#ของมันต้องมี เมื่อ Celeb Blog ‘สู่ขวัญ บูลกุล’ กลายเป็นตำนาน

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่รายการ Celeb Blog ของนิตยสารแพรว ถึงคราวที่ผู้ดำเนินเรื่องราวอย่าง “สู่ขวัญ บูลกุล” อดีตผู้ประกาศข่าวและนักแสดงเลิกทำรายการ ลาจอเฟซบุ๊ก และยูทูปไปอย่างเงียบๆ
       

       “สู่ขวัญ” หรือ “พี่ขวัญ” ให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “เราได้ทำคลิปกันมาปีกว่าแล้ว และคงถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง”
       
       นิตยสารแพรว เป็นหนึ่งในสิ่งพิมพ์ของเครืออมรินทร์ ที่มีอายุยาวนานถึง 35 ปี เมื่อการบริโภคสื่อเปลี่ยนไป จากสื่อกระดาษไปสู่สื่อดิจิตอล และนิตยสารหลายหัวถูกปิดตัวลง สื่อสิ่งพิมพ์อย่างแพรวจึงต้องปรับตัวไปตามยุคสมัย
       
       หนึ่งในนั้นคือการผลิตคอนเทนต์วีดีโอลงในเฟซบุ๊กและยูทูป ซึ่งอันที่จริง Celeb Blog ไม่ได้มีแค่สู่ขวัญเพียงคนเดียว ยังมีเซเลบริตี นางแบบ บุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย อย่าง หน่อย-บุษกร วงศ์พัวพันธ์, มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ ฯลฯ
       

       แต่สำหรับ “สู่ขวัญ” กลายเป็น Celeb Blog ที่ได้รับความนิยมจากคนดูสูงสุด ต้องผลิตอย่างต่อเนื่องถึง 22 ตอน แต่ละตอนที่ออกมา มีคนดูไม่ต่ำกว่าหลักแสน บางคลิปทะลุไปถึง 2 ล้านวิวก็มี
       
       แถมมีวาทะน่ารักๆ ที่สาวๆ ต้องหยิบมาใช้ เช่น “พี่ว่าโอเค” “อันนี้ก็น่ารัก” “อันนี้ก็สวย” “พี่ชอบ”
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ของมันต้องมี” กลายเป็นแฮชแทกยอดนิยม เวลาใครจะโพสต์อวดของใหม่ก่อนใคร
       
       เสน่ห์ของสู่ขวัญอย่างหนึ่งที่สัมผัสได้ คือ แม้จะใช้ของแบรนด์เนม พอคนทั่วไปเห็นราคาแล้ว คงยากที่จะจับต้องได้ แต่ก็เป็นคนที่ ไม่ต้องเยอะก็มีเสน่ห์
       
       เหมือนประโยค “น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้”
       
       สู่ขวัญไม่ใช่คนประเภทไฮโซที่ถือตัว คนอื่นจับต้องไม่ได้ แต่ยังสุภาพอ่อนน้อม เวลาไปร้านไหนยังต้องยกมือไหว้ หรือกล่าวสวัสดีเจ้าของร้าน
       
       ที่สำคัญก็คือ แทบจะไม่มีคำหยาบในรายการเลย
       
       เป็นตัวอย่างให้บรรดาเน็ตไอดอล หรือยูทูปเบอร์อื่นๆ ที่มักจะทำคอนเทนต์แรงๆ แล้วคิดว่าจะโดนใจคนดู โดยเฉพาะคำหยาบคาย ขอให้พิจารณารายการสู่ขวัญเป็นตัวอย่าง
       
       แล้วจะรู้ว่า ถึงไม่ใช้คำหยาบคาย รายการก็สนุกได้
       

       เท่าที่ดูรายการมา 22 ตอน พบว่าสู่ขวัญไม่ใช่เป็นคนที่ช้อปของแพงแบบไร้เหตุผล แต่เป็นคนที่ “ซื้อของเป็น” รู้ว่าอะไรเหมาะ อะไรไม่เหมาะ แนะนำว่าสิ่งที่ซื้อไปนั้นเหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบไหน
       
       ไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้า เครื่องประดับ น้ำหอม เครื่องสำอางผู้หญิงเท่านั้น ครั้งหนึ่งตอนที่ไปยูนิโคล่ โรดไซด์ สโตร์ พัฒนาการ สู่ขวัญเคยแนะนำวิธีเลือกเสื้อผ้า ที่ทุกเพศ ทุกวัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ว่า
       
