CES 2019 เลิกตื่นเต้น "รถไร้คนขับ"?

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เทรนด์แรงเห็นชัดจากงาน CES 2019 พบ "รถยนต์ขับเคลื่อนตัวเอง" เริ่มเป็นจุดสนใจน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ผลิตชิปพร้อมใจการันตีว่าชิปรุ่นต่อไปของตัวเองจะช่วยชุบชีวิตให้อุปกรณ์เกมทำงานได้ลื่นไหลกว่าเดิม ขณะที่เทคโนโลยีในบ้านได้รับความฮือฮามากขึ้น แม้แต่แบรนด์อายุ 180 ปีอย่าง Procter & Gamble ยังเปิดมิติใหม่เข้าร่วมงาน CES เป็นปีแรก
       

       เจนเซ่น หวาง (Jensen Huang) ซีอีโอบริษัทชิปดังอย่างเอ็นวิเดีย (Nvidia) เป็นหนึ่งในผู้ที่ตอกย้ำภาวะของการเลิกตื่นเต้นกับรถขับเคลื่อนตัวเอง โดยซีอีโอ Nvidia ได้รับเสียงปรบมือล้นหลามเมื่อกล่าวบนเวทีว่าตัวเขาใช้เวลาพูดคุยกับเกม มากกว่าการอยู่บนรถขับเคลื่อนตัวเอง
       
       ข่าวที่เกี่ยวข้องกับงาน CES ปีนี้จึงเป็นเรื่องอื่นมากกว่าสินค้ากลุ่มรถไร้คนขับ กรณีของ Nvidia นั้นเน้นหนักเรื่องการยกระดับเทคโนโลยีวิดีโอเกมให้เหนือชั้นขึ้น จุดนี้ Nvidia โชว์ความก้าวหน้าของบริษัทในด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีกราฟิกที่เกี่ยวข้องกับรังสี ซึ่งจะช่วยสร้างทิวทัศน์ที่สมจริงยิ่งขึ้นในเกม
       

       อย่างไรก็ตาม แม้ CES ปีนี้จะเน้นรถยนต์ไร้คนขับน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ไม่ได้แปลว่ารถไร้คนขับจะไร้ตัวตนในโลกธุรกิจ เพราะขณะนี้ยังมีข่าวต่อเนื่องเกี่ยวกับแบรนด์ใหญ่ที่จะใช้นวัตกรรมรถที่ขับเคลื่อนตัวเอง เช่น ลิฟต์ (Lyft) ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถร่วมเดินทาง ที่กล่าวว่าหลังจากเปิดตัวบริการแท็กซี่ไร้คนขับหรือ self-driving taxi ที่ลาสเวกัสในงาน CES ปีที่แล้ว ขณะนี้มีผู้ใช้บริการแล้วเกือบ 30,000 ราย
       
       ขณะที่เดมเลอร์ (Daimler) ก็ยังเปิดตัวรถบรรทุกขับเคลื่อนตัวเองรุ่นใหม่ และบริษัทบอช (Bosch) รวมถึงอีกหลายบริษัทที่เปิดตัวต้นแบบรถบัสเวียนรับส่งหรือ shuttle bus แบบไม่ใช้คนขับ เช่นเดียวกับผู้บริหารจากออดี้ (Audi), โตโยต้า (Toyota), เวย์โม (Waymo) และบริษัทสตาร์ทอัปหลายรายที่หวังโน้มน้าวให้สาธารณชนเห็นว่ายานยนต์ขับเคลื่อนตัวเองนั้นปลอดภัย
       
       สิ่งที่น่าสนใจคือทุกบริษัทที่เกี่ยวกับรถไร้คนขับ ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้พยายามโน้มน้าว แต่ร่วมมือกันเป็นแนวร่วมลงทุนเพื่อลดความสับสนของสาธารณชน โดยเฉพาะเรื่องความกลัวและกังวลที่เกินจริงเกี่ยวกับเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมท่ามกลางข่าวอุบัติเหตุจากระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ
       
       *** P&G ร่วมแจมครั้งแรก
       
       พีแอนด์จีหรือ Procter & Gamble เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเช่น กระดาษชำระ หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป แต่วันนี้ Procter & Gamble ปรากฏตัวในงานประชุมเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก สะท้อนถึงการปรับตัวของแบรนด์เก่าแก่ที่ต้องหันมาใช้เทคโนโลยี AI เช่นกัน
       
