โรดแมป 5G ต้องมองให้ครบทุกมิติ (Cyber Weekend)

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เมื่อมีคำถามจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โอเปอเรเตอร์) ถึงความต้องการให้บริการเทคโนโลยี 5G ว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่เอกชนต้องลงทุนด้วยเงื่อนไขเดิมๆ คือ การประมูลคลื่นความถี่ในราคาสูงลิ่ว ยังไม่รวมถึงการลงทุนจำนวนมากที่ต้องต่างไปจาก 4G เพราะเป็นคนละเทคโนโลยีกัน ในเมื่อขณะนี้ เหล่าโอเปอเรเตอร์ต่างก็มีคลื่นในมือเพียงพอที่จะให้บริการแก่ลูกค้าอยู่แล้วนั้น
       

       กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้มีหน้าที่ทำให้เทคโนโลยี 5G เกิดขึ้นตามมาตรฐานของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ซึ่งตามโรดแมปแล้วต้องทำให้เกิดขึ้นในปี 2563 เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวน 5G เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน ITU
       
       *** หลุดพ้นกับดักประมูลราคาสูง
       
       ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ประเทศญี่ปุ่นกำหนดการเกิดเทคโนโลยี 5G ในปี 2563 ประเทศไทยก็ต้องเร่งให้เกิดพร้อมประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคนที่จะทำให้เกิดคือ รัฐบาล ไม่ใช่โอเปอเรเตอร์ เพราะไม่มีใครต้องการ 5G โอเปอเรเตอร์เห็นว่าคลื่นที่มีอยู่ยังสามารถให้บริการแก่ผู้บริโภคได้ และเพียงพอ ไม่ได้ต้องการความเร็วระดับ 5G จึงคิดว่าไม่ได้ประโยชน์ในการให้บริการที่จำเป็นจะต้องลงทุนสูง
       
       ดังนั้น ภาคองค์กรธุรกิจมากกว่าที่ต้องการความเร็วสูงระดับ 5G ในการให้บริการ จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องสนับสนุน กระตุ้นให้โอเปอเรเตอร์หันมาสนใจลงทุน โดยราคาประมูลคลื่นต้องถูก และต้องหามาตรการในการช่วยลดภาระให้แก่โอเปอเรเตอร์ เช่น มีมาตรการทางภาษี เป็นต้น
       

       5G จะทำให้อุปกรณ์สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ได้ และมีการสั่งการผ่านแอปพลิเคชัน เทคโนโลยีที่ตามมา คือ IoT และ AI เพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์และให้บริการแก่ลูกค้า ดังนั้น องค์กรจึงมีความจำเป็นในการใช้งานซึ่งอาจเป็นการเก็บข้อมูลเฉพาะจุด การลงทุนหากโอเปอเรเตอร์ต้องลงทุนจะไม่ใช่การลงทุนปูพรมแบบ 3G หรือ 4G แต่เป็นการใช้เฉพาะในพื้นที่ที่ต้องการ โอเปอเรเตอร์จึงมองว่าไม่คุ้ม หากประเทศไทยต้องการให้เกิด 5G ภาครัฐต้องสนับสนุนและไม่ควรยึดติดการประมูลด้วยราคาสูงที่สุดเหมือนที่ผ่านมา
       
       ด้าน ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นสามารถเดินหน้าเรื่องคลื่นความถี่ได้อย่างไม่สะดุด เพราะญี่ปุ่นให้ใบอนุญาตแก่โอเปอเรเตอร์ไปทำได้เลย แต่ประเทศไทยทำไม่ได้ เพราะกฎหมายเขียนไว้ว่าต้องมีการประมูล แต่บทเรียนที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเมื่อราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีโอเปอเรเตอร์รายไหนมีความสามารถในการลงทุน ยิ่งเฉพาะเรื่อง 5G โอเปอเรเตอร์มองถึงเรื่องการลงทุนสูงแต่การคืนทุนไม่คุ้ม รัฐต้องมีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิด จึงต้องหาวิธีในการจัดสรรคลื่นที่ดีที่สุด
       
       ดังนั้น กสทช.จะช่วยสนับสนุนเพื่อให้ 5G เกิดในประเทศไทย คลื่นความถี่ต้องมีราคาเริ่มต้นที่ถูกลง และเปิดประมูลคลื่นความถี่หลายคลื่นพร้อมกัน ทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง โดยประเมินราคาจากทั่วโลก ซึ่ง กสทช.ยังมีเวลาคิดอีก 2 ปี
       