       “เวลาพี่เลือกเสื้อผ้า โดยเฉพาะพวกเสื้อเชิ้ต หรือกางเกง พี่ใช้วิธีหยิบไปแล้วขยำเลย แล้วปล่อย เพราะเสื้อเชิ้ตบางตัวสวย ปกก็สวย ใส่พอดี แต่ใส่ไปแบบภายใน 10 นาทียับทั้งตัว มันน่าเกลียด เพราะฉะนั้น เราต้องเทสต์ผ้านิดนึง”
       

       ที่สำคัญ สู่ขวัญยังเป็นห่วงคนดู ที่เห็นแล้วช้อปตามจนหมดตัว ถึงขั้นมีคำเรียกเล่นๆ ว่า “ล้มละลาย” ก่อนหน้านี้ก็เคยกล่าวหลักการซื้อของแบรนด์เนมแก่คนดู อย่างน้อยๆ สองตอน
       
       ตอนไปร้านชุดวินเทจ สู่ขวัญกล่าวว่า “ไม่ต้องไปตามหาซื้อกันแบบทุกอัน เปลืองสตางค์ อันไหนขาดพอดีเราก็ซื้อ อันสองอันก็ได้ ลองก่อน ถ้าลองแล้วชอบ อยากซื้อ ซื้อแล้วไม่ลำบากก็ซื้อ
       
       ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็น พี่ขวัญแนะนำว่าไปที่เคาน์เตอร์ ไปลอง แล้วถ้ามันใช่จริงๆ มันชอบจริงๆ แล้วเรามีความรู้สึกว่าเราไม่ลำบากแฟนเรา ไม่นำพาไปซึ่งการทะเลาะกันในอนาคตเราก็ซื้อ ทำอะไรก็ทำ แต่ว่าอย่าทำอะไรที่มันเป็นภาระแก่ผู้อื่น”

       
       หรือตอนที่ไปสยามพารากอน ก็กล่าวว่า “ห้ามซื้อจนเดือดร้อน ลำบาก ไม่ได้ เราต้องซื้ออย่างมีสติ ถ้าเราไม่เดือดร้อนเราก็ช้อป แต่ถ้าสมมติเรามีงบประมาณจำกัด เราก็คิดเลยว่าเราอยากได้อะไรที่สุด ค่อยๆ ซื้อ ไม่ต้องซื้อแบบรวดเดียว

อย่างที่พารากอน เขาก็จะมีซีซั่นเซลของเขาอยู่เรื่อยๆ เราก็คอย เดี๋ยวมันก็มี แบบนี้ก็ได้ ไม่ใช่แบบมีเท่าไหร่ซื้อไปหนเดียว ไม่เอา ถ้าใครช้อปแบบล้มละลาย เงินเดือนหมด โบนัสไม่เหลือ เดี๋ยวเรียกมาคุยตัวต่อตัว”

       

       ไม่ใช่เพียงแค่ห้างหรูกลางกรุงฯ อย่าง ดิเอ็มโพเรียม เซ็นทรัลชิดลม เกษรวิลเลจ สยามพารากอน เท่านั้น ห้างเล็กๆ หรือแหล่งช้อปปิ้งอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่สวนจตุจักร เจเจมอลล์ แม้กระทั่งสำเพ็ง ขากลับนั่งรถเมล์ก็ยังเคยทำมาแล้ว
       
       ถึงแม้แหล่งช้อปปิ้งเหล่านั้น มองผิวเผินอาจจะดูขัดกับคาแรกเตอร์ไปบ้าง แต่สู่ขวัญก็ยังเลือกของเป็น ใส่อะไรก็ดูดีไปหมด และเลือกซื้อเพราะสวยจริงๆ ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียการช้อปที่น่าสนใจ
       
       แหล่งช้อปปิ้งแต่ละแห่งที่สู่ขวัญไป นอกจากจะเปิดหูเปิดตาคนดู ราวกับเราได้ไปช้อปด้วยตัวเองแล้ว อาจเป็นไอเดียสำหรับใครหลายคน เช่น คนที่จะซื้อของขวัญให้แฟน ก็ได้ไอเดียว่าจะซื้ออะไรที่ผู้หญิงเห็นแล้วชอบ
       
       ไม่ได้มีเพียงแค่กรุงเทพฯ เท่านั้น ครั้งหนึ่งสู่ขวัญและทีมงานไปนั่งชิลล์ที่จังหวัดสุโขทัย ปรากฎว่าทีมงานให้ไปร้านผ้าพื้นเมือง สู่ขวัญก็ยังช้อปผ้าพื้นเมืองไปพอสมควร แถมยังบอกว่าผ้าพื้นเมืองอย่าไปต่อราคา เพราะเป็นมรดกทางสายเลือด
       

