ดัน “สตาร์ทอัปอีโคซิสเตมส์” เป้าหมายของ “ทรูอินคิวบ์” ที่โยงถึงซีพี

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เมื่อการมาของ Digital Disruption กลายเป็นสิ่งที่หลายองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ต้องเตรียมรับมือ และเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่าง “ซีพี” ที่เกี่ยวเนื่องมาถึง “กลุ่มทรู”
       

       เนื่องจากที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มซีพี มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อปรับองค์กรให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยตั้งแต่ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ขึ้นมานั่งเป็นกรุ๊ปซีอีโอ ก็มีการดึงผู้บริหารจากองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาเสริม
       
       ทั้งการดึง “เอลิซาเบธ ซู” เข้ามาเป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี รวมถึง “จอห์น เจียง” มาเป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายดิจิทัล เพื่อให้องค์กรอย่างซีพี เตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ในยุคใหม่ของธุรกิจที่มีการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และบรรดาสตาร์ทอัปเข้ามาช่วยขับเคลื่อน
       
       การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลมาถึงกลุ่มทรู ที่มีการตั้งหน่วยธุรกิจนวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อให้บริการดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นทรูไอดี ทรูพอยต์ และทรูมันนี่ ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจเดิมอย่างทรูวิชันส์ เข้ามาสู่ยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีการรับชมคอนเทนต์ผ่านสมาร์ทโฟนมากขึ้น TrueID ก็จะเข้ามารองรับในจุดนี้
       
       ไม่ใช่แค่ในฝั่งของคอนซูเมอร์ (B2C) เท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่รวมไปถึงในฝั่งขององค์กรธุรกิจ (B2B) ทางกลุ่มทรู ก็มองเห็นศักยภาพในการให้บริการ IoT ที่ปัจจุบันวางโครข่ายครอบคลุมแล้วทั่วประเทศ พร้อมกับการนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคมาใช้งาน เพื่อช่วยส่งเสริมธุรกิจให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น
       

       ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงโครงการ True Incube Incubation & ScaleUp Program Batch 5 - Startup Grand Prix ในปีนี้ นอกจากจะมีโปรแกรมเสริมความรู้ เชื่อมโยงตลาด และเติมเต็มสิ่งที่ขาดให้กับสตาร์ทอัปแล้ว ยังมีการเพิ่มมุมมองในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เพิ่มมาในปีนี้ และเป็นแนวคิดหลักของโครงการที่จะเสริมสร้างศักยภาพในการทำธุรกิจระดับภูมิภาคให้กับสตาร์ทอัปไทย เพื่อให้สามารถวางแผนธุรกิจขยายตลาดขนาดใหญ่ขึ้นได้
       
       “ตอนนี้เห็นชัดเจนว่า สตาร์ทอัปไทยมีศักยภาพมาก โดยเฉพาะการมีจิตวิญญานความเป็นผู้ประกอบการ และมีความมุ่งมั่นที่ดีอยู่แล้ว สิ่งที่จะเติมเต็มได้ คือ การให้โอกาสสตาร์ทอัปเดินทางมาศึกษาดูงานในแต่ละประเทศว่า บริษัทต่างๆ ที่วันหนึ่งเคยเป็นสตาร์ทอัป และสามารถเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้นั้น เขามีการใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบสำคัญเสมอ”
       
       การที่สตาร์ทอัปได้เห็นกระบวนการสร้างนวัตกรรม และความรวดเร็วในการพัฒนาปรับปรุง สินค้า และบริการใหม่ ทำให้มั่นใจว่า สตาร์ทอัปไทยจะได้รับประสบการณ์อันมีค่าจากการศึกษาดูงานตลอดโครงการนี้
       
       ***เรียนรู้จากความผิดพลาด สู่ก้าวใหม่
       
       ขณะเดียวกัน ในส่วนธุรกิจใหม่ของทรู ก็จะมีส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยส่งเสริมอีโคซิสเตมส์ให้แก่บรรดาสตาร์ทอัปในประเทศไทย โดยที่ผ่านมา มีการคัดเลือกสตาร์ทอัปทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงมีการลงทุนไปแล้วในระดับพันล้านบาท
       
       โดยในยุคแรกของทรูอินคิวบ์ จะเริ่มตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีไอเดีย หรือมีแนวคิดทางธุรกิจที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริม นำเสนอไอเดีย และทางกลุ่มทรู เข้าไปลงทุน ก่อนที่ในปีที่ผ่านมา หันมาจัดเป็นรายการส่งเสริมสตาร์ทอัปทางช่องโทรทัศน์ เพื่อเปิดโอกาสเหล่านักลงทุนที่สนใจได้เจอกับสตาร์ทอัปมากขึ้น
       

