สุสานความยุติธรรม

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เหตุกระโดดตึกฆ่าตัวตายที่ศาลอาญา เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น สร้างความสลดหดหู่ให้ผู้คนจำนวนมหาศาล
       

       มันคือความตายเพราะกระบวนยุติธรรมโดยแท้ และไม่ใช่เรื่องของการประหารผิดคน หรือลงโทษแพะอะไรอย่างไรด้วย แต่มันคือความรู้สึกสิ้นหวังในกระบวนยุติธรรมไทย
       
       สิ้นหวังใน “กระบวนยุติธรรม” ที่ไม่อาจให้ “ความยุติธรรม” ได้ พ่อคนหนึ่งที่สูญเสียลูกไปจากอาชญากรรมจึงต้องเลือกความตาย ไม่ว่าจะเพราะสิ้นหวังหรือหมายจะชี้ปัญหากระบวนยุติธรรมทั้งระบบ
       
       แต่ความตายของคุณศุภชัย ทัฬหสุนทร อาจจะเป็นเหมือนกับ “สืบ นาคะเสถียร” ที่เราถือเอาความตายของเขาเป็นหมุดหมายในการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องป่าสงวนและสัตว์ป่า
       
       เหตุแห่งตวามตายของคุณศุภชัยมาจากความเสียใจ ที่ศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ยกฟ้องคดีที่อัยการและผู้เสียหาย คือตัวคุณพ่อ ร่วมกันฟ้องจำเลยในคดีฆ่านายธนิต ทัฬหสุนทร หรือ “เต้” ผู้เป็นบุตรชาย
       
       ที่ศาลอาญายกฟ้องนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า พยานที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์และให้การไว้ในชั้นสอบสวน ไม่อาจมาเบิกความในชั้นศาลได้ เนื่องจากรักษาอาการป่วยทางจิตที่โรงพยาบาล จึงต้องรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวน ที่นำส่งในชั้นศาล ประกอบพยานหลักฐานอื่น ซึ่งยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอ และเป็นพยานหลักฐานปลายทาง เช่น ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด พบว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏในชั้นศาลนั้น เห็นเเต่เพียงเหตุการณ์ปากทางเข้าซอยที่เกิดเหตุ ศาลจึงฟังว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ จึงต้องยกฟ้อง
       
       เรื่องนี้ก็ต้องเห็นใจศาลเหมือนกันครับ เพราะอย่างที่เรารู้คือ หลักในการพิพากษาลงโทษคนในทางอาญา เขาต้องถือหลักการว่า ปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าลงโทษผิดคนเพียงคนเดียว นั่นเพราะโทษอาญานั้น ส่งผลต่อทั้งชีวิต อิสรภาพ ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้ถูกลงโทษ
       
       ทั้งในแง่ของคนตัดสินเองก็กดดันพอๆ กัน เพราะเท่ากับว่า การตัดสินของท่าน อาจส่งผลให้ใครคนหนึ่งต้องถูกนำตัวไปฆ่า หรือติดคุกติดตารางได้
       
       ลองจินตนาการว่า สมมติให้ท่านถือค้อนในมือ แล้วเจ้าหน้าที่จะพาคนที่คลุมทั้งตัวด้วยถุงมาให้ท่านดู คนที่ถูกพาตัวมานี้อาจจะเป็นผู้ร้ายก็ได้ หรือคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ที่โชคร้ายเดินมาแถวนั้นก็ได้ท่านมีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะเอาค้อนตีหัวหรือไม่ โดยที่ก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน
       
       ถามว่าถ้าเป็นท่าน ท่านกล้าที่จะเอาค้อนตีหัวคนที่ถูกคลุมถุงมาอยู่ต่อหน้าหรือไม่
       
       ผู้พิพากษาก็เช่นกันครับ งานของผู้พิพากษา โดยเฉพาะในคดีอาญาเป็นเช่นนั้น ดังนั้น ศาลจึงต้องฟังพยานหลักฐานให้ดี ให้ละเอียดทุกแง่มุม จนสิ้นสงสัย จึงจะลงโทษจำเลยได้ เพราะคนที่ทำผิดควรได้รับโทษ แต่คนที่ไม่ได้ทำผิดก็ไม่ควรจะรับชะตากรรมที่ตนไม่ได้ก่อเช่นนั้น
       
       เรียกว่าอ่านจากคำชี้แจงของศาลแล้ว ถ้ามีพยานหลักฐานเพียงเท่าที่ศาลชี้แจงมาจริง เป็นเราเป็นท่านก็ไม่กล้าพิพากษาลงโทษคนร้ายหรอกครับ
       
       แต่แล้วการไม่ลงโทษคนร้าย ซึ่งเป็นไปตามหลักการแห่งกฎหมายและความยุติธรรม กลับกลายเป็นการฆ่าคนไปอีกคนหนึ่ง เรื่องนี้ผู้พิพากษาในคดีนั้นก็คงคาดไม่ถึง แต่ต่อให้รู้ล่วงหน้า แต่การตัดสินที่ขัดต่อหลักความยุติธรรมพื้นฐานนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจกระทำได้
       
       เรียกว่างานนี้ความกดดันตกหนักที่ฝ่ายศาลเต็มๆ
       
       ล่าสุด มีโทรทัศน์ช่องหนึ่งไปสัมภาษณ์ภรรยาของผู้ที่กระโดดตึกตาย แม่ของเด็กที่เสียชีวิต เธอให้สัมภาษณ์อย่างหมดหวังว่า ถ้าในศาลต่อไป (ศาลอุทธรณ์และฎีกา) ยังแพ้อีก ก็ให้รอเก็บศพเธอได้เลย...
       