       อีกส่วนผสมหนึ่งที่ทำให้รายการมีคนดูแล้วติดก็คือ สู่ขวัญมีส่วนร่วมกับทีมงานที่มีอยู่ประมาณ 4-5 คน โดยเฉพาะหนุ่มมาดเซอร์อย่าง “โยธา รัตนเจริญโชค” ที่เปลี่ยนบทบาทจากช่างภาพมาเป็นผู้กำกับรายการ
       
       สู่ขวัญเรียกชื่อเล่นโยธาว่า “น้ำหวาน” เพราะแม้รูปลักษณ์ของเขาผอม ไว้หนวด สักเต็มตัว ชอบฟังเพลงแนวเฮฟวี่เมทัล เป็นสาวกวงสลิปน็อต (Slipknot)
       
       แต่ไม่กินกาแฟ ชอบสั่งสตอรอเบอรีปั่น และทานแต่สตรอเบอรีสดเท่านั้น
       

       ที่ผ่านมา น้ำหวาน มักจะโดนสู่ขวัญเรียกให้ไปแปลงโฉมอยู่บ่อยครั้ง เวลาเลือกเสื้อผ้าหรือแต่งหน้า แล้วเจ้าตัวก็ยอมทำตามแต่โดยดี แม้จะรู้สึกเขินอายก็ตาม เรียกรอยยิ้มและเสียงฮาแก่คนดูได้ไม่น้อย
       
       โยธาเคยกล่าวเอาไว้ในงานเสวนาแห่งหนึ่งว่า แผนการถ่ายทำรายการคือ “ไม่มีแผน” แต่ปล่อยให้ตัวตนของสู่ขวัญเป็นคนกำหนดเนื้อหา
       
       ชีวิตจริงสู่ขวัญเป็นอย่างไร รายการก็เป็นแบบนั้น ภาพที่ออกมาจึงเป็นธรรมชาติ ไม่โกหกคนดู
       
       แต่กว่าจะออกมาเป็นรายการแต่ละตอน ทีมงานต้องทำความเข้าใจ รู้สึก ถึงตัวตนและความชื่นชอบของผู้ดำเนินเรื่อง เฉกเช่นความน่ารักของสู่ขวัญก่อน จึงจะถ่ายทอดความน่ารักของสู่ขวัญในแบบที่เรารู้สึก ให้ผู้ชมรู้สึกได้
       
       ฟังอย่างนี้ ทำให้นึกย้อนไปถึงตอนที่ทดลองใช้มือถือรุ่นหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำ ลองวางสคริปต์ให้สู่ขวัญทำมือถือน้ำหวานตกน้ำระหว่างนั่งเล่น เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ
       
       แต่เทคแรกเห็นว่าน้ำหวานเล่นไม่เนียน ก็ให้เปลี่ยนเป็นเทคสอง น้ำหวานบอกให้สู่ขวัญสะกิดแรงกว่าเดิม
       
       สู่ขวัญสะกิดผลก็คือไม่ใช่แค่มือถือ น้ำหวานตกน้ำเปียกไปทั้งตัว เป็นการไท-อิน (Tie-in) ที่เล่นจริงเปียกจริง แล้วก็เอาเทคที่พลาดมาออนแอร์ เรียกเสียงหัวเราะให้คนดูไม่น้อย
       

       แม้ว่าจะยังไม่ทราบว่า สู่ขวัญเลิกทำรายการเพราะอะไร แต่ก็ทำให้เรานึกถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการแข่งขัน เมื่อถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ หรือจุดสูงสุดของชีวิต ขณะที่บางคนเลือกเดินต่อ แต่บางคนเลือกที่จะหยุดลงกลางคัน
       
       ตามธรรมชาติจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เมื่อถึงจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว เราจะเหน็ดเหนื่อยในการรักษาจุดสูงสุดของชีวิต เหมือนคำกล่าวที่ว่า “การได้แชมป์ว่ายากแล้ว การรักษาแชมป์ยากยิ่งกว่า” หากหย่อนยานไป จุดสูงสุดก็จะค่อยๆ ไปสู่ที่ต่ำลง
       
       หรือไม่อย่างนั้น เปลี่ยนแปลงในช่วงที่อยู่จุดสูงสุดของชีวิต แล้วให้ภาพของความสำเร็จเป็นความทรงจำ
       
       แม้ว่าจะไม่มี สู่ขวัญ Celeb Blog ให้ติดตามตอนต่อไป แต่แบบอย่างของเซเลบริตีที่ดีอย่างสู่ขวัญ รวมทั้งความสนุกสนานในการช้อปที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ จะเป็นที่คิดถึงและจดจำแก่คนดูไปอีกนาน
       

       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้