สินค้าที่ Procter & Gamble นำมาโชว์ในงาน CES 2019 มีทั้งมีดโกนและแปรงสีฟันที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จุดนี้บริษัทซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 180 ปีที่แล้ว ยอมรับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงาน CES เนื่องจากบริษัทจำเป็นต้องใส่เทคโนโลยีเข้าไปในผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน เพื่อปรับสินค้าให้ทันกับความต้องการของลูกค้า

       

       Procter & Gamble ระบุว่ามีดโกนยิลเลตต์ (Gillette) ไฟฟ้ารุ่นใหม่นั้นสามารถป้องกันน้ำได้ ระบบจะอุ่นใบมีดอัตโนมัติ ยังมีแปรงสีฟันออรัล-บี (Oral-B) ที่บอกได้ว่าผู้ใช้กำลังแปรงฟันทั่วถึงหรือไม่ และอุปกรณ์รูปแท่งที่ถูกเรียกว่า "Opte" ซึ่งสามารถสแกนผิวหนังและปล่อยเซรั่มที่ปกปิดจุดด่างดำหรือริ้วรอยและการเปลี่ยนสีผิวอื่น ๆ
       
       แม้ว่าผลิตภัณฑ์บางรุ่นจะเริ่มเปิดทดสอบกับผู้บริโภคแล้ว แต่ทั้งหมดยังไม่ได้กำหนดราคา คาดว่าจะเป็นสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นกว่าสินค้าสิ่งปกติในปัจจุบัน
       
       ***ชูหุ่นยนต์ จอทีวีม้วนได้
       
       สินค้าเด่นที่แบรนด์ใหญ่นำมาประชุมในงานนั้นมีหลากหลาย ตัวอย่างเช่น ซัมซุง (Samsung) เจ้าพ่ออิเล็กทรอนิกส์แดนกิมจิที่เปิดตัวหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถตรวจจับโอกาสหกล้ม และสามารถติดตามการรับประทานยาให้ต่อเนื่องได้ ยังมีทีวีม้วนได้ของแอลจี (LG) ซึ่งสามารถปรับเป็นทีวีจอยาวต่างขนาดกันตามเนื้อหาที่แสดงได้ถึง 3 โหมด
       
       หุ่นยนต์ที่ Samsung โชว์มีชื่อว่า “ซัมซุง บ็อต แคร์” (Samsung Bot Care) ที่สามารถจับตาดูแลผู้สูงวัยได้ใกล้ชิด หุ่นยนต์ดังกล่าวเป็นหุ่นยนต์ติดล้อเลื่อนที่สามารถโต้จอบเจรจาได้ทันที และมีดวงตาสองตาดิจิทัลบนหน้าจอสีดำเพื่อแสดงอารมณ์ หุ่นนี้สามารถติดตามการรับประทานยาของผู้ใช้ ขณะเดียวกัน ก็สามารถวัดความดันโลหิต และหากตรวจพบอุบัติเหตุหรือการหกล้ม ระบบจะโทร. 911 เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
       
ยังไม่มีข้อมูลว่า Samsung Bot Care จะวางจำหน่ายเมื่อไร แต่ Samsung ระบุว่าเริ่มนำร่องพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับร้านค้า และหน่วยงานอื่น ขณะเดียวกัน ก็ทดสอบหุ่นยนต์ฟอกอากาศสำหรับบ้านด้วย

       

       นอกจากหุ่นยนต์ Samsung เพื่อนร่วมชาติอย่าง LG ยังแจ้งเกิดทีวีรุ่นใหม่ ที่สามารถม้วนได้เมื่อไม่ได้ใช้งาน ทีวีดังกล่าวถูกตั้งชื่อว่า “แอลจี ซิกเนเจอร์ โอแอลอีดี ทีวี อาร์” (LG Signature OLED TV R) โดยอักษร “R” ย่อมาจากคำว่า rollable ที่สะท้อนว่า หน้าจอหมุนได้เมื่อต้องการใช้งาน แผงหน้าจอ OLED บางเฉียบ 3 มิลลิเมตร จะยืดตัวขึ้นจากฐานที่ติดตั้งลำโพงทรงสี่เหลี่ยม
       
