เอกสาร IPO โชว์ Uber ขาดทุน 1,800 ล้านดอลล์ปี 2018

ผู้จัดการออนไลน์

       

       อูเบอร์ (Uber) เจ้าพ่อวงการรถร่วมเดินทางส่งเอกสารยื่นจำหน่ายหุ้นครั้งแรกหรือ iPO เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เอกสารชี้ว่า Uber ขาดทุนหนักในปีที่แล้ว และมีแนวโน้มว่ารายได้ปีนี้ก็จะเติบโตแบบชะลอตัว เบื้องต้นนักวิเคราะห์ประเมินว่า IPO จะถูกกำหนดในระดับที่ทำให้ Uber มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะส่งให้ Uber มีสถานะมั่นคงในฐานะหนึ่งในบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เติบโตต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
       

       Uber เคยเป็นบริการรถร่วมเดินทางที่คนไทยชื่นชอบ หลังจากขายกิจการและทำข้อตกลงกับแกร็บ (Grab) และปรับรูปแบบการบุกตลาดรถเช่าทั่วโลก Uber ก็เริ่มต้นก้าวสำคัญสู่การเสนอขายหุ้นสาธารณะครั้งใหญ่ คาดว่า IPO ของ Uber จะยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่อาลีบาบากรุ้ปของจีน (Alibaba Group) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กในปี 2014 และอาจทำให้มูลค่าตลาดของ Uber สูงกว่าบริษัทขนส่งพัสดุอย่างเฟ็ดเอ็กซ์ (FedEx) ถึง 2 เท่า หรือแม้แต่บริษัทแม่ของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ส (United Airlines) ที่ Uber อาจจะมีมูลค่าตลาดมากกว่าถึง 4 เท่าตัว
       
       เบื้องต้น Uber เปิดเผยสถานะการเงินในหนังสือชี้ชวนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า Uber ขาดทุนมากกว่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 (ราว 56,900 ล้านบาท) บนรายได้รวมมากกว่า 11,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 357,000 ล้านบาท) คาดว่าการเติบโตของรายได้ Uber ปี 2019 จะเริ่มช้าลงกว่าเดิม
       
       ตามรอย Lyft เวลาไล่เลี่ย Pinterest
       
       การขาย IPO ของ Uber เชื่อว่าจะเป็นไปตามรอย “ลิฟต์” (Lyft) คู่แข่งสำคัญของ Uber ในตลาดอเมริกาเหนือที่เริ่มจำหน่าย IPO แล้วเมื่อมีนาคมที่ผ่านมาด้วยมูลค่าตลาด 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จุดนี้ข้อมูลระบุว่า Lyft เองก็ยังไร้วี่แววในการทำกำไร ราคาเสนอขายหุ้นในวันต่อมาของการซื้อขายจึงลดฮวบเนื่องจากนักลงทุนตั้งคำถามถึงการสร้างรายได้ในอนาคต ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจน
       
       การเปิดตลาดของ Uber ยังเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ทองเพราะพินเทอร์เรส (Pinterest) ก็เปิดขาย IPO ครั้งแรก โดยเครือข่ายสังคมดิจิทัลนักปักหมุดเว็บไซต์โชว์ตัวเลขขาดทุนยับเยินในปีที่ผ่านมา แต่ด้วยการตั้งราคา IPO ในระดับต่ำจนเรียกเสียงเซอร์ไพรส์จากนักลงทุน ทำให้ IPO ของ Pinterest ได้รับความสนใจบนราคา IPO ที่อยู่ระดับ 15-17 เหรียญสหรัฐเท่านั้น
       
       สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับ Uber ก็คือแนวโน้มว่าบริษัทจะไม่สามารถทำกำไรได้ในอนาคตอันใกล้ ในสหรัฐอเมริกา Uber กำลังละลายเงินสดเนื่องจากต้องต่อสู้กับ Lyft การลดราคาเพื่อเอาใจผู้โดยสารและการใช้จ่ายเพื่อดึงดูดพนักงานขับรถ ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนที่คู่แข่งในวงการแอปพลิเคชันเรียกรถเทพลังต่อสู้แบบไม่มีใครยอมใครเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด Uber เองก็ลงทุนอย่างหนัก และกำลังขยายธุรกิจในส่วนอื่นมากขึ้น เช่น บริการส่งอาหาร และสกูตเตอร์
       
       ไม่หยุดครับ
       
       ประเด็นนี้ดารา โคสรอวซาฮี (Dara Khosrowshahi) หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของ Uber เขียนไว้ในจดหมายที่มาพร้อมกับหนังสือชี้ชวนว่า Uber จะไม่หยุดการ “เสียสละทางการเงินในระยะสั้น” ซึ่งบริษัทเห็นประโยชน์ในระยะยาวที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้ Uber แสดงความจริงใจด้วยการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสย้อนหลัง 2 ปีทั้งที่ในฐานะบริษัทเอกชนนั้นไม่ต้องดำเนินการเช่นนั้นก็ได้
       
       ในขณะที่ Uber ไม่เปิดเผยมูลค่าเงินทุนที่ต้องการระดมจากนักลงทุนสาธารณะ แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่า Uber ตั้งความหวังกับการขาย IPO รอบนี้ไว้สูงมาก ที่ผ่านมา Uber มีมูลค่าถึง 76,000 ล้านเหรียญสหรัฐในตลาดเอกชน สำหรับการนำเสนอขาย IPO ครั้งนี้จะนำโดยสถาบันการเงินชื่อดังอย่างมอร์แกน สแตนเลย์ (Morgan Stanley) และโกลด์แมนซาชส์ (Goldman Sachs) หุ้นของ Uber ถูกกำหนดให้เริ่มการซื้อขายในเดือนพฤษภาคมนี้ที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ภายใต้สัญลักษณ์ UBER
       
       หากไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นจากการปรับโครงสร้างองค์กร Uber กล่าวในเอกสารว่าทำกำไรได้ 997 ล้านเหรียญในปี 2018 ส่วนใหญ่มาจากการขายธุรกิจในหลายพื้นที่ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรัสเซีย หากไม่รวมผลกำไรเหล่านั้น Uber จะขาดทุนหนัก 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ตัวเลขนี้ถือว่าเบากว่าปี 2017 ที่ Uber ขาดทุนมากกว่า 4,000 ล้านเหรียญ
       

       นอกจากการขาดทุนที่น้อยลง การเติบโตของรายได้ก็ชะลอตัวเช่นกัน ในปี 2018 รายได้ของ Uber เพิ่มขึ้น 42% เป็น 11,300 ล้านดอลลาร์จากปีก่อน แต่สัดส่วนนี้น้อยกว่ารายได้ในปี 2017 ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปี 2016 โดย Uber เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนว่าลูกค้าหลักของ Uber กระจุกตัวใน 5 เมืองซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของการจองเที่ยวเดินทางทั้งหมด 5 เมืองนี้ได้แก่ ลอสแองเจลิส นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก ลอนดอน และเซาเปาโล
       
       แม้จะขายกิจการไปแล้ว ฐานผู้ใช้ Uber ซึ่งรวมบริการอื่นเช่น บริการจัดส่งอาหารด้วยนั้นอยู่ที่ 91 ล้านคนในปี 2018 เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า แต่สัดส่วนนี้ก็ลดลงชัดเจนจากปี 2017 ที่การเติบโตของผู้ใช้เพิ่มขึ้น 51%
       
       ด้านค่าใช้จ่ายของ Uber ข้อมูลชี้ว่า Uber เทเงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีค่าใช้จ่ายสูง 14,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 19% จากปี 2017
       
       Uber Eats โต 3 เท่า
       
       ที่สำคัญ ข้อมูลยังสะท้อนว่ารายได้ในธุรกิจรถเช่าของ Uber นั้นลดลงสวนทางกับอูเบอร์อีทส์ (Uber Eats) บริการจัดส่งอาหารที่ทำรายรับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวเป็น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 จากที่เคยทำได้ 587 ล้านเหรียญในปีก่อน
       
       ทั้งหมดนี้ถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากเดิมที่ Uber ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 โดยการ์เร็ตต์ แคมป์ (Garrett Camp) และทราวิส คาลานิค (Travis Kalanick) ในระยะแรก Uber เริ่มให้บริการรถหรูแบบออนดีมานด์สำหรับลูกค้าระดับบน ก่อนจะเริ่มให้บริการอูเบอร์แคป (UberCab) หลังจากที่ผู้ก่อตั้งพบความยากลำบากในการเรียกแท็กซี่ที่ซานฟรานซิสโก ที่ผ่านมา Uber พยายามลดการขาดทุน ด้วยการขายธุรกิจบางส่วนในจีน รัสเซีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และล่าสุดคือในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยลดการละลายเงินทุนจากการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงในแต่ละภูมิภาค นอกจากนี้ Uber ยังหันไปหากลุ่มทุนใหม่จากซอฟต์แบงก์ (SoftBank) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมของญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนการพัฒนายานยนต์แบบอิสระด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม Uber ยังมีปัญหาเรื้อรังเรื่องสถานะของผู้ขับขี่ซึ่งเป็นผู้รับจ้างอิสระ และไม่ได้รับสวัสดิการพนักงานใดๆ จนทำให้ Uber ลดต้นทุนไปได้มหาศาล จุดนี้ทำให้ผู้ขับขี่มากกว่า 60,000 คนแจ้งกับ Uber ว่าตั้งใจจะยื่นฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่ง Uber ก็ยืนยันว่าจะมอบโบนัสเงินสดแก่ผู้ขับมากกว่า 1.1 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา มูลค่าโบนัสจะขึ้นอยู่กับจำนวนเที่ยวเดินทางของผู้ขับที่ดำเนินการได้สมบูรณ์ จุดนี้ผู้ขับจะสามารถใช้โบนัสเพื่อซื้อหุ้น Uber ในราคา IPO ได้ด้วย
       
       นักวิเคราะห์เชื่อว่าผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากการเสนอขาย IPO ต่อสาธารณะของ Uber คือกลุ่มผู้ก่อตั้งและนักลงทุนรายแรกซึ่งเป็นเจ้าของหุ้น Uber จำนวนมาก ตามหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดคือ SoftBank ซึ่งเป็นเจ้าของ 16% ของ Uber รองลงมาคือเบนช์มาร์ก (Benchmark) กลุ่มทุนซึ่งเป็นเจ้าของ Uber ราว 11% นอกนั้นคือกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย Public Investment Fund ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้น 5% ยังมีอัลฟาเบ็ต (Alphabet) ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้น 5% และ Kalanick ผู้ก่อตั้งที่เป็นเจ้าของหุ้น 9%.
       
คำสำคัญ : Uber

ข่าวยอดนิยม