       เรื่องนี้ฝ่ายที่ถูกกล่าวโทษนั้นคือตำรวจ ซึ่งอยู่ต้นน้ำของกระบวนยุติธรรม ว่ารวบรวมพยานหลักฐานมาอย่างไร จึงเสนออัยการฟ้องไปแบบนั้น? ยิ่งเจาะข่าวเข้าไปยิ่งพบเหตุไม่ชอบมาพากล ทั้งการที่ให้ฝ่ายพ่อผู้ตายไปหาพยานหลักฐานมาเอง จนทำให้คุณศุภชัยถึงกับต้องลาออกจากงานเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อเรียกความยุติธรรมให้ผู้ตาย
       
       ถ้าเช่นนั้นก็ต้องถามว่า แล้วเราจะมีตำรวจไว้ทำไม? ถ้าฝ่ายผู้เสียหายจะต้องไปตามหาพยานหลักฐานกันเอาเองตามยถากรรม
       
       เมื่อเรื่องนี้เป็นข่าว ทางตำรวจก็เต้นกันทั้งสำนักงาน เสนอตัวเข้ามาช่วยรื้อสำนวนช่วยตรวจสอบว่ามีความผิดพลาดบกพร่องตรงไหน
       
       แต่อันนี้ก็ต้องขอเรียนว่ามันจะสายเกินไป เพราะในทางกฎหมายแล้ว ตามปกติในการพิจารณาของศาลสูง คือศาลอุทธรณ์และศาลฎีกานั้น เขาจะยึดถือสำนวน ก็คือพยานหลักฐานใดๆ ก็ตามที่ได้มาในการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่ยุติธรรม เพราะเท่ากับจะเพิ่มพยานหลักฐานมาเรื่อยๆ ได้ และเป็นเรื่องที่ไม่ได้ต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นด้วย
       
       ส่วนเรื่องการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะหลักการเรื่องการพิจารณาคดีใหม่นั้นใช้เฉพาะในกรณีที่จำเลยถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดจนคดีถึงที่สุดแล้ว ถูกลงโทษแล้ว ต่อมามีหลักฐานใหม่ขึ้นมาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด จึงจะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่เพื่อคืนความยุติธรรมให้จำเลย
       
       แต่กรณีที่จำเลยถูกฟ้องแล้ว ศาลตัดสินว่าไม่ได้กระทำความผิด การจะรื้อคดีมาดำเนินคดีกับจำเลยใหม่นั้นไม่มีใครเขาทำกัน เพราะถือว่าขัดต่อหลักการว่าบุคคลไม่พึงถูกพิพากษาสองครั้งในการกระทำความผิดครั้งเดียว หรือหลัก Double Jeopardy ซึ่งในทางกฎหมายไทยก็ยอมรับหลักการนี้ไว้ เรียกว่าการห้าม “ฟ้องซ้ำ”
       
       ในทางกฎหมาย โอกาสที่คดีจะพลิกในชั้นอุทธรณ์นั้นยากเหลือเกิน หนทางเดียวที่เป็นไปได้ คือศาลอุทธรณ์อาจจะใช้อำนาจสั่งให้สอบพยานเพิ่มเติมได้ ซึ่งเป็นอำนาจที่มีอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) หรือทางฝ่ายโจทก์อาจจะทำคำแถลงการณ์ในรายละเอียดแห่งคดีเพิ่มเติมต่อศาลอุทธรณ์ก็ได้
       
       แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ใครต้องมาตัดสินคดีนี้ในชั้นอุทธรณ์ฎีกา คงต้องพบกับความกดดันอย่างหนักหนามากๆ ทีเดียว
       
       ดังนั้นสิ่งที่สังคมจะต้องทำ ไม่ใช่การบีบหรือกดดันศาล แต่เป็นการไล่บี้กระบวนยุติธรรมต้นน้ำ คือฝ่ายพนักงานสอบสวนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงส่งคดีฟ้องแม้ว่าหลักฐานอ่อนเช่นนี้ และได้มีความพยายามเสาะแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ตายหรือไม่
       
       อย่าลืมว่า ภารกิจสำคัญของ “รัฐ” คือการมอบความยุติธรรมให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะให้แก่ผู้ถูกกระทำ คือผู้เสียหายในคดีอาญา ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม ทั้งในเชิงรูปธรรมและในทางความรู้สึก เพื่อให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องไปล้างแค้นชำระความกันเอง
       
       กระบวนยุติธรรมที่ล้มเหลว สิ่งที่จะตามมาก็คือ การตั้งศาลเตี้ยชำระความกันเอง
       
       ดังเช่นที่มีผู้กล่าวไว้อย่างคมคายแต่น่าขนลุกว่า “ค่ากระสุนปืนราคาถูกกว่าค่าจ้างทนายความ”.
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้