ความชุ่ยของ “กรมทางหลวงชนบท” จากนครนายกถึงสมุทรสาคร

       

แม้ผลงานกรมทางหลวงชนบทจะโดดเด่นในเรื่องการก่อสร้างทาง ที่พบว่าก่อสร้างไวและครอบคลุมหลายพื้นที่ เช่น โครงการถนนราชพฤกษ์ ที่ขยายเป็นโครงข่ายไปถึงปทุมธานี บรรเทาปัญหาการจราจรใน กทม.
       
       หรืออย่างเวลาไปจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ เชียงราย ทั้งถนน สะพาน และอุโมงค์ ทั้งดีและสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ


       
       แต่บางจังหวัด ก็ยังแฝงไปด้วยความชุ่ยของผู้รับเหมา ที่เกือบทำให้ประชาชนเกือบถึงแก่ชีวิตมาแล้ว
       
       เลยอยากจะฝากกรมทางหลวงชนบท ให้ช่วยกวดขันมาตรฐานการก่อสร้างถนนกับบรรดาผู้รับเหมาให้ดีกว่านี้
       
       เรื่องแรก ... เกิดขึ้นเมื่อหยุดยาววันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา ครอบครัวได้ไปเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับที่ จ.นครนายก ขาไปก็สัมผัสได้ถึงรถติดตั้งแต่สามแยกบางพูน ผ่านฟิวเจอร์พาร์ค ไปจนถึงคลองสิบเอ็ด
       
       ขากลับ ใช้เส้นทางถนนนครนายก-รังสิต ปรากฏว่ารถติดแบบไม่ขยับ จากตัวเมืองนครนายกใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ถึงแยกเข้า อ.องครักษ์ คิดว่าไปออกมีนบุรีน่าจะดีกว่า เลยบอกน้องชายให้เลี้ยวซ้ายไปทางบางน้ำเปรี้ยว
       

       ปรากฏว่า ถนนกำลังก่อสร้างเป็น 4 ช่องจราจร สภาพมืดมาก มีแต่ทุ่งนา บ้านคนมีเพียงแค่น้อยหลัง ช่วงแรก ๆ ยังเหลือผิวทางราดยางเดิม แต่ก็ถนนพัง มีสภาพขรุขระระตลอดสาย
       
       พอข้ามสะพานสูงๆ ทราบมาว่าเป็นสะพานข้ามทางรถไฟ เท่านั้นแหละ ส่วนใหญ่กลายเป็นถนนหินคลุก และเป็นหลุมเป็นบ่อ เวลารถผ่านพัดพาฝุ่นราวกับเมืองในหมอก ใต้ท้องรถกระแทกกับหลุมบ่อตลอดทางร่วม 30 กิโลเมตร
       
       กระทั่งมาถึงปั้ม ปตท. คลอง 18 อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา จึงต้องขอแวะพักรถ ปรากฏว่า ลงจากรถแล้ว ฝุ่นเกาะแทบทั้งคัน และรถที่จอดหน้าเซเว่นอีเลฟเว่นอีก 5-6 คันก็เต็มไปด้วยฝุ่นอีกด้วย
       
       

       
       คนที่ขับรถตามหลังเรามาบอกว่า มาจาก จ.ลพบุรี จะเลี่ยงรถติดตรงรังสิต แต่ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน
       
       พี่ชายไปคุยกับคนที่อยู่แถวนั้น ก็บอกว่า ถนนพังแบบนี้มานานกว่า 3 ปีแล้ว ยิ่งถ้าฝนตกจะเละกว่านี้
       
       พอออกจากขุมนรก เลี้ยวขวาที่สี่แยกบางน้ำเปรี้ยวเพื่อไปมีนบุรี ปรากฏว่ามีเสียงดังที่ใต้ท้องรถตลอดทาง เราต้องขับรถที่เต็มไปด้วยเสียงดังใต้ท้องรถ นับร้อยกิโลเมตรมาถึงบ้านที่ จ.สมุทรสาคร
       
       โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรไป พอไปที่อู่พบว่าแผ่นปิดใต้ท้องรถฉีกขาด แต่ไม่กระทบต่อเครื่องยนต์
       
       อีกทั้งโดนน้องชายด่าอีกว่าให้ขับมาเส้นอะไร แทนที่จะทนรถติดอีกหน่อย (จริงๆ ก็ไม่หน่อยล่ะ) ก็ถึงบ้านแล้ว
       

       ด้วยความอยากรู้ว่าใครเป็นผู้รับเหมา สืบค้นไปมาปรากฏว่า โครงการทางหลวงชนบท นย.3001 บางน้ำเปรี้ยว-องครักษ์ ระยะทางกว่า 33 กิโลเมตร
       
       มีผู้รับเหมาคือ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
       
       ประกอบด้วยถนนสี่ช่องจราจร สะพานข้ามทางรถไฟ (สายแก่งคอย-ชุมทางคลองสิบเก้า) และสะพานข้ามคลองยี่สิบ มูลค่าโครงการกว่า 2 พันล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 900 วัน สิ้นสุดสัญญา 9 ธันวาคม 2561
       
       ยูนิคฯ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รับเหมาโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ไปทั่วประเทศ ตั้งแต่ถนน สะพาน ยันรถไฟฟ้า
       
       แต่ไม่น่าเชื่อว่าแค่ทำถนนสี่เลนในต่างจังหวัด จะทำได้เละตุ้มเป๊ะขนาดนี้
       
       พอไปค้นข่าวเก่าๆ ก็พบว่า ที่ผ่านมาถนนเส้นนี้เชื่อมระหว่างฉะเชิงเทรากับนครนายก รถพ่วงบรรทุกปูนซีเมนต์ และรถบรรทุกหินจากสระบุรี ก็ใช้ถนนเส้นนี้ไปชลบุรี และระยองเพราะเป็นทางลัด ทำให้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ
       
       ทำให้รถขนาดเล็กที่เข้ามาใช้เส้นทาง รวมถึงรถของชาวบ้านในพื้นที่นั้นพังเสียหาย บางช่วงเป็นหลุมลึกถึง 50 เซนติเมตร และเกิดอุบัติเหตุขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ถึงขั้นมีชาวบ้านเสียชีวิตกันไปแล้วจำนวนหลายราย
       
       พอมีการก่อสร้างถนนเส้นนี้ เมื่อผู้รับเหมาทำกันเละเทะ เป็นหลุมเป็นบ่อ ก็เคยทำให้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รถพยาบาล โรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยวกำลังรับตัวคนไข้ ตกหลุมติดหล่ม ไปต่อไม่ได้ สุดท้ายรถพังทั้งคัน
       
       

       
       ทุกวันนี้ชาวบ้านบางน้ำเปรี้ยว คลอง 18 ถึงคลอง 20 ยังได้รับความเดือดร้อนจากถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ แม้ทางโครงการจะรดน้ำ รวมทั้งปรับปรุงผิวทางถนนเดิม ตามแต่ชาวบ้านจะร้องเรียน
       
       แม้จะทราบว่าถนนกำลังก่อสร้าง แต่ก็ไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบต่อรถที่สัญจรไปมา ชาวบ้านต่างถิ่นจำนวนมากไม่รู้หรอกว่าถนนกำลังก่อสร้าง ป้ายที่ติดตรงองครักษ์คำว่า “โปรดหลีกเลี่ยงใช้เส้นทาง” เป็นประโยคที่เห็นแก่ตัวที่สุด
       
       คงไม่อยากจะเรียกร้องอะไร นอกจากอยากให้ผู้รับเหมารับผิดชอบทำถนนให้พอที่จะสัญจรไปมาได้ ราดยางเสียให้เรียบร้อย ไม่ใช่ปล่อยให้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อแล้วค่อยมาก่อสร้างทีเดียว
       
