เช็กสุขภาพพรรคการเมือง (2)

ผู้จัดการออนไลน์

       

       ท่ามกลางความเงียบงันและความเพลี่ยงพล้ำของพรรคขั้วอำนาจเก่า และพรรคใหม่ที่เริ่มตั้งขึ้น ฝ่าย “ขุมกำลัง” ที่จะให้ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ไปต่อนั้น กลับพลันเข้มแข็งขึ้น
       

       ข่าวการรวมกลุ่ม “สามมิตร” และข่าวการไหลไปของอดีต ส.ส. และ ส.ว.ที่เป็นฐานคะแนนเสียงของพรรคสีแดงทางภาคเหนือและภาคอีสาน ได้รับการบอกเล่าจากนักข่าวสายการเมืองที่ไปลงสนามคลุกคลีกับแหล่งข่าวทางการเมืองในพื้นที่
       
       อาจจะเป็นข่าวที่ไม่ยืนยันได้เต็มร้อย แต่ในทุกวันจะมีรายงานการ “เคลื่อนตัว” อย่างเงียบงันของขุมกำลังฐานเสียงแบบรายวัน
       
       เอาว่าสั่นสะเทือนขนาดที่ “ตัวพ่อ” อย่างนายทักษิณ ชินวัตร ยังต้องออกมา “เหน็บ” เข้าให้กับบรรดา ส.ส.ย้ายพรรคทั้งหลายว่า ถ้าไม่ใช่เพราะไปเก็บสตางค์จากพวกหน้าโง่ทางการเมืองที่ยอมจ่ายแพง เพื่อจะเลิกเล่นการเมือง ไปพักผ่อน ก็เป็นพวกมั่นใจตัวเอง ลืมไปว่าคะแนนตัวเองสู้คะแนนพรรคไม่ได้ ซึ่งอย่างนั้นก็ดี เพราะพรรคจะได้ผลักดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน “โดยเฉพาะที่จังหวัดเลย นครราชสีมา จะต้องมีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนแน่นอน” นายทักษิณสำทับ
       
       นั่นย่อมชัดเจนว่าอดีต ส.ส.ทั้งสองจังหวัดนั้นถูก “ดูด” ไปแล้ว แบบไม่ต้องสงสัยอะไรอีก และพรรคที่พวกเขาไปซบ ก็คือ “พลังประชารัฐ” ที่ตอนนี้คงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าเป็นพรรคที่จะเป็น “พลังหนุน” ให้ใครนั่งเก้าอี้นายกฯ ต่อไป
       
       วาทกรรม “รับเงินหมา กาเพื่อไทย” ที่พวกเขาเอามาปลุกปลอบใจตัวเองนั้นจะยังใช้ได้หรือไม่? วาทกรรมนี้อาจจะเป็นความจริงอยู่สำหรับการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ เพราะ “คู่แข่ง” ของพวกเขามีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อให้เป็นรัฐบาลในขณะนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีพลังอำนาจอะไรมากนัก
       
       อีกทั้งหากจะต้องยอมรับกันตรงๆ การชูนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นว่าที่นายกฯ ในตอนนั้น ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ “ไม่ขี้เหร่” เท่าไร
       
       ในขณะที่ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้ นอกจากเพื่อไทยจะต้องรบกับอดีต ส.ส.ตัวเอง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าในสนามการเมืองระบบเลือกตั้งแบบไทยๆ แล้ว หัวคะแนนและอิทธิพลในท้องถิ่น ก็ยังครอบงำผลการเลือกตั้งอยู่ได้ในระดับหนึ่ง
       
       และยังไม่ต้องพูดถึง “อำนาจ” ของรัฐบาลในปัจจุบัน ซึ่งถึงในตอนนั้นจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่อำนาจทั้งตามรัฐธรรมนูญและนอกรัฐธรรมนูญในมือของพวกเขายังมีอยู่มาก อย่างน้อยความได้เปรียบทางการเมือง อย่างน้อยฝ่ายนี้ก็สามารถที่จะ “หาเสียง” ได้ตั้งแต่ยังไม่ประกาศวันเลือกตั้ง (ซึ่งเขาก็ได้ทำมาก่อนหน้านี้แล้วเป็นที่รู้กัน)
       
       ประกอบกับที่ได้เขียนไว้ในคราวที่แล้ว ว่าทางฝ่ายเพื่อไทยนั้นก็ยังไม่ชัดเจนเรื่อง “หัว” ที่จะ “ชู” ขึ้นมาเป็นตัวเลือกว่าที่นายกฯ ด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าหาหัวมาได้หน้าตาขี้เหร่ ก็เรียกว่าจบเห่เอาง่ายๆ
       
       และเราไม่ต้องพูดกันถึง “ขุมอำนาจ” สำคัญที่สุดของฝ่ายที่ให้คนเก่านั่งเก้าอี้ต่อ คือ “ส.ว.” ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.ล้วนๆ อีก 250 คน ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้เป็นผู้สามารถให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. ได้ ในการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่
       
       แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จะถือว่าอยู่ในขาลงบ้าง แต่จนถึงตอนนี้ ก็อาจจะถือเป็นขาลงที่ค่อนข้างคงตัวแล้ว ถ้าไม่มีเรื่องใหญ่ๆ อะไรโผล่ขึ้นมาเจาะยางตัวเองอีก
       
       อย่างน้อยเรื่อง “พี่ใหญ่” ที่สังคมไม่ยอมรับ ก็ดูเหมือนจะ “ถอยฉาก” ลงไปอยู่งานเบื้องหลังมากขึ้น ไม่ทำตัวเป็นเป้ากระสุนตก ทั้งยังให้ “คำมั่น” ว่าจะไม่เข้ามารับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลหน้าอีก ก็นับว่าจุดอ่อนที่ค่อนข้างสำคัญนั้นถูกอุดไปแล้ว
       
       ส่วนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมโหฬารในแวดวงราชการ ก็มีสัญญาณว่า “ฟันไม่เลี้ยง” ข้าราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว ในแง่นี้อาจจะถือว่า “ลุงตู่” ต้องเสียกระบวนไปบ้าง เพราะอย่างไรก็ตาม การเป็น “หัวหน้ารัฐบาล” ก็คงจะทำให้ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ไม่ง่ายนัก แต่ตอนนี้ก็เหมือนจะเริ่มทุเลาดีขึ้น
       
       อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่อาจจะเป็นตัวพลิกเกมได้บ้าง ก็คือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ที่แม้พิจารณาชี้วัดจากตัวเลขอาจจะสวยงาม แต่เศรษฐกิจในความเป็นจริง ในความรับรู้และรู้สึกของชาวบ้านนั้นก็เป็นอีกเรื่อง และอย่างที่เราก็คงสัมผัสได้กันทุกคน โดยเฉพาะคนค้าขายระดับย่อย หรือคนที่เดินตลาดนัดชาวบ้านๆ บ่อยๆ ก็จะจับสัมผัสความซบเซาตรงนี้ได้
       
       อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดที่น่าสนใจกว่า กลับเป็นปฏิกิริยาจากต่างชาติ จากข่าวการไปเยือนอังกฤษและฝรั่งเศสของนายก ฯ ในช่วงที่ผ่านมา
       
       คนที่มาต้อนรับ คือระดับหัวหน้ารัฐบาลของทั้งสองประเทศ คือ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
       
       กรณีของนายกฯ อังกฤษ อาจจะไม่เท่าไร แต่การออกมา “ต้อนรับ” ของ “ประมุข” แห่งรัฐฝรั่งเศสนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเอาเสียเลย
       
       เพราะอย่างที่รู้ว่า จุดอ่อนในทางระหว่างประเทศของรัฐบาลที่ถูกมองว่าเป็นรัฐบาลทหาร ปกครองในระบอบเผด็จการ อยู่ที่ “สหภาพยุโรป” ที่ตั้งแง่กับรัฐบาลเสมอมา ในช่วงรัฐประหารใหม่ๆ ถึงกับมีคำสั่งห้ามผู้มีตำแหน่งระดับรัฐมนตรีมาเยือนไทยเป็นการทางการ
       แต่ในคราวนี้ กลับเป็น “ประธานาธิบดีฝรั่งเศส” เอง ที่เชิญ “นายกฯ เผด็จการจากประเทศไทย” (คำที่สื่อมวลชนของพวกเขาเรียก) ไปเดินบนพรมแดงเอง อย่างเป็นทางการแขกของรัฐ
       
       โดยเป็นรัฐที่มีคำขวัญว่า “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” และมีท่าทีปกป้องประชาธิปไตยเสมอมา ในฐานะของประเทศต้นกำเนิดการปฏิวัติทางการเมืองที่เปลี่ยนจากราชอาณาจักรมาเป็นสาธารณรัฐ
       
       เรียกว่า “ท่าที” ของฝรั่งเศสในคราวนี้ ทำให้นักต่อสู้เพื่อ “ประชาธิปไตย” ของไทยอกหักกันเป็นแถว
       
       แน่นอนว่าเรื่องนี้มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังแน่ๆ นั่นคือการทำความตกลงกับแอร์บัส ที่ฝรั่งเศสเป็นโต้โผใหญ่ และอย่างที่ภาษิตเก่าฝรั่งเศสเขาว่าไว้ “เงินตรานั้นไซร้ไม่มีกลิ่นเหม็น”
       
       เงินจากรัฐบาลประชาธิปไตย หรือเงินจากรัฐเผด็จการ ก็หอมหวนชวนดมเหมือนกันทั้งนั้น นี่เป็นสัจธรรม
       
       แต่การที่เขายอม “จับมือ” กับหัวหน้ารัฐบาล “เผด็จการ” ในช่วงท้ายปลายสมัย ในช่วงเวลาที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นั่นก็น่าจะแปลว่าเขาได้กลิ่นหรือประเมินอะไรได้บางอย่าง
       
        ซึ่งการวิเคราะห์คาดการณ์เพื่อเดินหมากระหว่างประเทศ สำหรับมหาอำนาจพวกนี้ มักจะไม่ค่อยคลาดเป้าเสียด้วย.
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้