เจาะลึกทีมพัฒนา เบื้องหลังความสำเร็จซัมซุง

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เผยมุมมองการพัฒนาด้านนวัตกรรมจากทีมพัฒนามือหนึ่งที่ส่งให้ซัมซุง ประสบความสำเร็จขึ้นสู่แบรนด์ชั้นนำได้ในเวลาไม่นาน ภายใต้แนวคิด “ซัมซุงจะพัฒนาสิ่งที่ผู้บริโภคใช้ได้จริงมากกว่าวิ่งตามนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดเวลา” นับเป็นบทพิสูจน์ที่ส่งผลให้ Note 9 และ กาแลคซี่ วอตช์ เรียกเสียงตอบรับจากแฟนคลับซัมซุงได้เป็นอย่างดี พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่บนเทคโนโลยี 5G เป็นหลัก
       

       การก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีมงานที่อยู่เบื้องอย่างทีมวิจัย พัฒนา เพื่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งต้องสอดคล้องกับทีมการตลาด อีกทั้งมุมมองของการก้าวเดินไปข้างหน้าสำคัญไม่แพ้กัน
       
       ซัมซุง เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สร้างความหวือหวาในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายเบอร์หนึ่งในตลาด เห็นได้ชัด ปรากฏการณ์ใหม่จากการเปิดตัว “note 9” ฮือฮาอย่างมาก “S Pen” ปากกาถ่ายรูปได้ ถูกใจ นักเซลฟีอย่างมาก เบื้องหลังความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากทีมงานนวัตกรรมดีไซน์ ที่เป็นผู้พัฒนาให้โปรดักต์ของซัมซุงส่งถึงมือผู้บริโภคได้อย่างถูกใจ
       
       ** เราอยากให้สิ่งที่ผู้บริโภคอยากได้
       
       Hark-sang Kim, Head of Visual R&D Team แผนก Mobile Division บริษัท Samsung Electronic ผู้ดูแลการออกแบบ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตของซัมซุง โดยมีผลงานเป็นผู้ออกแบบ S1, S2 ตลอดจน Tab รุ่นที่บางที่สุดของซัมซุงมาแล้ว กล่าวว่า สิ่งที่ซัมซุงกำลังทำอยู่ขณะนี้เป็นการสวนทางกับแนวคิดของแบรนด์อื่นที่พยายามนำเสนอสิ่งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ให้ผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา โดยไม่คำนึงว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้จริงในชีวิตประจำวันหรือไม่ แต่ซัมซุงจะมองความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลักว่าในชีวิตต้องการฟังก์ชันใช้งานอย่างไร แล้วจึงนำเสนอสิ่งเหล่านั้นให้ผู้บริโภค
       

       การพัฒนาเทคโนโลยีหน้าจอสมาร์ทโฟนของซัมซุงจะอยู่บนพื้นฐานที่สำคัญ คือ การคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภค และแนวโน้มของตลาดเป็นหลัก โดยพบว่าผู้บริโภคมีความต้องการสมาร์ทโฟนที่ให้ภาพคมชัด ความละเอียดสูง แสดงสีสันสมจริงดั่งตาเห็น หนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของซัมซุง คือการนำเทคโนโลยีจอภาพ AMOLED มาใช้ในสมาร์ทโฟน เป็นการยกระดับการแสดงผลของสีที่คมชัด เสมือนจริง ทั้งยังมีรูปแบบการดีไซน์ที่บางลง และช่วยประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น
       
       การที่สีภาพมีความคมชัด เสมือนจริงของหน้าจอ AMOLED เพราะสามารถแสดงเฉดสีได้หลากหลาย คมชัด เนื่องจากมีโทนสีที่กว้าง เมื่อเทียบกับจอ LCD แล้วมีโทนสีที่กว้างกว่าถึง 1.3 เท่า สีที่แสดงผ่านจอภาพจึงมีความคมชัด เสมือนสีจริงแทบจะทุกประการ
       

       ในส่วนของการประหยัดพลังงาน ด้วยเทคโนโลยีจอภาพ AMOLED สามารถควบคุมการจ่ายแสงไฟให้แต่ละพิกเซล และเรืองแสงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งไฟ Backlight จึงใช้พลังงานเพียง 70% เมื่อเทียบกับจอ LCD ทั่วไป
       
