กฎหมายไซเบอร์สะดุด มีแก้หลายจุด หวั่นเสร็จไม่ทันรัฐบาลชุดนี้

ผู้จัดการออนไลน์

       

       นักวิชาการ-นักกฎหมาย แสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายไซเบอร์ ชี้อำนาจรัฐ-เนื้อหากฎหมายกว้างเกิน ประชาชนไม่สามารถขัดขืนได้ แนะปรับให้เข้ากับหลักสากล และไม่ขัดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เตรียมเสนอร่างฯ คู่ขนานต่อ รมว.ดีอี เพื่อนำไปปรับใช้ หวั่นไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ ด้าน “สุรางคณา” น้อมรับนำไปแก้ปัญหาทั้งในชั้นกฤษฎีกา และ สนช.ยังมีความหวัง เร่งผ่านถึง สนช.กลาง ธ.ค.นี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ก่อนการเมืองเปลี่ยน
       

       นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวในงานราชดำเนินเสวนา หัวข้อ อันตรายกฎหมายไซเบอร์...? จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ ว่า ร่างพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยหลักการเป็นกฎหมายที่ดีเพราะต้องการมาคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยของประเทศ
       
       หากเกิดภัยคุกคามจะมีหน่วยงานเข้ามาดูแล และมีขั้นตอนการดําเนินการที่ชัดเจน ผู้ร่างฯ ได้นําตัวแบบมาจากกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ แต่นำมาปรับใช้เพียง 20% แค่คำนิยามเท่านั้น นอกนั้นมีการสอดไส้เนื้อหาที่น่ากังวลอยู่ถึง 80%
       
       ประเด็นที่น่าห่วง คือ การให้อำนาจแก่หน่วยงาน (สำนักงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ) ค่อนข้างมาก โดยไม่มีกระบวนการทางศาล หรือ การอุทธรณ์ ขณะที่กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ของสิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกาสามารถทำได้จึงอาจจะเป็นช่องโหว่ให้รัฐบาลใช้อํานาจเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือเรื่องที่การเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ร่างฯ ไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าเรื่องใดที่อยู่ในข่ายขัดต่อความมั่นคงของรัฐ
       
       ร่างกฎหมายมีขอบเขตกว้างเกินไป ครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ครอบคลุมไปถึงโซเชียลมีเดียด้วย โดยหากพบว่าเว็บไซต์ใดมีเนื้อหาขัดต่อความมั่นคงจะสามารถใช้อำนาจให้เปิดเผยข้อมูลได้ทันที
       
       อีกทั้งร่างฯ ไม่เปิดช่องให้ผู้ถูกกล่าวหาและเรียกข้อดูข้อมูลใช้ข้ออ้างว่า ข้อมูลเป็นความลับส่วนบุคคล หรือความลับทางการค้า ซึ่งมีข้อตกลงรักษาความลับอยู่จะเปิดเผยไม่ได้ หากกฎหมายมีผลบังคับใช้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจและความน่าเชื่อถือของลูกค้า
       
       นอกจากนี้ ร่างฯ เปิดช่องให้สํานักงานฯ ร่วมทุนกับเอกชน และสามารถจัดเก็บรายได้ได้ ประเด็นนี้อาจจะขัดต่อหลักการการค้าเสรี เพราะโดยหลักการรัฐไม่ควรแทรกแซงกิจการของเอกชน บทเฉพาะกาลมอบหมายสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เป็นผู้รักษาการสำนักงานฯ ระหว่างการจัดตั้ง
       
       ขณะที่ ETDA ต้องดูแล พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ พ.ร.บ.การยืนยันตัวตนเพื่อทำธุรกรรม เท่ากับ ETDA เป็นหน่วยงานเดียวที่ดูแลข้อมูลของประชาชนทั้ง 75 ล้านคน แต่มีอํานาจในการไปขอข้อมูลของของเอกชน สามารถร่วมมือกับเอกชน จึงไม่เหมาะสม นอกจากนี้ โครงสร้างของ ETDA อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการรับภารกิจที่ต้องดูแลตามกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งในต่างประเทศหน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์จะมีความเป็นอิสระจากรัฐ
       
       ดังนั้น ตนเอง และคณะกรรมการจะร่วมประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี เพื่อเสนอความเห็นและความเป็นห่วงร่างกฎหมาย จากนั้นจะทําร่างคู่ขนานที่เป็นของประชาชน โดยรวบรวมความเห็นของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอกระทรวงดีอี ผ่านไปถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยร่างคู่ขนานมุ่งให้กฎหมายนี้ดีขึ้น ซึ่งโดยปกติการแก้กฎหมายต้องใช้เวลา 4 เดือน และกฎหมายนี้ไม่ใช่กฎหมายเก่าที่เคยทำมาแล้วและค้างอยู่ แต่กลับเป็นกฎหมายคนละฉบับ จึงถูกคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตีกลับ ดังนั้น จึงไม่มั่นใจว่าจะทันในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่
       
