ประเทศกูมี สะท้อนการเมืองภาพใหญ่

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ได้ถึงความเป็นที่รักในหมู่ประชาชน ของพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
       

       เมื่อในครั้งแรกที่ท่านออกมาฮึ่มฮั่มว่าเพลงแร็ป “ประเทศกูมี” นั้น 50/50 ว่าจะผิดกฎหมาย ขอให้ ปอท.รับลูกไปตรวจสอบด้วย
       
       พอนายพยักหน้า ตำรวจผู้กล้าก็พลอย โดยรองโฆษก บก.ปอท.ก็ออกมาฟันธงฉับว่า น่าจะผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ห้ามแชร์
       
       การ “เต้นรับ” ของทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอันเป็นที่รักของประชาชนเช่นนี้ ก็เป็นผลดียิ่งกว่าอินฟลูเอนเซอร์เจ้าไหน ช่วยดันให้เพลงที่ว่ากลายเป็นเพลงฮิตติดทุกชาร์ต (รวมถึง Apple Music ด้วย) หากวัดจากยอดชมคลิปใน YouTube ก็พุ่งไปถึง 10 ล้านวิวภายในเวลาเพียงวันกว่าๆ
       
       จนถึงตอนนี้ ยอดวิวว่ากันที่ 24 ล้าน และเหมือนกระแสจะยังไม่ซา
       
       กระแสแรงจนเล่นเอาลูกเสือสองขา ต้องถอยญะญ่าย พ่ายจะแจ แต่ก็ไม่วายแซะเล็กแซะน้อย หรือขู่กันเบา “อย่าให้พลาดนะมึง”
       
       มีผู้วิเคราะห์ว่า การ “เดินหมาก” ผิดของฝ่ายบ้านเมืองนั้นมาจากการประเมินพลาดสองสามเรื่องใหญ่
       
       นั่นคือ ประการแรก ทางตำรวจและฝ่ายบ้านเมือง อาจจะนึกว่า วงดนตรีที่ทำเพลง “ประเทศกูมี” นั้นเป็น “วงเสื้อแดง” บ้านๆ ที่ลอบทำเพลงใต้ดินโจมตีหรือเสียดสีรัฐบาล ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ
       
       แต่ไม่คิดว่า “กระแส” ของเพลงจะแรง นั่นเพราะคุณภาพของเพลง ทั้งทำนองที่มันส์สะใจแบบเพลงแร็ปชั้นดี เนื้อเรื่องที่แต่งได้สละสลวย หยาบคายพอคันๆ สะใจ
       
       หากจุดเด่นที่สุด คือการเรียบเรียงประเด็นทางสังคมที่เป็นกระแสอยู่แล้วเกือบทุกเรื่อง และแทบทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่เป็นความอึดอัดไม่พอใจของประชาชนทั่วไป ที่มีต่อรัฐบาลและการปฏิบัติหน้าที่ของภาครัฐ
       
       เช่นคดีเสือดำที่เหมือนจะเงียบๆ และล่าช้าด้วยการลากคดีไปยืดยาวเยิ่นเย้อ เพราะอิทธิพลอำนาจเงินของฝ่ายจำเลย คือถ้าเรื่องนี้เป็นตาสีตาสาไปยิงชะนีในป่า ป่านนี้ติดคุกจนพ้นโทษออกมาแล้ว
       
       เรื่อง “นาฬิกาเพื่อน” ที่ฝ่ายองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตในวงรัฐบาลได้แต่ทำแบะๆ
       
       คดีบ้านพักตุลาการบนอุทยานดอยสุเทพ ซึ่งพอชาวบ้านลืมๆ ก็เห็นมีข่าวว่ามีข้าราชการย้ายเข้าไปอยู่แล้ว
       
       ปัญหาความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย การพุ่งขึ้นของอาชญากรรม ความไร้น้ำยาของภาครัฐ กฎหมายมีเพียงเอาไว้เป็นเครื่องมือให้ตำรวจข่มขู่ ข้าราชการร่ำรวยมีเงินซุกไว้หลายล้านในบ้านพัก ที่ศาลเพิ่งตัดสินจำคุกไป
       
       พวกนี้เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น จริงที่ไม่มีใครกล้าปากแข็งเถียงได้ด้วย
       
       จากนี้ เมื่อเริ่มขายประเด็นที่เป็นความอึดอัดร่วมกันของสังคมแล้ว ก็สามารถเอา “ประเด็นการเมือง” ที่ตัวเองอยากนำเสนอ คือ การต่อต้าน คสช.การทวงสัญญาว่า 4 ปีแล้วไม่เลือกตั้ง พวกนี้มาหยอดเติมเข้าไปได้ แบบที่คนส่วนใหญ่ยอมรับและซื้อไปด้วยเป็นแพ็กเกจเดียวกัน
       
       ประการสุดท้ายที่ช่วยให้เพลงนี้ฮิตระเบิดระเบ้อ แบบเปิดกันทุกตลาดนัดทั่วฟ้าเมืองไทย ที่ทางวง RAD น่าจะต้องมาขอบคุณ คือ “พี่ศรี” และ ปอท.นักเรียกแขกนั่นแหละ
       