       ด้านดีไซน์ที่บางลงเป็นคุณสมบัติของการเปล่งแสงด้วยตัวเองของจอ AMOLED ช่วยให้ดีไซน์ของหน้าจอเรียบง่ายและบางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การที่สมาร์ทโฟนมีหน้าจอใหญ่ขึ้น ย่อมเกิดความท้าทายในด้านการทำงานของแบตเตอรี ซัมซุงจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิภาพของแบตเตอรีเป็นอย่างมาก
       
       อีกหนึ่งในความสำเร็จคือการพัฒนานวัตกรรมหน้าจอโค้งและหน้าจอไร้ขอบของสมาร์ทโฟน ฟีเจอร์ต่างๆ ได้แก่ “Outdoor View Enhancement” หรือโหมดกลางแจ้ง ช่วยปรับความสว่างของหน้าจออัตโนมัติ ทำให้มองจอได้ชัดขึ้นแม้อยู่ในที่กลางแจ้ง หรือ “Always on Display” แสดงข้อมูลบนหน้าจอตลอดเวลา แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะเปลืองแบตเตอรี เพราะหน่วยประมวลผลนั้นอยู่ในโหมดพักเครื่อง (Sleep) ผู้ใช้สามารถดูเวลาไปจนถึงการแจ้งเตือนต่างๆ ได้บนหน้าจอได้โดยแทบจะไม่ต้องจับโทรศัพท์
       

       

       ผู้บริหารซัมซุง กล่าวว่า ในช่วงแรกที่โทรศัพท์มือถือผนวกกล้องไว้ในตัวเครื่อง เพื่อเรียกความสนใจจากผู้บริโภค ซัมซุง มองว่า ความน่าสนใจมากที่สุด คือ กล้องมีกี่พิกเซล ถึงแม้จะถ่ายรูปด้วยกล้องที่มีขนาดเล็กกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ภาพที่ถ่ายออกมาจะต้องคมชัด และมีขนาดใหญ่เหมือนกับกล้องถ่ายรูปทั่วไป
       
       การให้ความสำคัญกับพิกเซลได้ถูกแทนที่ด้วยความต้องการโทรศัพท์ที่ให้ภาพถ่ายที่ชัดเจนเหมือนกับถ่ายจากกล้องช่างภาพมืออาชีพ เทคโนโลยีดังกล่าว ประกอบด้วย Dual OIS, Dual Pixel และ MF Noise Reduction
       
       “การใช้กล้อง DSLR ในการถ่ายภาพสำหรับกิจกรรมประจำวันที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนมีความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากการใช้กล้องมือถือ พวกเขาต้องการที่จะถ่ายภาพด้วยเทคนิค และเทคโนโลยี ที่มีในกล้อง DSLR และสามารถแชร์ภาพถ่ายเหล่านั้นบนโลกโซเชียล หรือบล็อก ซัมซุงต้องการสร้างประสบการณ์เช่นนั้นให้กับผู้ใช้สมาร์ทโฟน ให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย พกพาได้ง่าย และมีฟีเจอร์การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น”
       

       ซัมซุง พบว่า ผู้ใช้มือถือส่วนใหญ่ถ่ายรูปโดยใช้โหมดอัตโนมัติ ซัมซุงจึงต้องการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถคิดค้นและปรับเปลี่ยนรูปแบบตามพฤติกรรมของผู้ใช้ กล้องถ่ายรูปอัจฉริยะสามารถกำหนดภาพในแบบที่ผู้ใช้ต้องการ โดยดูจากฉากที่ผู้ใช้ถ่ายรูป และสามารถปรับเปลี่ยนองค์ประกอบต่างๆ อย่างเช่นสี และการตัดของสี เพื่อให้ภาพคมชัด และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเพื่อเก็บความประทับใจไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เทคโนโลยี “ตรวจจับข้อผิดพลาด” (Flaw Detection) ของซัมซุง สามารถแจ้งเตือนผู้ใช้ในกรณีที่อาจต้องถ่ายรูปซ้ำเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการถ่ายรูปแต่ละช็อต เช่น มีคนกะพริบตา ภาพเบลอ หรือเลนส์มีรอยเปื้อน
       