       ขณะที่ นายคณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เขียนกว้างเกินไป เพราะคนบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่คนเขียนกฎหมาย เขาก็ต้องตีความตามเนื้อหากฎหมายที่ปรากฏ ตนเองมีความกังวลเรื่องมาตรา 43 แม้ว่านิยามกฎหมายจะชัดเจนว่า การโพสต์ด่ารัฐบาลไม่ใช่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ก็ตาม แต่มาตรา 43 ระบุว่า กฎหมายจะควบคุมภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กระทบหรือเกิดแก่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ
       
       โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ประกอบด้วย ความมั่นคงของรัฐ ด้านบริการภาครัฐที่สำคัญ ด้านการเงินการธนาคาร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม ด้านขนส่งและลอจิสติกส์ ด้านพลังงานและสาธารณูปโภค และ ด้านสาธารณสุขนั้น ต่างก็มีเอกชนเกี่ยวข้อง
       
       ประกอบกับกฎหมายให้อำนาจเลขาธิการ ของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่สามารถเรียกดูข้อมูลได้ หากมีภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยไม่ต้องมีหมายศาลแล้วนั้นควรทำหรือไม่ ซึ่งในมาตรา 58 เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงทรัพย์สินสารสนเทศ ทำสำเนากับผู้ที่ถูกสงสัยได้ทันที ดังนั้น คนธรรมดาที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็อาจจะเข้าข่ายนี้ด้วย
       
       ด้าน นายเจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้ากลุ่มวิชาการ คณะทำงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า เมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย หลายหน่วยงาน ดังนั้น หน่วยงานที่จะมาดูแลต้องทำหน้าที่ประสานกับทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และระหว่างประเทศ เพื่อให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น เพราะจากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาเวลามีภัยคุกคามทางไซเบอร์ในวงการโทรคมนาคม ก็จะเห็นว่ามีการเรียกตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆมาประชุมทุกครั้งที่มีเรื่อง จึงกังวลว่าหน่วยงานรัฐหากทำเองจะมีองค์ความรู้หรือไม่ และกฎหมายไม่ควรมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพในโลกอินเทอร์เน็ต ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการปิดกั้นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย
       

       อย่างไรก็ตาม นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า ทุกความเห็นที่หลายฝ่ายกังวล เห็นด้วยและสามารถแก้ไขได้ในชั้นกฤษฎีกา ไปจนถึง สนช.ซึ่งหากจะให้กฎหมายเสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้ต้องสามารถนำร่างฯ เข้า สนช.ให้ได้ภายในกลางเดือน ธ.ค.นี้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.ปีหน้า
       
       ทั้งนี้ เจตนารมณ์ของกฎหมายมีเจตนาดี แต่ในข้อความของกฎหมายอาจจะทำให้เข้าใจผิดและตีความไปได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว เมื่อมีการใช้อำนาจของรัฐ การทำงานมักทำคู่กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ดังนั้น ในการขออำนาจศาลก็เช่นกัน ซึ่งสามารถอุทธรณ์ตามกฎหมายฉบับอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องเขียนลงไปในกฎหมายเดียวกันทั้งหมด หากเลขาฯ ทำงานมิชอบก็สามารถเอาผิดตามกฎหมายอาญาได้
       
       ส่วนประเด็นที่ ETDA ต้องทำหน้าที่รักษาการเป็นสำนักงานไซเบอร์ไปก่อนนั้น เนื่องจากมีความเป็นห่วงว่าระหว่างการตั้งสำนักงานขึ้นจะไม่มีใครดูแล จากประสบการณ์ตั้งสำนักงาน ETDA ก็ใช้เวลากว่า 1 ปี กว่าจะตั้งสำนักงานได้ รัฐบาลจึงมอบหมายให้ ETDA ทำหน้าที่แทนไปก่อน แต่ ETDA จะเร่งทำเรื่องขอจัดตั้งสำนักงานของจริงให้ภายใน 3 เดือนนับจากที่กฎหมายมีผลให้จัดตั้งสำนักงาน และที่ผ่านมา ETDA ก็แก้กฎหมายร่วมกับกระทรวงดีอี และกฤษฎีกามีการรายงานความคืบหน้าให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงทราบอย่างต่อเนื่อง
       

ข่าวยอดนิยม