       

       ทำให้ในช่วงหลังของทรูอินคิวบ์ คือ การนำองค์ความรู้ในการทำธุรกิจของบรรดาสตาร์ทอัประดับโลกมาให้คนไทยได้เรียนรู้ แต่ก็พบว่า พอเป็นการถ่ายทอดทางทีวี กลับมีกลุ่มผู้ที่สนใจเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
       
       กลายเป็นว่าในช่วง 4 ปีแรกที่ทำทรูอินคิวบ์ ในประเทศไทย มีสตาร์ทอัปที่ได้รับการสนับสนุนไปกว่า 20 ทีม แต่มีเพียง 4-5 ทีมเท่านั้น ที่สามารถเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง และมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ต้องกลับมาคิดใหม่ว่า การสนับสนุนสตาร์ทอัปที่แท้จริงควรจะเป็นอย่างไร
       
       ***ปรับ ทรู อินคิวบ์ เชื่อมสตาร์ทอัปสู่ตลาดอาเซียน
       
       พอมาเป็นปีที่ 5 หรือในปีนี้ ทรูอินคิวบ์ จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ในการคัดเลือก โดยเลือกจากสตาร์ทอัปที่ปัจจุบันมีธุรกิจอยู่แล้ว และเห็นว่ามีโอกาสที่กลุ่มทรู หรือซีพี จะเข้าไปช่วยส่งเสริมให้ขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาคได้
       
       เป้าหมายของการสนับสนุนสตาร์ทอัปในปีนี้ คือ ต้องการให้ปรับแนวคิดในการเข้าหาลูกค้าของกลุ่มสตาร์ทอัป จากเดิมที่เน้นให้บริการในประเทศ มาเป็นการเข้าถึงฐานตลาดขนาดใหญ่กว่า 600 ล้านคนในภูมิภาคอาเซียน ที่กลุ่มทรู เข้าไปลงทุนอยู่แล้ว
       
       โดยในปีนี้มี 5 ทีมที่ทรู จะเข้าไปลงทุน และถือหุ้นไม่เกิน 10% เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในธุรกิจมากที่สุด พร้อมปรับวิธีการเทรนสตาร์ทอัป ด้วยการเปิดโอกาสให้ได้ไปศึกษาดูงานในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในแต่ละประเทศ
       
       ดังนั้น ทรู อินคิวบ์ เน้นในปีนี้ คือ การกลับมาเป็นผู้ร่วมผลักดันให้เกิดสตาร์ทอัปอีโคซิสเตมส์ ด้วยการใช้คอนเนคชันที่กลุ่มซีพี และทรูมี มาช่วยจับคู่พันธมิตรทางธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัป เช่นเดียวกับการนำบริการของสตาร์ทอัปที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาส่งเสริมบริการในกลุ่มทรู รวมไปถึงซีพีด้วย
       

       “ทรู อินคิวบ์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอีโคซิสเตมส์ที่เหมาะสม ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของสตาร์ทอัปที่จะมาสร้างธุรกิจใหม่ๆ และสร้างคุณค่าในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก ทรู อินคิวบ์ จะมุ่งมั่นสร้าง startup ecosystem เคียงคู่สตาร์ทอัปทุกคนอย่างมุ่งมั่น และยั่งยืน”
       
       ***สู่ 5 ทีม StartUp Grand Prix
       
       สำหรับ 5 ทีมที่ทรู อินคิวบ์ คัดเลือกเข้ามาร่วม ประกอบไปด้วย สตาร์ทอัปใน 5 สาย คือ แพลตฟอร์มในการหาตั๋วท่องเที่ยวราคาถูก แพลตฟอร์มเก็บข้อมูลสัตว์ แพลตฟอร์มนำสินค้าแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดโลก แพลตฟอร์มหาคู่ และโดรนเพื่อการเกษตร
       
       เริ่มกันที่ 1. ช้างทิกเก็ต (Changtrixget) ที่ปัจจุบันให้บริการค้นหาเที่ยวบิน และที่พักราคาถูก ที่มีผู้ติดตามบนเพจเฟซบุ๊กกว่า 1 ล้านราย ที่มีการลงทุนระบบในการเก็บข้อมูลผู้ใช้เป็นบิ๊กดาต้า ก่อนนำมาวิเคราะห์เพื่อใช้งานต่อไป พร้อมกับการขยายตลาดไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามในอนาคต
       