       เมื่อถามถึงก้าวต่อไปของซัมซุงว่าจะเป็นในทิศทางไหน Hark-sang Kim กล่าวว่า เรากำลังคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้สมาร์ทโฟนนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ให้กับผู้ใช้ผ่านเลนส์กล้องถ่ายรูป
       
       **อดีตคือบทเรียนที่ต้องจำ และทำอนาคตให้ดีขึ้น
       
       ผู้บริหารซัมซุง กล่าวว่า จากอดีตที่เกิดขึ้นกับ Galaxy Note 7 เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้ทีมวิจัยและพัฒนาของซัมซุง จะมุ่งเน้นที่การพัฒนาความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการผลิตให้มากขึ้นไปอีก เพื่อให้ผู้บริโภค ได้รับผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด
       
       กับคำถามที่ว่า หลายแบรนด์มองว่า ตัวเองเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ซัมซุงมีไม้เด็ดอย่างไรที่จะล้มแบรนด์เหล่านั้น ผู้บริหารซัมซุง คิดว่า ซัมซุงมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยคิดค้นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดอยู่เสมอ เพื่อทำให้ลูกค้ามีชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น มากกว่าจะต้องเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
       
       “เราให้ความสำคัญกับลูกค้าเสมอ โดยแนวทางของเรา คือ เน้นที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอสำหรับเรา”
       

       นับจากนี้ต่อไป จะได้เห็นซัมซุงก้าวล้ำนำหน้าด้านเทคโนโลยี 2 ประการ คือ 1. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม เช่น เทคโนโลยี 5G 2. เทคโนโลยีจากภายนอก เช่น พีซีเทคโนโลยี ที่สามารถนำมาปรับใช้กับโทรศัพท์ได้ เพื่อให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จากสินค้าของซัมซุงได้มากที่สุด
       
       **กาแลคซี่ วอทช์ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
       
       ล่าสุด ซัมซุง เปิดตัวนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะรุ่นใหม่ “กาแลคซี่ วอทช์” (Galaxy Watch) ชูความโดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยแบตเตอรีที่มีอายุการใช้งานยาวนาน รองรับการเชื่อมต่อ LTE ในตัว เป็นผู้ช่วยให้กับทุกช่วงเวลาในชีวิต เหมือนมีเทรนเนอร์ส่วนบุคคลบนข้อมือ
       
       กาแลคซี่ วอทช์ มาพร้อมดีไซน์สุดคลาสสิก เลือกปรับแต่งหน้าปัดนาฬิกาได้หลากหลาย สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ และยังสามารถเปลี่ยนสายนาฬิกาได้ตามต้องการอีกด้วย มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นหน้าปัดขนาด 46 มม. สีเงิน (Silver) และรุ่นหน้าปัด 42 มม. สีดำ (Midnight Black) และสีชมพูโรสโกลด์ (Rose Gold)
       
       “กาแลคซี่ วอทช์ สามารถอยู่ได้นานถึง 80 ชั่วโมงขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟทุกคืน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการโทรศัพท์ เชื่อมต่ออีเมล ฟังเพลง หรือยังคงทำงานอื่นๆ อย่างหลากหลายได้ตลอดทั้งสัปดาห์ ให้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วยการเชื่อมต่อแบบ LTE ในตัว นอกจากนี้ กาแลคซี่ วอทช์ ยังเปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในทุกๆ วัน คอยแสดงผลข้อมูลสำคัญประจำวัน แจ้งเตือนการนัดหมายต่างๆ หรือแม้แต่การพยากรณ์อากาศ และสรุปผลประจำวันก่อนเข้านอน เพื่อให้ผู้ใช้ไม่พลาดทุกช่วงเวลาสำคัญและข้อมูลต่างๆ ตลอดทั้งวัน”
       
