ไพรมารีโหวตกับเรื่องวุ่นๆ ของ “ล็อก” พรรคการเมือง

ผู้จัดการออนไลน์

       

อย่างน้อยก็มีความชัดเจนเบื้องต้นแล้วว่า อย่างไรเสียในปีหน้า (2562) จะต้นปี กลางปี ปลายปีก็ต้องมี “การเลือกตั้ง” ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกิดขึ้นแน่นอน เพียงแต่เมื่อไรเท่านั้นเอง
       อย่างไรก็ดี การตระเตรียมการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องนั้น พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้ง ก็มีขั้นตอนจะต้องดำเนินการหลายอย่าง และบางเรื่องก็ถูกกำหนดเป็นเงื่อนเวลาไว้ว่า จะต้องกระทำการหรือดำเนินการให้เสร็จภายในกี่วันๆ ก่อนการเลือกตั้ง
       แต่ปัญหาในตอนนี้ที่ไม่รู้จะหาทางออกหรือออกหัวออกก้อยอย่างไร คือการที่ยัง “ติดล็อก” พรรคการเมืองอยู่ ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามพรรคการเมืองทั้งหลายดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมหรือเลือกกรรมการบริหารพรรค หรือจัดตั้งสาขาพรรค


       แม้จะมีการ “แง้ม” ออกมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ว่าน่าจะต้องมีการ “ปลดล็อก” พรรคการเมือง เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่เสียทุกครั้งไป เว้นแต่ตามคำสั่งที่ 53/2560 เมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ได้ แต่พรรคการเมืองเก่า ก็ยังอยู่ในห้องล็อกกุญแจปิดตายกันต่อไป
       ก็ไม่แปลกใจที่จะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมฝ่ายอำนาจจึงต้อง “กระตือรือร้น” ในการให้คนตั้งพรรคการเมืองใหม่ แต่สำหรับพรรคการเมืองเดิมนั้นยังห้ามเคลื่อนไหวกระดิกกระเดี้ย
       แต่นั่นแหละ นานไปๆ เมื่อการเลือกตั้งเหมือนจะใกล้เข้ามา แต่ท่าทีของ คสช.ที่จะปลดล็อกพรรคการเมืองก็ยังไม่มี
       ในขณะที่ “กลุ่มการเมือง” ที่ไม่ใช่รูปแบบพรรค กลับเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี มีการรวบรวม ส.ส.หน้าเก่าเข้าไว้ด้วยพลังดูดที่มองไม่เห็น แต่พอเดาที่มาได้
       การที่ คสช.ยังไม่ยอมเปิดล็อกพรรคการเมือง จึงเป็นปัญหาอย่างยิ่งในการเตรียมการเลือกตั้งที่จะมาถึงสำหรับพรรคการเมืองเก่า เพราะ “ขั้นตอน” มากขึ้น แต่ “เวลา” เหมือนจะน้อยลง
       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้งระบบใหม่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งที่กำหนดให้มีการใช้ระบบ “ไพรมารีโหวต” (Primary Vote) เหมือนระบบที่ใช้ในต่างประเทศ
       นั่นคือ การที่พรรคการเมืองจะส่งใครเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตหรือปาร์ตี้ลิสต์ได้นั้น จะต้องผ่านการออกเสียงเลือกตั้งภายในของสมาชิกพรรคนั้นก่อน ซึ่งระบบนี้ ใครที่ติดตามการเมืองต่างประเทศ คงจะคุ้นเคยอย่างดี ว่าก่อนที่จะได้ “ตัวแทน” ของแต่ละพรรคมาลงเลือกตั้งใหญ่ เช่นสมัครเป็นประธานาธิบดี ผู้ที่อยากจะอาสาชิงชัยลงสมัครนั้น จะต้องผ่านการต่อสู้ภายในพรรค ผ่านการเลือกตั้งภายในนี้ก่อน
       เหมือนที่ถ้าใครจำได้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน ก็เอาชนะ นายเท็ด ครูซ คู่แข่งชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันมาได้อย่างเหนือความคาดหมายของคอการเมืองทั่วโลก จนส่งเขาไปสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด
       การที่เอาระบบไพรมารีโหวตนี้เข้ามาใช้ในประเทศไทย ก็คงเป็นไปด้วยเจตนารมณ์ที่ดี ที่จะไม่ให้พรรคการเมืองเป็นพรรคแบบ “เจ้าของคนเดียว” ขึ้นกับการชี้นิ้วซ้ายขวาของนายทุนพรรค ส่งใคร นายหมา นายแมว ที่ไหนก็ไม่รู้ ลงสนามพื้นที่เลือกตั้งตามแต่ที่ตัวเองจะเห็นดีเห็นชอบ บางทีลงสนามไปคนในท้องถิ่นเขตเลือกตั้งนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าหมอนี่เป็นใครมาจากไหน
       อย่างไรก็ตาม ระบบไพรมารีโหวตของไทย ยังเป็นระบบ “ไปไม่สุด” อยู่ดี นั่นคือ เมื่อสมาชิกพรรคเลือกสมาชิกที่จะส่งลงเลือกตั้งแล้ว จะเอารายชื่อผู้ชนะการเลือกตั้งสองอันดับแรก ไปให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองเลือกว่าจะส่งใคร ซึ่งผลการเลือกตั้งไพรมารีโหวตไม่ได้ผูกพันกรรมการบริหารพรรคเสียทีเดียว เพราะกรรมการบริหารพรรคอาจจะเอาคนที่ได้ที่สองส่งไปลงสมัครรับเลือกตั้งก็ได้ เพียงแต่จะต้องหาเหตุผลมาชี้แจงให้สมาชิกพรรคทราบ ไม่เหมือนต่างประเทศ ที่ไพรมารีโหวตมีผลเด็ดขาด สมาชิกพรรคโหวตว่าจะส่งใครก็ต้องส่งคนนั้น
       กระนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การให้มีไพรมารีโหวตนี้ก็มีดีกว่าไม่มีแน่ๆ เพียงแต่กระบวนการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคจะยากขึ้น และใช้เวลามากขึ้นเท่านั้น
       มันจึงเป็น “ปัญหา” ขึ้นมาแล้วว่า แล้วในการเลือกตั้งครั้งแรก จะทันใช้ระบบไพรมารีโหวตนี้หรือไม่ เพราะพรรคการเมืองยังติดล็อกกันระนาวอยู่
       จนในที่สุด ฝ่ายกฎหมายของ คสช. ดร.วิษณุ เครืองาม ก็ต้องออกมาแย้มว่า อาจจะใช้ทางเลือกอื่นๆ เพื่อที่จะยังไม่ต้องใช้ไพรมารีโหวตในการเลือกตั้งครั้งแรกที่จะมาถึงนี้ โดยอาจจะเป็นให้กรรมการบริหารพรรค ลงไป “ซาวเสียง” กับสมาชิกในพื้นที่เพื่อสรรหาตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่ต้องเลือกตั้งให้ยุ่งยาก และใช้เวลาสั้นกว่า เพียง 30 วัน ก่อนเริ่มกระบวนการเลือกตั้งก็ทำได้ ทำทัน
       ส่วนวิธีการจริงจะทำอย่างไร และจะใช้อภินิหาริย์ทางกฎหมายแบบไหน ก็ว่ากันไป
       แต่ที่น่าเสียดาย คือในที่สุด การออกแบบระบบใหม่มา “ดี” อย่างไร แต่ถึงเวลาจริงก็ดันใช้ไม่ได้ และที่ใช้ไม่ได้ ก็ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากติดปัญหาว่า ผู้ถืออำนาจเดิมอยู่ยังไม่กล้าปล่อยเต็มมือ จนทำโน่นก็ไม่ทัน ทำนี่ก็ไม่ทัน ต้องต่อเวลาหรือหาทางลัดกันให้วุ่นวาย
       วี่แววในการ “ปลดล็อก” นั้นยังมองไม่เห็นง่ายๆ อย่างดีก็แค่ “คลายล็อก” ให้หลวมออกนิดหนึ่ง ให้พอทำกิจกรรมทางการเมืองกันได้แบบจำกัดจำเขี่ย เช่น ประชุมพรรค เลือกตัวหัวหน้าพรรค รับสมาชิกใหม่ แต่การหาเสียงเลือกตั้งหรือนำเสนอนโยบายทางการเมืองนั้นน่าจะยังไม่ได้ ส่วนเรื่องจะมา “วิพากษ์วิจารณ์” ผู้มีอำนาจรัฐบาลปัจจุบันก็อย่าหวัง
       ก็คงจะยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก กันอยู่อย่างนี้ต่อไป จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง โดยยิ่งทอดเวลาออกไปนานเท่าไร ก็คงจะมีการถามลอยๆ ว่า นี่จะต้องรอให้พรรคของท่าน “พร้อม” หรือ “ได้เปรียบ” ก่อนหรือไร จึงจะยอมให้คนอื่นลงแข่งได้.
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้