       โดยการขยายตลาดของช้างทิกเก็ต สู่ต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เข้ามาร่วมในโครงการทรูอินคิวบ์ ที่ช่วยเชื่อมเข้ากับพันธมิตรในแต่ละท้องถิ่นให้สามารถเปิดตลาดในภูมิภาคอาเซียนได้ ส่วนในประเทศไทย ช้างทิกเก็ต ได้เชื่อมต่อคอนเทนต์เข้ากับทางทรู ไอดี ที่เป็นช่องทางในการเข้าถึงคอนเทนต์รูปแบบใหม่ของกลุ่มทรู ที่มีฐานลูกค้ากว่า 15 ล้านคน
       
       ถัดมา คือ 2. DRX ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการสถานพยาบาลสัตว์ครบวงจร ที่ปัจจุบันมีการเก็บข้อมูลสัตว์จากโรงพยาบาลสัตว์ขนาดใหญ่ และคลินิกสัตว์ครอบคลุมประมาณ 10% ที่นำไปใช้ ทำให้ปัจจุบันมีข้อมูลสัตว์ที่ลงทะเบียนอยู่ในระบบแล้วกว่า 3 ล้านตัว โดยในอนาคต มีแผนที่ขยายไปเป็นซอฟต์แวร์บริหารจัดการสินค้า และแพลตฟอร์มเชื่อมโยงเจ้าของสัตว์กับโรงพยาบาลสัตว์
       
       ในจุดนี้ การที่ DRX มีข้อมูลของสัตว์ทั่วประเทศ ทำให้ในอนาคตสามารถนำสินค้าภายในกลุ่มซีพี มาร่วมทำตลาด รวมไปถึงการนำโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลอย่างการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของทรูออนไลน์ เข้าไปนำเสนอร่วมกับทาง DRX ในการติดตั้งระบบภายในคลินิกได้
       
       3. ShopJJ เป็นสตาร์ทอัปที่ผู้ก่อตั้งมาจากสิงคโปร์ ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่นำสินค้าแบรนด์ไทยไปขายในตลาดโลก ด้วยการเปิดโอกาสให้แบรนด์ที่สนใจ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเข้ามาทำตลาด พร้อมให้คำปรึกษาในการทำตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับทาง DHL และไปรษณีย์ไทย ในการทำระบบจัดส่งสินค้าไปทั่วโลก
       
       ทำให้กลุ่มทรู สามารถนำบริการอย่างระบบชำระเงินผ่านทรูมันนี่ หรือการนำทรูพอยต์ เข้าไปร่วมกับร้านค้าที่อยู่ภายใน ShopJJ ทำส่วนลดพิเศษให้แก่ลูกค้าในกลุ่มทรู ได้ และถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีโอกาสเติบโตในตลาดโลกเพิ่มขึ้น
       

       

       ตามมาด้วย หนึ่งในแอปพลิเคชันยอดฮิตของคนไทย ที่ได้รับความนิยมจากฐานผู้เข้าใช้งานเกือบ 1 ล้านราย 4. KooUp แอปพลิเคชันหาคู่ที่มีการนำเรื่องของการผูกดวงเข้ามาช่วย ที่ปัจจุบันเริ่มขยายตลาดออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น
       
       เมื่อได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการทรูอินคิวบ์ ก็ช่วยเปิดโอกาสให้สามารถขยายฐานลูกค้าไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น พร้อมไปกับการที่กลุ่มทรู มีแผนนำ KooUp เข้ามาช่วยผลักดันคอนเทนต์เกี่ยวกับความรัก และสุขภาพของทรูไอดี จึงกลายเป็นอีกการลงทุนที่เห็นผลได้ชัดเจน
       
       สุดท้าย 5. ฟลิง (Fling) สตาร์ทอัปที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องโดรน ที่ปัจจุบันให้บริการปรึกษา และออกแบบในการนำโดรนไปใช้งาน ในหลายๆ อุตสาหกรรม และจะเป็นสตาร์ทอัปที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต เนื่องจากเริ่มมีการนำโดรนไปใช้งานในหลายๆ ภาคส่วน
       
       แน่นอนว่าการเข้าไปสนับสนุนฟลิง ของทรูอินคิวบ์ มีโอกาสที่จะนำเทคโนโลยีโดรนไปใช้งานภาคการเกษตรของกลุ่มซีพี ต่อเนื่องไปจนถึงการนำโดรนไปใช้ในการส่งสินค้า และบริการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
       

       

       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้