       กาแลคซี่ วอทช์ ได้รับการรับรอง ด้านความแข็งแรงทนทานระดับเดียวกับอุปกรณ์ที่ใช้ทางการทหาร (Military-grade durability) หน้าจอทำด้วยกระจก Corning Gorilla Glass DX+ ป้องกันรอยขีดข่วน มีมาตรฐานป้องกันน้ำระดับ 5 ATM จึงสามารถสวมใส่ขณะว่ายน้ำได้ ใช้งานได้ยาวนานไม่ว่าจะในสภาวะไหน
       
       JAEHYUNG HONG Senior Designer Samsung Electronics Mobile Communications Business Design Team ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบกาแลคซี่ วอทช์ ของซัมซุง กล่าวว่า แนวคิดของซัมซุง คือ ไม่ได้แข่งกับคนอื่น แต่แข่งกับตัวเองมากกว่า ปัจจุบันมีหลายแบรนด์เริ่มหันมาพัฒนาสมาร์ทวอตช์ เป็นแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้สร้างผลกระทบกับการทำตลาดหรือการพัฒนาโปรดักต์ของซัมซุงแต่อย่างใด
       

       “ผลิตภัณฑ์ของเรากับผลิตภัณฑ์จากแบรนด์แบรนด์อื่นที่เน้นการเป็นแฟชั่นนั้น จัดว่าเป็นสินค้าคนละประเภท ก่อนที่เราจะเริ่มพัฒนาและดีไซน์ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น เราได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลในตลาด เพื่อมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ซึ่งจุดนี้สร้างความแตกต่างให้กับซัมซุง กับสมาร์ทวอตช์จากแบรนด์แฟชั่นอื่นๆ อยู่แล้ว เชื่อว่าตลาดนี้กว้างมาก ไม่ต่างจากตลาดนาฬิกาดั้งเดิมที่มีโอกาสเติบโตตลอดเวลาในหลายระดับราคา”
       
       ซัมซุงทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง จากหลากหลายกลุ่มอายุ อาชีพ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างประโยชน์สูงสุด ตอบรับทุกความต้องการ นอกจากนี้ เพื่อความแม่นยำของข้อมูล ซัมซุง ยังสำรวจความคิดเห็นจากทั้งกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ของกาแลคซี่ วอทช์ ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม หรือกลุ่มมิลเลนเนียล ที่มีแนวคิดและจุดมุ่งหมายของตัวเอง
       
       ในฐานะนักออกแบบของซัมซุง คือ ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ง่ายดาย และสะดวกสบายต่อผู้บริโภคในทุกๆ วัน รวมไปถึงสร้างสรรค์อุปกรณ์ที่ผู้ใช้สามารถควบคุมฟังก์ชัน และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น
       
       “ที่ผ่านมา ลูกค้ายังไม่คุ้นเคยกับการใช้กาแลคซี วอทช์ แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มคุ้นเคยกับมันมากขึ้น และค้นพบว่าแกแลคซี วอทช์ เป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวัน โดยซัมซุงจะพัฒนาสินค้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น”
       

       กาแลคซี วอทช์ รุ่นใหม่ที่บางลง ผู้บริหารระบุว่า ซัมซุง พยายามโฟกัสที่รายละเอียดอุปกรณ์ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคผ่าน 2 ขนาด คือ รุ่นขนาดใหญ่จะให้ความรู้สึกทะมัดทะแมงเหมาะกับการเล่นกีฬา ขณะที่รุ่นเล็กจะให้ความรู้สึกสวมใส่ง่ายได้ทุกเวลา
       
       “ตลาดรวมนั้นใหญ่ขึ้น คนต้องการฟังก์ชันการทำงานที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละคนมากขึ้น เพื่อให้สามารถใช้งานได้สะดวกสบายมากขึ้น”
       
       จุดขายที่จะทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ กาแลคซี วอทช์ คือ ความสามารถในการปรับแต่งนาฬิกาได้ตามต้องการ และตัวนาฬิกามีกลิ่นอายของนาฬิกาดั้งเดิม ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่เชื่อว่าจะโดนใจผู้ใช้
       
       JAEHYUNG HONG กล่าวทิ้งท้ายว่า ในอนาคต ซัมซุง ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ เหมาะแก่การใช้งานเป็นหลัก
       
คำสำคัญ : Samsung

ข่าวยอดนิยม