ว่าที่นักข่าวเลือดใหม่ 'ปิ๋ว' ธาราทิพย์ พิพัฒน์ นิสิตมศว

update:

        บ่อยครั้งที่คนเราต้องเลือกทางเดินชีวิต หลายคนยังเคว้งคว้าง ย่ำอยู่กับที่ ไม่รู้จะก้าวเดินไปในทิศทางใด แต่ไม่ใช่กับเธอคนนี้ “ปิ๋ว ธาราทิพย์ พิพัฒน์” นิสิตจากคณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ออกเดินทางตามล่าความฝันบนเส้นทางผู้ประกาศข่าวและพิธีกรตั้งแต่วัยเยาว์ และในตอนนี้เธอก็ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 6 คน ที่ได้เข้าร่วม โครงการของ 'Thai PBS พิธีกรหน้าใหม่ Gen C Reporter'
       
       

       นักล่าฝันวัยเยาว์
       

        ตั้งแต่จำความได้ปิ๋วเป็นเด็กไม่ค่อยกล้าแสดงออก ถึงแม้ว่าแม่จะผลักดันให้ทำกิจกรรมต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง เช่น การรำบนเวที เธอก็ยังรู้สึกกระดากอาย แต่ใครจะเชื่อว่าเพียงแค่เหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดในช่วงป.3 จะเป็นจุดพลิกผันและสร้างว่าที่ผู้ประกาศข่าวน้ำดีคนนี้ออกมา
       
       
        “ในวันภาษาไทยจำได้ว่าคุณครูที่ชื่อมยุรี ให้ปิ๋วขึ้นไปอ่านกลอนบทหนึ่ง คือ กลอนแมวเหมียว เพราะว่าในวันนั้นไม่มีใครกล้าขึ้นเวที แล้วปิ๋วก็ท่องกลอนบทนี้ได้ ตอนแรกตกใจ ไม่คิดว่าจะทำได้ แต่พอตอนอ่าน เห็นทุกคนหยุดฟังด้วยความตั้งใจ อยู่ดีๆ ก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้น และรู้ว่านี่แหละความสุข”
       
       
        หลังจากนั้นเธอก็เริ่มออกเดินทางในเส้นทางของนักพูด ได้เป็นพิธีกรเสียงตามสายตามโรงเรียน นำสวดมนต์ ประกวดทอล์กโชว์ในระดับเขต เรื่องยาเสพติด และได้รับรางวัลชนะเลิศมา
       
       
        แต่จู่ๆ อุปสรรคแรกก็เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยมัธยม ไม่มีใครเห็นความสามารถของเธอและมอบโอกาสในการพูดให้ ถ้าเป็นคนอื่นอาจถอยหลังและก้มหน้าก้มตาเรียนเหมือนเด็กวัยมัธยมทั่วไป แต่ปิ๋วไม่ เพราะเธอเลือกสร้างโอกาสขึ้นมาเอง
       
       
        ในเมื่อมีความสามารถอยู่ อย่าแบมือรอโอกาส ต้องออกไปหาเอง ในตอนที่จับกลุ่มทุกคนจะเกี่ยงกันเป็นคนนำเสนองานโดยการจับฉลาก ปิ๋วเลยเสียสละแทนเพื่อน เสนอตัวเอง แล้วคุณครูก็เห็นแววว่านำเสนอได้ดีก็เลยเรียกปิ๋วไปเข้าชมรมภาษาไทยตั้งแต่ม.1 นั่นทำให้ได้รับโอกาสในการนำเสนออยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ระดับห้อง ไปจนถึงชั้นเรียน งานประกวด”
       
       
        เมื่อถึงตอนม.4 ชีวิตพลิกผันอีกครั้ง เธอได้เข้าไปเรียนสายวิทย์-คณิตและเริ่มไขว้เขว้ระหว่างสิ่งที่เรียนกับสิ่งที่สิ่งที่ชอบ ประกอบกับรร.บูรณะรําลึก ที่เธอเรียนในขณะนั้นเน้นการเรียนเป็นหลัก ใครทำกิจกรรมจะถูกมองว่าเป็นเด็กที่ไม่ค่อยเรียนหนังสือ ดังนั้นเธอเลยตั้งหน้าตั้งตาเรียน จนสอบติดดาราศาสตร์โอลิมปิก กลายเป็นเด็กโอลิมปิกวิชาการ
       