       อย่างน้อยคนที่มาจากต่างถิ่น อยากจะหนีรถติดจากองครักษ์ถึงรังสิต ให้เขาได้มีที่มีทางอยู่บ้าง ส่วนรถบรรทุกที่เลี่ยงมาใช้เส้นทาง กรมทางหลวงชนบทก็ควรส่งเจ้าหน้าที่มาชั่งน้ำหนัก โดยเฉพาะกลางคืน แม้ว่าถนนจะยังไม่เสร็จก็ตาม
       
       เชื่อว่าคงมีคนลักลอบบรรทุกน้ำหนักเกินไปหลายคัน ไม่อย่างนั้นถนนไม่พังมโหฬารขนาดนี้
       

       อีกเรื่องหนึ่ง ... เป็นความเดือดร้อนในจังหวัดสมุทรสาคร กับ โครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบท สค.5031 แยก ทช.สค.2004-บ.เจษฎาวิถี ระยะทาง 10.129 กิโลเมตร งบประมาณ 373 ล้านบาท
       
       เป็นฝีมือ บริษัท ศิริไพบูลย์พัฒนาการ จำกัด ของ “เสี่ยต๋อง” นายโยธิน ตันประเสริฐ อดีตนายก อบจ.สมุทรสงคราม เสี่ยรับเหมาร้อยล้าน ที่รับงานทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
       
       ถนนสายนี้แยกจากถนนพระราม 2 บริเวณวัดพันท้ายนรสิงห์ ไปยังตัวเมืองสมุทรสาคร ผ่านบ้านจัดสรรหลายพันหลังคาเรือน นิคมอุตสาหกรรมสินสาคร และเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอัสสัมชัญ แคมปัส พระราม 2
       
       ปรากฏว่านับตั้งแต่เริ่มต้นสัญญา 20 เมษายน 2558 ไม่มีทีท่าว่าจะแล้วเสร็จ ผู้รับเหมามักจะอ้างว่า ติดปัญหารื้อย้ายเสาไฟฟ้าและท่อประปา ปัญหารังวัดที่ดิน
       
       พูดง่ายๆ คือโทษหน่วยงานอื่นทั้งไฟฟ้า ประปา ที่ดินจังหวัด
       
       แต่ก็ปล่อยให้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เต็มไปด้วยฝุ่นจนแดงเถือก ผิวทางต่างระดับ จนมีคนประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บล้มตาย หนำซ้ำสะพานข้ามคลองอีกนับสิบสะพาน ที่จะขยายก็ล่าช้า บางแห่งไม่ได้ก่อสร้างเสียด้วยซ้ำ
       

       ที่น่าตลกก็คือ ระยะเวลาก่อสร้าง 840 วัน ตามสัญญาการก่อสร้างจะสิ้นสุดในวันที่ 6 สิงหาคม 2560
       
       ปรากฏว่ามาดูอีกที แปะสติกเกอร์ทับ เป็นสิ้นสุดสัญญาวันที่ 4 กันยายน 2560
       
       ซึ่งถ้าผิดพลาดตั้งแต่แรก ก็ไม่ควรจะปล่อยป้ายทนแดดทนฝนได้นานขนาดนี้
       
       ดูจากเฟซบุ๊กโครงการแล้ว ใกล้จะถึงโค้งสุดท้าย เหมือนทางโครงการจะขยันผิดหูผิดตา แต่ก็ยังมีชาวบ้านโพสต์เฟซบุ๊กตำหนิอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสุดท้ายอาจจะได้รับการต่อสัญญาออกไปอีกระยะหนึ่ง
       
       ทั้งสองโครงการที่ยกมาเวลานี้ คงเป็นตัวอย่างเล็กน้อย เมื่อเทียบกับอีกหลายโครงการของกรมทางหลวงชนบท ที่เชื่อว่า จะต้องมีโครงการใดโครงการหนึ่งที่ทำชุ่ย ทำประชาชนเดือดร้อน
       
       เพียงแต่วันนี้เรายังมองไม่เห็นเท่านั้นเอง!