       แทนที่จะต้องใช้พื้นที่สี่เหลี่ยมเต็มจอตลอดเวลา LG ออกแบบโหมดการแสดงผลไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมดจิ๋วที่ผู้ใช้สามารถยืดหน้าจอขึ้นเพียงไม่กี่นิ้ว เพื่อแสดงแถบข้อมูล เช่น เวลา สภาพอากาศ ข่าว หรือข้อมูลแทร็กเพลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์หากใช้งานทีวีร่วมกับอุปกรณ์ผู้ช่วยดิจิทัลอย่างแอร์เพลย์ทู (Airplay 2) หรืออะเล็กซ่า (Alexa) เพื่อสตรีมเพลง
       
       โหมดที่ 2 คือ โหมดที่ช่วยให้สามารถเล่นภาพยนตร์อัตราส่วนกว้างพิเศษเช่น Star Wars หรือ 2001: A Space Odyssey ที่ไม่มีแถบสีดำอยู่ด้านบน หรือด้านล่าง และโหมดที่ 3 คือ โหมดเต็มจอที่จะให้อัตราส่วนภาพ 16: 9 สำหรับชมภาพยนตร์และซีรีส์ปกติ
       
       ทีวีนี้จะวางจำหน่ายในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 และในขณะที่ยังไม่มีราคา เชื่อกันว่า ทีวีรุ่นนี้จะเป็นเรือธงที่มีราคาจำหน่ายแพงที่สุดของ LG ดังนั้น จึงอาจมีราคาสูงกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 640,000 บาท
       
       *** ระอุศึกผู้ช่วยส่วนตัว
       
       แบรนด์ที่โดดเด่นที่สุดในงานปีนี้ต้องยกให้ Google ที่เปลี่ยนโฉมงาน CES เป็นสวนสนุกด้วยการเนรมิตรถไฟรางประกอบเพลงสไตล์ดิสนีย์ เพื่อแสดงคุณสมบัติใหม่ของระบบผู้ช่วยดิจิทัลที่รองรับคำสั่งเสียง ผู้นั่งบนรถไฟจะได้รู้จักกับ “โหมดแปลภาษา” หรือ interpreter mode ในอุปกรณ์สมาร์ทโฮมตระกูล Google ที่สามารถทำงานเป็นล่ามแปลภาษาได้ทันที ระบบดังกล่าวเริ่มถูกนำร่องทดลองใช้งานที่แผนกดูแลลูกค้าของโรงแรมที่ใกล้กับงานประชุม CES แล้ว คาดว่าจะมีการเปิดตัวบนอุปกรณ์ Android อื่นในอีกหลายสัปดาห์นับจากนี้
       

       การจำลองเครื่องเล่นของดีสนีย์ครั้งนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอของ Google ที่จัดงานโปรโมตระบบ Google Assistant ที่ CES เป็นปีที่สอง โดยพื้นที่จัดงานปีนี้ ถูกขยายเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับ CES 2018 สะท้อนว่า Google ทุ่มเทประชาสัมพันธ์ตัวเองเต็มที่ผ่านงาน CES เพื่อพยายามเอาชนะคู่แข่งอย่างอะเล็กซ่า (Alexa) ระบบผู้ช่วยดิจิทัลของอะเมซอน (Amazon) ซึ่งมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในหลายประเทศจน Google ไม่อาจอยู่นิ่งเฉย
       
       แน่นอนว่า Google ไม่ใช่บริษัทเดียวใน CES ที่สัญญาว่าจะแปลภาษาได้เรียลไทม์ทันที เพราะบริษัทจีนก็เริ่มโชว์ศักยภาพ AI ของตัวเองเรื่องแปลภาษาเช่นกัน ตัวอย่างเช่น บริษัทไอฟลายเทค (iFlytek) ของจีน ที่โชว์ตัวแอปพลิเคชันแปลภาษา และอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเดินทางชาวจีนแล้ว ยังมี 2 สตาร์ทอัปชื่อวาเวอลีแลปส์ (Waverly Labs) ในนิวยอร์ก และไทม์เค็ทเทิล (TimeKettle) ในจีน ที่โชว์ตัวหูฟังแปลภาษาเรียลไทม์ ซึ่งทำงานได้เองในตัว
       
       สำหรับงาน CES หรือ Consumer Electronics Show ถูกมองว่ามีอิทธิพลลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะทั้งแอปเปิล (Apple), Google และบริษัทยักษ์ใหญ่อื่น พากันจัดงานเปิดสินค้าใหม่ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม CES ก็ยังคงยิ่งใหญ่ คาดว่าจะมีผู้คนมากกว่า 180,000 คนจากประมาณ 150 ประเทศมาร่วมงาน.
       
คำสำคัญ : CES

ข่าวยอดนิยม