       
        “ด้วยความที่โตแล้วเลยทำให้เกิดความลังเล แต่โชคดีที่ปิ๋วได้เป็นเด็กความสามารถพิเศษด้านภาษาไทย เลยได้รับโอกาสในการพูดมากขึ้น เริ่มด้วยการได้อยู่ชมรมวาทศิลป์และมารยาทไทย ได้พูดจนกลายเป็นพิธีกรของโรงเรียน พูดหน้าแถว พูดประกาศเกียรติบัตร พูดในงานคริสต์มาส เป็นต้น เราก็รู้สึกว่าทำตรงนี้มีความสุขมากกว่าการกลับไปเรียนวิชาการโอลิมปิก”
       
       
        ปิ๋วเล่าว่าในตอนนั้นอยากเป็นหลายอย่าง ทั้งหมอ นักจิตวิทยา วิศวกรรมการบิน แต่พอเอาเข้าจริงม.6 ก็เลือกในสิ่งที่ตนรู้สึกว่ามีความสุข ถึงแม้ทางบ้านจะไม่เห็นด้วยที่เรียนสายวิทย์แล้วจะไปสอบของสายศิลป์
       
       
        “จำได้ว่าตอนม.3 เคยทำข้อตกลงกับที่บ้านไว้ว่า หากสอบได้สายวิทย์ในช่วงมัธยม พอม.6 ปิ๋วจะมีโอกาสในการเลือกคณะด้วยตนเอง ซึ่งปิ๋วสอบได้แทบทุกคณะเลยนะ วิศวกรรม สาธารณสุข แทบทุกมหาวิทยาลัย แต่ปิ๋วชอบพูด อยากทำงานข่าว อยากเป็นพิธีกรเลยทิ้งตรงนั้นมาสอบมศว.คณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารมวลชน”
       
       
       เส้นทางการเป็นผู้ประกาศข่าว
       

        หลังจากได้เข้าสู้รั้วมศว.ปิ๋วก็เริ่มศึกษาว่าเริ่มศึกษาว่ามีกิจกรรมอะไรให้ทำ โดยเธอเริ่มจากการออดิชันเป็น DJ ของมหาวิทยาลัย จัดรายการเสียงตามสาย จากนั้นก็ได้ทำงานร่วมกับ PRswu ได้รับโอกาสเป็นพิธีกรประชาสัมพันธ์เสียงตามสายมาเรื่อยๆ
       
       
        “ตัดกลับมาที่คณะปิ๋ว เป็นที่รวมตัวของนักพูดจากหลายที่ ปิ๋วก็นั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนอื่นมองเห็นและได้รับโอกาสในการแสดงความสามารถ ดังนั้นในคาบแรกของการเรียนมหาวิทยาลัยที่อาจารย์ให้ออกมาแนะนำตัว ไม่มีใครกล้าออก ปิ๋วเสนอตัวเลยค่ะ โดยการแนะนำตัวเป็นภาษาใต้ ผลตอบรับคือเพื่อนๆและอาจารย์ ชอบกันใหญ่เลย”
       
       
        จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนในคณะเห็นว่าปิ๋วมีความกล้า จึงมอบโอกาสโดยการที่เวลามีงานพูดที่ไหน ปิ๋วจะเป็นตัวเลือกแรกที่ได้ไปทำ
       
       
        “มีอาจารย์ท่านหนึ่ง แกบอกปิ๋วว่า ถ้าเราอยากที่จะทำอะไร ต้นทุนชีวิตเราไม่ได้มีเท่าคนอื่น ไม่ได้เกิดมาเก่งเลย เราต้องออกไปตามหาตัวเอง ชอบอะไร อยากทำอะไร เอาตัวเองไปใกล้สิ่งนั้นให้มากที่สุด”
       

        ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของปิ๋วได้ผ่านงานพิธีกรทั้งเล็กในวิชาเอก เช่น งานสงกรานต์ งานมหกรรมภาษา งานกีฬาสีคณะ ไปจนถึงงานใหญ่ระดับมหาวิทยาลัย อย่างพิธีกรงานปฐมนิเทศ และงาน FRESHMEN NIGHT ซึ่งทั้งสองงานนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปิ๋วได้ทำงานใหญ่ๆ ในมหาวิทยาลัยอีกหลายงาน ตั้งแต่งานวันไหว้ครู จนถึงงานอีเวนต์ที่ทางมหาวิทยาลัยจัด
       
       
        “เริ่มต้นจากการออดิชัน แต่ไม่ได้ในตอนปี 2 ปิ๋วอยากเป็นพิธีกรอัตลักษณ์ เพราะว่าช่วงปี 1 ได้เห็นรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่นี้แล้วรู้สึกว่าอยากลองเป็นดูบ้าง ก็มีพลาดบ้างอะไรบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นการสะสมประสบการณ์ไปเรื่อย ฝึกฝนตนเองแล้วก็เริ่มหาประสบการณ์ข้างนอก ”
       
       
        เวทีนอกเวทีแรกที่เธอประกวดคือ โออิชิ เอ็มซี เสิร์ช ปี 5 ถึงแม้จะไม่ผ่านออดิชันแต่ก็ได้ประสบการณ์กลับมา ทำให้รู้ว่าพลาดตรงจุดไหนบ้างและเรียนรู้การยอมรับความพ่ายแพ้ รวมถึงได้ศึกษาคู่แข่งด้วย
       
       
        “หลังๆ เริ่มประกวดถี่ มี Voice TV โครงการ เสียง สื่อ คิด เข้ารอบ 100 คน แต่พลาดตรงที่ปิ๋วไม่ได้เรื่องภาษา , MCOT คนข่าวหน้าจอ ปิ๋วเข้ารอบออดิชัน 70 คนสุดท้าย และล่าสุด คือ โครงการของ Thai PBS 'Gen C Reporter'”
       
       
        เธอเล่าว่าบรรยากาศในวันที่เข้าไปออดิชันต่อหน้ากรรมการนั้นเธอตื่นเต้นมาก ต้องนำเสนอข่าวที่เลือกทางนั้นเลือกให้ ได้ลองเป็นพิธีกรนำเข้าสู่รายการในรูปแบบตัวเอง
       
       
        “นอกจากการนำเสนอข่าว กรรมการก็ถามข้อมูลส่วนตัว พอรู้ว่าเป็นคนใต้ ก็ให้จัดรายการเป็นภาษาใต้ ปิ๋วว่าที่นี้ค่อนข้างเน้นทัศนคติ จำได้เลยว่าคุยกับกรรมการเกือบชั่วโมง พอประกาศผลมาก็ติดหนึ่งใน 6 คนที่ได้เข้าร่วมโครงการจากทั้งหมด 40 กว่าคน จะได้เป็นพิธีกรรุ่นใหม๋ทำงานร่วมกับนักข่าวพลเมือง ซึ่งจะมีผลงานออกมาในเดือนสิงหาคมค่ะ”
       
       
       เทคนิคการเรียนแบบปิ๋ว
       

        “ไม่จำเป็นต้องเรียนให้เก่งมากแต่จะต้องเรียนให้สามารถนำไปใช้ได้ นั่งในห้องเรียนเต็มเวลาแต่นำไปใช้ไม่ได้ก็ไม่เกิดผล ปิ๋วเลยเลือกทำกิจกรรมควบคู่ไปด้วย แต่ก็จะไม่ทำให้การเรียนเสีย ปิ๋วสัญญากับแม่ไว้แล้วว่าจะคว้าเกียรตินิยมมาให้ได้ทั้งที่ทำกิจกรรมเยอะๆ นี่แหละ”
       