       ยกตัวอย่าง ประเทศเกาหลีใต้ ประมูล 5G ในรูปแบบที่นำคลื่นความถี่ย่านสูง คือ คลื่นความถี่ 28 GHz มาประมูลพร้อมกับคลื่นความถี่ย่านกลาง คือ คลื่นความถี่ 3.5 GHz โดยราคาย่านสูง ราคาอยู่ที่ 6,100 ล้านบาทต่อ 800 MHz และย่านกลาง ราคาอยู่ที่ 36,000 ล้านบาทต่อ 100 MHz
       
       5G ไม่ควรมีโอเปอเรเตอร์เป็นเจ้าของ เพราะคลื่นที่ใช้ต้องผสมผสานกัน คนประมูลก็เป็นคนมีใบอนุญาตประเภทที่สาม การประมูลต้องกำหนดราคาที่ถูก ซึ่งต้องศึกษาราคาอีกครั้งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครมีเงินลงทุน เท่ากับว่าเราจะไม่ทันประเทศอื่น เรื่องนี้รัฐบาลจะต้องแทรกแซง เพราะอินเทอร์เน็ตจะเป็นเหมือนน้ำ ไฟ มันจะแพงไม่ได้
       
       ***เรียกคืนคลื่นเพื่อง่ายต่อการจัดสรร
       
       เมื่อ 5G คือการผสมผสานระหว่างคลื่นต่ำ กลาง และสูง ที่ กสทช.คาดว่าจะจัดประมูลพร้อมๆ กันนั้น ทำให้ กสทช.ต้องเร่งเดินหน้าเรียกคืนคลื่นและเยียวยาคลื่นตามกฎหมาย โดยขั้นตอนจะมีการเรียกคืนทีละคลื่นที่เห็นว่าเหมาะสมจะนำมาประมูล ขณะที่การเยียวยาก็มีขั้นตอนการศึกษามูลค่าคลื่น และมีคณะกรรมการในการพิจารณาเป็นลำดับขั้น
       
       การเรียกคืนคลื่นนั้น กสทช. จะพิจารณา 3 กรณี คือ คลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ คลื่นความถี่ที่ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า และคลื่นความถี่ที่นำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น โดย กสทช.ใช้หลักการในการกำหนดการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนในการเรียกคืนคลื่น 2 ส่วน คือ 1.ผลประโยชน์ทางตรง คือ ประโยชน์ที่ผู้ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่จะได้รับและคาดว่าจะได้รับหากไม่มีการเรียกคืนคลื่น ซึ่งประกอบด้วย รายได้ของผู้ประกอบการทั้งที่ได้รับอยู่แล้ว และคาดว่าจะได้รับในอนาคต รวมไปถึงต้นทุนที่ลดลง เป็นต้น และ 2.ผลประโยชน์ทางอ้อม คือ ประโยชน์ส่วนเพิ่มที่เกิดจากการใช้บริการที่นำคลื่นความถี่ที่ถูกเรียกคืนไปใช้งาน เช่น รายได้ของบริการที่เป็นผลจากการนำบรอดแบนด์ไปใช้ประโยชน์
       
       กสทช.จะพิจารณาเรียกคืนคลื่นความถี่ก็ต่อเมื่อมีการประเมินผลประโยชน์ต่อสังคมของการเรียกคืนคลื่นความถี่มีค่ามากกว่าประโยชน์ทางสังคม ก่อนการเรียกคืนคลื่นความถี่รวมกับต้นทุนในการเรียกคืนคลื่นความถี่
       
       ทั้งนี้ กสทช.จะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาและเสนอความเห็นต่อ กสทช.เกี่ยวกับการกำหนดวิธีการและเงื่อนไขเพื่อทดแทน ชดใช้ และจ่ายค่าตอบแทนสำหรับผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ ซึ่งคณะอนุกรรมการประกอบด้วย เลขาธิการ กสทช.เป็นประธาน และมีกรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
       

       

       ฐากร กล่าวว่า คลื่นความถี่ที่จะเรียกคืน เช่น คลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz จำนวน 90 MHz ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) คลื่นย่าน 3400-3800 MHz จำนวน 180 MHz และคลื่นย่าน 26-28 GHz จำนวน 3 GHz ซึ่งปัจจุบันอยู่กับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)
       
