เอากันแต่พอดีๆ

ผู้จัดการออนไลน์

       

       หลังจากที่ “ทีมหมูป่า” ทั้ง 13 ชีวิต ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน พักรักษาร่างกายจนกลับมาแข็งแรงเป็นปกติแล้ว เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 61) ก็ได้มีการจัดแถลงข่าวใหญ่ ในรายการเดินหน้าประเทศไทย โดยมีคุณสุทธิชัย หยุ่น ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินรายการ ตั้งคำถามแทนสื่อมวลชนทั้งโลก
       

       การปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของคุณสุทธิชัยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็เรื่องหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่า เขาได้รับงานที่ถือว่าโหดหิน นั่นคือต้องเป็นปากเสียงให้แก่นักข่าวและสื่อมวลชนทั้งโลก เพราะเสียงและเรื่องราวของเด็กๆ ทีมหมูป่านั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกจับจ้องมองฟังอยู่
       
       ส่วนในวันนี้ (19 ก.ค. 61) ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงผิดแผน หมูป่าทุกคนจะได้กลับบ้านไปหาพ่อแม่ญาติพี่น้อง และเตรียมกลับไปใช้ชีวิตตามปกติของตนเช่นที่เคยเป็นมาก่อนเข้าไปติดในถ้ำ
       รวมถึงฮีโร่ของเราก็กลับบ้านกันโดยปลอดภัย ทั้งหน่วยซีลของไทย และทีมดำน้ำหรือทีมสนับสนุนจากต่างประเทศ ซึ่งล้วนแต่ได้รับเกียรติยศอย่างสูงจากรัฐบาลไทย โดยทราบมาว่าจะมีการจัดรัฐพิธีขอบคุณอย่างเป็นทางการต่อไป
       
       หน่วยซีลไทยเราก็ได้รับประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริงร่วมกับนักดำน้ำและกู้ภัยใต้น้ำระดับโลก เพื่อเตรียมไว้เป็นบทเรียนเผื่อมีเหตุอะไรต่อไปในอนาคต
       
       แต่เรื่องนี้ เราก็ได้เห็นแล้วว่า หน่วยรบพิเศษที่ผ่านการฝึกที่หนักหน่วงและยากลำบากที่สุดหลักสูตรหนึ่งของประเทศนั้น นอกจากจะเอาไว้ใช้จู่โจมทำลายใต้น้ำในยามศึกได้แล้ว ก็เอาไว้ใช้ในการช่วยชีวิตผู้คนในยามสงบแบบนี้ก็ได้ด้วย
       
       นับว่าเป็นจุดจบและบทสรุปที่ดีและสวยงามที่สุดแล้ว ของปรากฏการณ์ “หมูป่าติดถ้ำ” นี้
       หลังจากนี้ ก็คงต้องขอความร่วมมือสื่อทุกแขนงว่า ขอให้ปล่อยน้องเขากลับไปสู่ชีวิตเดิมๆ ของพวกเขา โดยอย่าเข้าไปแทรกแซงให้เสียทิศทางเลย
       
       แม้ว่าในขณะนี้ ทีมหมูป่าทั้ง 13 ถือเป็น “คนดัง” ระดับโลกไปแล้วก็ตาม ทั้งที่บรรดาสโมสรฟุตบอลทั้งหลาย ต่างยื่นข้อเสนอให้ทีมหมูป่าไปเป็นแขกเยือนสนามแข่งของตัวเอง เช่นทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรืออย่างทีมเบนฟิก้าที่ยื่นข้อเสนอให้ทีมหมูป่าและโค้ชไปเทรนที่สโมสรประเทศโปรตุเกสได้
       แต่การเกาะกระแสหมูป่าแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ก็ทำให้อย่างที่ชาวเน็ตเขาเรียกว่า “ถูกแหก” เสียผู้เสียคนได้เหมือนกัน
       
       ขนาดมหาเศรษฐีไฮเทคระดับโลก อย่างอีลอน มัสก์ ก็ยังไม่ใช่ข้อยกเว้น
       
       ความที่แก “หัวร้อน” ตอบโต้กับใครก็ตามที่บอกว่า แคปซูลดำน้ำของแกไม่เวิร์ค แม้แต่เวิร์น อันสเวิร์ธ นักดำน้ำสำรวจถ้ำชาวอังกฤษ ซึ่งมีบทบาทอย่างสูงในการช่วยเหลือทีมหมูป่า ด้วยเหตุที่อันสเวิร์ธไปให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมาว่า ไอ้เจ้าแคปซูลดำน้ำของอีลอนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ที่ใช้งานไม่ได้จริง
       
       เท่านั้นเอง เจ้าพ่อเทคโนฯ ก็ “มือไว” ทวิตด่าว่าอันสเวิร์ธเป็น “Pedo guy” หรือภาษาไทยเรียกง่ายๆ ว่า “เฒ่าหัวงู” ผู้กินเด็ก
       