       กล่าวโดยสรุป คือในตอนนี้ภาครัฐคงไม่กล้าเอาเรือไปขวางน้ำเชี่ยว แต่ทางวงและทีมงานน่าจะถูกกาหัวขึ้นบัญชี “อย่าให้พลาดนะมึง” ไปแล้ว
       
       แม้ว่าจะเสียงอีกข้างของฝ่ายที่ยังศรัทธาต่อรัฐบาลและ คสช.อยู่บ้าง และรู้ทันว่า เนื้อหาหลักของเพลงนั้นมุ่งขายประเด็นโจมตีการทำงานของ คสช. และทวงการเลือกตั้ง ก็อาจจะออกมากระแหนะกระแหนในทำนองที่ว่า เรื่องดีๆ ของประเทศชาติ ทำไมไม่เอามาพูดถึงกันบ้าง จะแต่งเพลงด่าประเทศไปทำไม
       
       เรื่องนี้มันก็เหมือนที่มิตรสหายท่านหนึ่งเขียนไว้ใน Facebook นั่นแหละครับว่า อย่างเราไปดูหนัง ละคร หรืออ่านนิยายเรื่อง “บ้านผีสิง” เขาก็ต้องเขียนเรื่องบ้านที่มันมีผี จะไปย้อนเขาว่า บ้านไม่มีผีตั้งเยอะไม่นำเสนอ อันนี้ก็คงแปลกๆ อยู่
       
       แต่ที่สำคัญ คือ สิ่งที่ปรากฏเสนอในเนื้อเพลง “ประเทศกูมี” นั้น ก็เป็นเรื่องที่คนทุกฝ่ายไม่จำกัดสีจำกัดเสื้อ ต่างก็เคยก่นบ่นอยู่แล้วทั้งนั้น ถ้าไม่โกหกตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นนาฬิกาหรู บ้านพักศาล เสือดำ หรือปัญหาในกระบวนยุติธรรม
       
       ส่วนเรื่องได้ทีเสียดสี คสช.ก็คงต้องยอมเขา ก็เพราะว่าเขาทำการบ้านมาดีจริงๆ นี่อาจจะถือเป็นครั้งแรกเลยที่สื่อหรือกิจกรรมจากฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.นั้น “จุดติด” ในระดับมหาชน
       
       การตอบรับจากประชาชนที่มีต่อเพลง “ประเทศกูมี” นั้น แสดงให้เห็นถึงความตกต่ำเสื่อมความนิยมของรัฐบาล คสช.และตัวนายกฯ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาอย่างปฏิเสธได้ยาก และผลจากโพลที่สำรวจกันมาก็ปรากฏเช่นนั้น
       
       ส่วนเหตุแห่งความ “เสื่อม” นั้นเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วไม่ต้องว่ากล่าวซ้ำ
       
       ที่การ “ลงการเมือง” แบบกั๊กๆ เอาเปรียบชาวบ้าน ก็ไม่สามารถเรียกคะแนนนิยมในหมู่คนชั้นกลางที่เคยหนุนเป็นฐานเสียงให้กระเตื้องขึ้นมาได้
       
       กระแส “ล้อเลียน” ในโลกโซเชียลเริ่มเปลี่ยนทิศทางไป เพจต่างๆ เริ่มหันมา “อัด” รัฐบาลกันเป็นเรื่องปกติเฮฮามากขึ้น เรียกเสียงสะใจให้บรรดาแฟนๆ และผู้ติดตาม
       
       ปรากฏการณ์ความเปรี้ยงของเพลง “ประเทศกูมี” เมื่อเอาไปประกอบกับภาพความเหงาหงอยของกิจกรรม “เดินคารวะแผ่นดิน” ของลุงกำนัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณแล้ว บอกได้เลยว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น (หรือไม่ก็ไม่รู้) ในปีหน้านั้น “หนัก” แน่ๆ สำหรับฝ่ายที่อยากเชียร์ให้ลุงอยู่ต่อ
       
       เมื่อ กปปส.หายไปแยกย้ายกันใช้ชีวิต บางคนเลิกยุ่งเกี่ยวสนใจการเมือง หรือถึงสนใจ ก็น่าจะคืนสู่เหย้าไปทางสายประชาธิปัตย์มากกว่า
       
       ส่วนคนกลางๆ ก็เบื่อหน่ายลุงตู่ จะหวังได้ก็นักการเมืองท้องถิ่นที่ไปดูดมา แต่อันนั้นจะว่าไปก็รับประกันได้จริงหรือไม่ เพราะวาทกรรมเรื่อง “รับเงินหมา กาเพื่อไทย” ยังเป็นบาดแผลบนหน้าผากของบรรดาพรรคจอมดูดรุ่นเก่าอยู่
       
       เกมเลือกตั้งรอบหน้าถ้าจะมีนั้นจึงไม่ง่ายเลย.
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้