       แต่ปัญหาก็ยังคงติดอยู่ที่ไทยคม เพราะแม้ว่า กสทช.จะมีอำนาจทางกฎหมายในการเรียกคืนคลื่น แต่ไทยคมก็คือผู้รับใบอนุญาตจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จึงต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงดีอีว่าจะหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไร
       
       *** เริ่มทดสอบ 5G ปีหน้า
       
       แน่นอนว่าก่อนที่จะทำให้เกิดเทคโนโลยี 5G จำเป็นต้องมีการทดสอบก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้กับอุปกรณ์ใดได้บ้าง ราคาแพง หรือถูก และที่สำคัญคือต้องไม่รบกวนกับคลื่นเดิมที่ถูกใช้งานอยู่ ซึ่งในแต่ละแอปพลิเคชันอาจต้องการคลื่น และประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน
       

       กสทช.จึงได้ลงนามความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนแนวทางในการสนับสนุนให้เกิดการใช้งานเทคโนโลยีสื่อสาร 5G ในทั้ง 2 ประเทศ รูปแบบการประยุกต์ใช้งานรูปแบบใหม่ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงประสบการณ์ในการทดสอบภาคสนามเพื่อวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคก่อนการวางโครงข่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะสามารถนำมาพิจารณาปรับใช้กับประเทศไทยได้
       
       และไม่ได้จำกัดแค่เทคโนโลยีในประเทศญี่ปุ่น แต่จะเดินหน้าลงนามความร่วมมือกับยุโรปและจีนด้วยเพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสมต่อประเทศไทยมากที่สุด โดยอาจจะใช้สถานที่ กสทช.ปรับเป็นพื้นที่ในการทดสอบซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับความร่วมมือจากโอเปอเรเตอร์ เวนเดอร์เครือข่ายและอุปกรณ์มากน้อยแค่ไหน
       
       ขณะที่กระทรวงดีอีเองก็มีแผนในการใช้พื้นที่ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์ ที่ ศรีราชา เป็นสนามทดสอบ โดยต้องเริ่มทดสอบภายในปีหน้า หากประเทศไทยต้องการผลักดันให้เกิด 5G ในไทยปี 2563
       
       *** เฝ้าระวังแรงงานตกงาน
       
       นอกจากเรื่องการเตรียมคลื่นให้พร้อมกับการไปสู่เทคโนโลยี 5G แล้ว ฐากร กล่าวว่า ถึงเทคโนโลยีจะก้าวหน้าแค่ไหน แต่ต้องไม่ทิ้งคนข้างหลังไว้ด้วย เพราะเมื่อเทคโนโลยีมา การใช้หุ่นยนต์ หรือแอปพลิเคชันมาช่วยในการทำงานจะทำให้แรงงานโดยเฉพาะแรงงานภาคการผลิตตกงานหรือไม่ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง
       

       

       จากการประชุมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) พบว่า การเข้ามาของ 5G นั้น จะทำคนตกงาน 10-30% แม้จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคน แต่กับคนอายุมากจะสามารถทันเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น รัฐบาลต้องหาแนวทางในการดูแลรายได้ให้แก่คนกลุ่มนี้ด้วย
       
       เมื่อ 5G เข้ามาในไทยจะกระทบภาคการผลิตใน 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1.ภาคการผลิต ที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหมวดใช้แรงงานถึง 30-40% 2.ภาคการเงินการธนาคาร โดยธนาคารจะต้องปิดตัวลงเรื่อยๆ และ 3.ภาคการแพทย์ สาธารณสุข ที่จะต้องปิดตัวลงเช่นกันเพราะสามารถใช้เทคโนโลยีในการรักษาทางไกลได้ นอกจากนี้ภาคการท่องเที่ยวก็จะโดนกระทบเช่นกัน
       
       หาก 5G ไม่มา ก็จะกระทบต่อการส่งออก แต่เมื่อมาแล้วก็กระทบแรงงาน เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเตรียมรับมือกับเรื่องนี้ เพราะคนอายุมากจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน ที่ผ่านมา กสทช.ก็ใช้เงิน USO ในการพัฒนาทักษะให้บุคลากรซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้บรรจุเรื่องการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล ลงในแผนพัฒนาประเทศ 5 ปี ด้วย เรื่องนี้ต้องคิดพร้อมกัน เพราะทั่วโลกก็กังวล เราก็ต้องรับมือให้ได้
       

       
คำสำคัญ : กสทช, 5G

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้