       ก็เลยเจอการลงโทษเชิงสังคม หรือ Social Sanction เข้าไป เล่นเอาหุ้นร่วงดิ่งไปราว 3% จนต้องออกมาแถลงการณ์ขอโทษว่าเป็นความผิดส่วนตัวของเขาคนเดียว บริษัทในเครือไม่เกี่ยว
       
       เรียกว่าพลิกจาก “ทีมพระเอก” กลายเป็น “ผู้ร้าย” เพราะความหัวร้อนมือไวแท้ๆ
       
       เจตนาของอีลอนแต่เดิมจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ในตอนนี้ชาวโลกมองว่าเขาเป็นแค่คนฉวยโอกาส “โหนหมูป่า” โปรโมตตัวเองไปตามคำที่ฝ่ายนักดำน้ำว่าแล้วจริงๆ
       
       ส่วนอีกฝ่ายที่ออกมา “จับชายเสื้อ” ของทีมหมูป่าไปด้วย ก็ได้แก่การที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ออกมาประกาศรับเข้าเรียนล่วงหน้า และให้ทุนการศึกษาเด็กๆ ทีมหมูป่าตั้งแต่ปริญญาตรีจนปริญญาเอก
       ฟังเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ผลกลับเป็นไปตรงกันข้าม เพราะทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการ “ตกรางวัล” ที่ไม่มีมูลเหตุโดยอาจจะถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม แถมยังทำให้เด็กๆ ซึ่งนอนอยู่โรงพยาบาลดีๆ ก็ถูกพวกขี้อิจฉาเขม่นเอาฟรี ๆ
       
       เช่นอย่างที่เราเห็นข่าวว่า มีคุณป้า “อยากดัง” คนนึง ไปถ่ายคลิปในถ้ำล้อเลียนเสียดสีเด็กๆ ซึ่งอันนี้ขอที่จะไม่เอ่ยชื่อ เพราะไม่อยากให้ “ราคา” กับคนแบบนี้
       
       ส่วนเรื่องที่ป้าแกไป “เปรี้ยว” แล้วจะผิดกฎหมายบ้านเมืองข้อไหนมาตราใด ก็เล่นงานไปเต็มที่ก็แล้วกัน แต่อย่าไปเสนอข่าวให้ราคากับคนแบบนี้มาก
       
       ในขณะที่เรื่องนี้ ทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น ออกตัวได้สวยกว่า ด้วยการประกาศให้ทุนและประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษา ให้ลูกหลานชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการรับน้ำที่ผันมาจากถ้ำหลวงมาท่วมไร่นาจนเสียหาย อันเป็นการเสียสละพืชไร่พืชนาเพื่อช่วยชีวิตทีมหมูป่า
       
       ท่าทีของทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น นับว่ามีเหตุมีผล สังคมยอมรับได้และชื่นชม เพราะมีลักษณะเป็นการทำ CSR ที่สมควรแก่เหตุในลักษณะของการเยียวยาความเสียหาย
       
       เห็นไหมว่าการ “โหนกระแส” หมูป่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่เป็นผลดีทั้งต่อเด็กและต่อคนโหน ซึ่งเรื่องนี้คงต้องขอเตือนไว้ก่อน เพราะเกรงว่าพอกระแสซาๆ ลง จะมีคนไปอาศัยเด็กมาเรียกเรตติ้งหรือใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจอีก
       
       ถ้าคิดจะสนับสนุนเด็กๆ กลุ่มนี้ ก็สมควรจะทำในลักษณะที่เป็นไปเพื่อส่วนรวมหรือในภาพใหญ่ ไม่ใช่มุ่งแต่เด็กกลุ่มนี้กลุ่มเดียว โดยอาจจะช่วยสนับสนุนทีมหมูป่าทั้งทีม ให้ทุนอุดหนุนหรือจัดอุปกรณ์การศึกษาและเทคโนโลยี ให้โรงเรียนของพวกเด็กๆ ที่อบรมสั่งสอนจนเด็กอย่างน้องอดุลย์ สามอ่อน สามารถพูดภาษาอังกฤษสื่อสารกับนักดำน้ำต่างชาติได้แม้ในภาวะวิกฤตที่สุด
       
       สนับสนุนโรงเรียนเขาสิครับ เพื่อให้เขาสร้างเด็กที่ฉลาดเฉลียวใจสู้แบบ “ทีมหมูป่า” ขึ้นมาอีกมากๆ เพื่อเป็นอนาคตของชาติ
       
       ถ้าทำแบบนี้ นอกจากจะเป็นความช่วยเหลืออันยั่งยืนแล้ว ใครๆ ก็ว่าไม่ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อโปรโมตหรือหาประโยชน์จากเด็ก
       
       ทั้งหมดอยู่บนหลักการสั้นๆ ง่ายๆ ว่า เอาแต่ที่พอดีๆ เถิด.
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้