       
        ปัจจุบันนี้ปิ๋วได้เกรดรวมอยู่ที่ 3.4 กว่า ซึ่งเธอคาดการณ์ว่าได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 แน่นอน
       
       
        “ปิ๋วอาศัยการอ่านปกติและเรียนในห้องเรียน ตอนก่อนสอบก็จะมีเวลาให้กับตัวเอง ทำเป็น Mind map รอบแรกอ่านผ่านตาก่อนว่าได้อะไรบ้างแล้วเขียนในสมุดเล็กๆ เป็นเนื้อหาสรุป รอบสองอ่านจากที่สรุป มาสรุปอีกรอบในกระดาษเป็นแผ่น จากนั้นก็เอาตรงแผ่นมาแตกเป็น Mind map ว่ามีหัวข้ออะไรบ้าง ก่อนสอบก็จะพกแค่ใบนี้ใบเดียว”
       
       
        นอกจากนี้ปิ๋วก็มักจะแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ทั้งเป็นคนติวและคนถูกติว ด้วยความเชื่อว่าถ้าได้ถ่ายทอดให้คนอื่นก็เหมือนเป็นการทวนตัวเองไปด้วย
       

        สำหรับคณะที่เธอเรียนอยู่ในตอนนี้ เธอเล่ารายละเอียดว่าสอนเกี่ยวกับการทำข่าว การสื่อสารมวลชน ทำนิตยสาร เป็นพิธีกร ผู้ประกาศ เรียนรวมๆ แต่สิ่งที่เน้นคือ การใช้ภาษาไทยในการเขียนข่าวที่แตกต่างกัน โดยหลักสูตรเป็นเหมาจ่าย 4 ปี ตกปีละ 14,000 บาท
       
       
        “หลังจากเรียนจบคิดว่าจะ ไป Work and Travel ที่อเมริกา เพราะเสรี เปิดกว้าง น่าจะได้ประสบการณ์เยอะ แล้วก็ต่อโทและเอกทางด้านสื่อสารมวลชนหากมีโอกาส ปิ๋วอยากเป็นผู้ประกาศข่าวสายการเมืองที่นำเสนอข่าวจรรโลงใจ อยากให้คนได้รับข่าวที่เป็นแก่นข้างใน ไม่ใช่ข่าวผิวๆ เพราะข่าวสารมีผลต่อการนำความคิด หากอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในประเทศ เช่น ทัศนคติของคน จะต้องเริ่มจากการเลือกข่าวสารที่นำเสนอ
       
        กรรมการเคยถามปิ๋วว่าคิดเห็นอย่างไร ปิ๋วถามกรรมการกลับว่าทุกวันนี้สื่อเสนอสิ่งดีๆ ให้ประชาชนรู้มากแค่ไหนกันเหรอคะ มีแต่การนำเสนอในเรื่องที่โหดร้ายและถูกบิดเบือน ตัดทอนให้ผิดเพี้ยน แสดงให้เห็นถึงการทำงานของสื่อที่จรรยาบรรณลดน้อยลง เมื่อคนดูมาเสพก็จะซึมซับความโหดร้าย คลิปตบตี การโชว์หน้าอก และมันจะกลายเป็นกลียุค”
       
       
        สุดท้ายนี้ว่าที่ผู้ประกาศข่าวสาวได้ทิ้งท้ายว่าอยากให้ทุกคนออกเดินทาง ออกตามหาโอกาส อย่านั่งเฉยๆ และเมื่อได้รับโอกาสมาแล้วขอให้ทำดีที่สุด เพราะโอกาสไม่ได้มีสำหรับทุกคน หากชอบอะไรมุ่งไปทางนั้น เพราะเธอเชื่อว่าถ้าได้ทำสิ่งที่มีความสุขทุกอย่างจะออกมาดี
       
       
       เรื่องโดย วัลย์ลดา หาญยุทธ
        ภาพโดย ปวริศร์ แพงราช
        ภาพประกอบเพิ่มเติม Facebook Fanpage PRswu