด”
       
       
        เมื่อได้เข้ามาใช้ระยะเวลาเรียนในสาขาเวชระเบียนตลอด 4 ปี เธอก็พบว่าเนื้อหาการเรียนมีมากกว่าสิ่งที่คนภายนอกเห็น เธอต้องเรียนทั้งวิชาที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ สถิติ คอมพิวเตอร์ การบริหารจัดการด้านสาธารณสุข รอบรู้ไปหมดทุกด้าน โดยมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลเอกสารทางการแพทย์โดยเฉพาะข้อมูลผู้ป่วย เพื่อนำมาจัดทำสถิติทางการแพทย์ต่างๆ สนับสนุนงานวิจัย จัดทำรายงานมาตรฐานส่งกระทรวงสาธารณสุข ,ตรวจประเมินคุณภาพเหมือน Audit และงานสารสนเทศต่างๆ
       
       
        “ด้วยความที่อยากเป็นผู้ให้รหัสโรค บิ๊วเลยจะค่อนข้างสนใจวิชาทางการแพทย์ ในเรื่องการให้รหัสโรค ซึ่งก็ต้องท่องจำศัพท์เทคนิคการแพทย์ แล้วก็เรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายเพราะต้องทำงานหลังจากที่แพทย์วินิจฉัยโรค เพื่อการคำนวณค่าใช้จ่าย ”
       
       
        ถึงแม้ว่าเนื้อหาที่เรียนจะครอบคลุมแต่ก็มีความได้เปรียบ-เสียเปรียบอยู่บ้างในการทำงาน โดยเฉพาะกับอาชีพพยาบาล ที่ได้สัมผัสกับการทำงานดูแลคนป่วยแบบใกล้ชิดเลยทำให้รู้ลึกในทางปฏิบัติมากกว่า ในขณะที่เธอจะมีหลักการในการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานมากกว่าคนลงเรียนคอร์สเกี่ยวกับการดูรหัสโรคในระยะเวลาสั้น
       
       
        นอกจากที่คณะดังกล่าวจะให้ความแม่นยำในการทำงาน ก็ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิติประจำวันได้ โดยน้องบิ๊วเล่าว่า
       
       
        “ยกตัวอย่างเช่น วิชาอนาโตมี ชีววิทยาอะไรพวกนี้มันก็ทำให้เรู้เรื่องโรค รู้จักระมัดระวังมากขึ้น รู้จักการดูแลตนเอง แล้วยิ่งเราเรียนสาขานี้อาจารย์ก็จะให้ติดตามข่าวสารด้านสุขภาพเลยทำให้รู้สึกตื่นตัวมากกว่าคนอื่น”
       
       
        “หลักสูตรตลอดระยะเวลา 4 ปีของที่นี่ในรุ่นบิ๊วอยู่ที่ 140,000 บาท แต่มันดีตรงที่คณะจะมีมอบทุนบ่อยมาก ทั้งเต็มจำนวนและช่วยจ่าย ใกล้ๆ ก็อาเซียน เกาหลี ญี่ปุ่น ทุนอาหารกลางวันก็มี”
       
       
        สำหรับสาขาดังกล่าวบิ๊วบอกว่าจบไปไม่ต้องกลัวเรื่องไม่มีงานทำ เพราะจบไปสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น นักวิชาการเวชระเบียน นักเวชระเบียน นักวิชาการสถิติ นักวิชาการรหัสโรค นักวิชาการด้านคอมพิวเตอร์และอื่นๆ ซึ่งในหน่วยงานเอกชนเงินเดือนเริ่ม 18,000 บาท ส่วนเครือมหาวิทยาลัยเริ่มที่ 19,500บาท หรือจะไปทำงานด้านประกันภัยทั่วไปก็ยังได้
       
       
        “อยากให้ลองศึกษาข้อมูล เพราะที่จริงแล้วตำแหน่งเวชระเบียนต่างๆ มีความต้องการสูงและเป็นคนสำคัญ เพียงแต่ต้องพยายามคุยกับแพทย์ให้เชื่อใจ และหมั่นศึกษาหาความรู้เสมอทั้งตอนเรียนจนถึงตอนทำงาน”
       
       เทคนิคสไตล์เด็กเรียนดี
       

        “พยายามแข่งกับตัวเอง อย่าคิดว่าทำไม่ได้ ถ้าเรามีความขยันและตั้งใจทุ่มเทเต็มที่ยังไงก็ต้องผ่านไปได้”
       
       
        ประโยคข้างต้นเป็นสิ่งที่น้องบิ๊วยึดถือมาตลอด เธอเสริมว่าถ้ายังไม่รู้อนาคตหรือไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เรียนชอบหรือเปล่า ลองพยายามทำเกรดให้ดีไว้ก่อน อย่างน้อยก็จะภูมิใจได้ว่าทำได้ และทำให้มีแรงบันดาลใจในการสู้ต่อ
       
       
        “ช่วงปีแรกๆ เตรียมตัวก่อนสอบประมาณ 1 เดือนและพยายามทำเกรดให้ออกมาดี เพราะมันอาจเป็นตัวชี้วัดได้ว่าเทอมต่อไปต้องพยายามแค่ไหน ยิ่งในปีสูงงานจะเยอะทำให้มีเวลาอ่านน้อยลง”
       
       
        นอกจากนี้เธอยังขยันหมั่นทบทวนบทเรียนโดยนำ Lecture ที่จดในชั่วโมงมาทบทวน ทำสรุปและจดใหม่เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น หากไม่เข้าใจก็จะหาข้อมูลเพิ่มเติมไว้อ่านเอง ซึ่งทำให้ในปัจจุบันนี้เธอได้เกรดเฉลี่ย 3.82 และแน่นอนว่าได้เกียรตินิยม
       
       
        “ถ้าเป็นวิชาท่องจำ เช่น Anatomy ก็จะจดก่อนแล้วอ่านทบทวนหลายรอบ เก็บข้อมูลให้ได้เรื่อยๆ ไม่ใช่อ่านผ่าน ในวิชาที่ไม่ถนัด เช่น การคำนวณ ก็ทำแบบฝึกหัดหลายรอบเพื่อให้ชิน จะได้กำหนดเวลาในการทำข้อสอบ หรือเมื่ออาจารย์สั่งงานก็ต้องรู้จักการเผื่อเวลา การแบ่งเวลา เพราะหากทำเสร็จแต่เนิ่นก็จะมีเวลาแก้ไขจุดบกพร่องได้”
       
       
        สำหรับในอนาคตน้องบิ๊วตั้งใจว่าจะทำงานให้ครบสัก 1-2 ปีก่อนเพื่อที่จะได้มีประสบการณ์และเรียนรู้ว่าตนเองชอบอะไรก่อนจะเรียนต่อ และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เพราะเธอเชื่อว่าไม่มีใครสามารถเป็นมนุษย์เงินเดือนในระยะยาวได้
       
       
       เรื่องโดย : วัลย์ลดา หาญยุทธ
       
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้