คนญี่ปุ่นไม่ช่วยคนอื่นเพราะ "แล้งน้ำใจ" จริงหรือ ? (จบ)

ผู้จัดการออนไลน์

       

       คอลัมน์ "เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น" โดย "ซาระซัง"
       

       สวัสดีค่ะเพื่อนผู้อ่านที่รักทุกท่าน เรามาคุยเรื่องที่ค้างไว้จากสัปดาห์ที่แล้วกันต่อดีกว่า ประเด็นที่ว่าคนญี่ปุ่นดูเหมือนไม่ค่อยจะมีน้ำใจนั้นเป็นประเด็นที่คนญี่ปุ่นบางส่วนเองก็พูดถึง หารือกัน และพยายามหาทางออกกันอยู่เหมือนกันค่ะ คนญี่ปุ่นบางคนบอกว่าตัวเองสังเกตถึงความไม่ค่อยมีน้ำใจของสังคมญี่ปุ่นได้ชัดเจนขึ้นก็เมื่อตนเองได้ออกไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศและเห็นความต่างในข้อนี้
       
        เหตุที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้น โดยสรุปแล้วคาดว่าน่าจะมาจากพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างคนญี่ปุ่นด้วยกันเองเป็นหลัก จากผลการศึกษาโดยกลุ่มวิจัยของภาคประชาสังคมแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าวไว้อย่างนี้ค่ะ
       
       คือ นอกจากคนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยอยากให้ใครมายุ่งกับตนแล้ว ก็ไม่กล้าไปรบกวนคนอื่นด้วย ดังนั้นเมื่อตนเองลำบากก็ไม่กล้าขอให้ใครช่วย เพราะรู้สึกว่าไปรบกวนเขา ทำไม่ลง เมื่อถามว่ามีใครกล้าขอความช่วยเหลือยามตนเองเดือดร้อนบ้าง ก็พบว่ามีเพียงร้อยละ 3-5 เท่านั้นที่บอกว่ากล้าขอความช่วยเหลือ อันนี้ก็นับว่าเป็นเหตุเป็นผลกัน เพราะคนเราถ้าไม่อยากให้ใครมายุ่งกับตัวเองก็คงพลอยขอความช่วยเหลือจากคนอื่นยากตามไปด้วย ยิ่งผู้ชายบางคนจะรู้สึกว่าถ้าจะไปขอความช่วยเหลือคนอื่นก็เท่ากับพวกเขาต้องทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองไปเลยทีเดียว
       
       จากผลการศึกษาพบว่ามีเพียงร้อยละ 23 เท่านั้นที่บอกว่าถ้าเห็นคนกำลังเดือดร้อนอยู่ตรงหน้าก็จะเข้าไปช่วยแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ร้องขอ แต่โดยส่วนใหญ่คือร้อยละ 72 ตอบว่าถ้าอีกฝ่ายขอความช่วยเหลือก่อนถึงจะช่วย ในรายงานของกลุ่มวิจัยนี้บอกว่า ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้วคนญี่ปุ่นมีนิสัยไม่ยอมขอความช่วยเหลือ ทีนี้ฝ่ายที่อยากจะช่วยก็กลัวจะโดนหาว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง ก็เลยพลอยไม่กล้าทำอะไรไปด้วย
       
        นอกเหนือจากกลุ่มวิจัยดังกล่าวแล้ว ยังมีคนญี่ปุ่นบางคนที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเหมือนกัน เช่น กลัวว่าถ้าเข้าไปช่วยแล้วจะโดนมองในแง่ลบ อีกทั้งเขายังรู้สึกว่าปัจจุบันสังคมญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมแบบ “ถ้ามีคนแปลกหน้าเข้ามาหาให้รีบหนี” มองไปก่อนว่าคนไม่รู้จักที่เข้ามาหาอาจเป็นคนไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย คนก็ไม่กล้าเข้าไปถามไถ่ว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า” เพราะกลัวจะโดนอีกฝ่ายมองด้วยสายตาระแวงว่าจะเข้าไปทำร้ายเขาหรือเปล่า
       
        เขาเล่าว่าตอนเขาอยู่ต่างประเทศ แล้วมีคนเข้ามาถามไถ่ว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า” นั้น เขายังจำได้อยู่เลยว่ารู้สึกดีใจและโล่งอกแค่ไหน และพอตัวเองอยู่ในฐานะตรงกันข้ามก็อยากจะเป็นฝ่ายเข้าไปไถ่ถามคนอื่นที่กำลังลำบากบ้าง แต่ตอนอยู่ญี่ปุ่นกลับต้องคอยระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ ใช่ว่าคิดจะช่วยแล้วก็ยื่นมือเข้าไปช่วยเลยได้ง่าย ๆ
       
        คนญี่ปุ่นบางคนบอกเหมือนกันนะคะว่าพอเห็นคนอื่นที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือคนอื่นได้โดยไม่แคร์สายตาใครแล้วก็รู้สึกอายตัวเอง เพราะรู้สึกว่าที่ตัวเองไม่เข้าไปช่วยเขา ก็เพราะกลัวจะเจอปฏิกิริยาของอีกฝ่ายในแบบที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ ซึ่งหมายความว่าถ้าหากการช่วยเหลือนั้นไม่ได้สร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่ตัวเองแล้วก็ไม่รู้จะช่วยไปทำไม แม้ว่าตัวเองจะอยู่ในข่ายที่ทำอะไรให้อีกฝ่ายได้ก็มัวแต่ชั่งน้ำหนักได้เสีย แล้วบางทีก็ทำเป็นมองไม่เห็นบ้าง ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่าละอายใจที่ตนเป็นอย่างนี้
       

       จากรายงานของกลุ่มวิจัยที่กล่าวไปเมื่อข้างต้นยังบอกอีกว่า นอกจากคนญี่ปุ่นจะไม่ชอบให้ใครมายุ่งด้วยแล้ว ก็ยังไม่ค่อยจะไปยุ่งเรื่องคนอื่นมากนัก จะรู้สึกว่าการไม่ไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคนอื่นคือการให้เกียรติ และคนจำนวนไม่น้อยก็เห็นตรงกันว่าควรจะคบหากับเพื่อนบ้านแค่พอประมาณ อย่าให้สนิทชิดเชื้อเกินไป ต่อให้ฝ่ายหนึ่งถามอีกฝ่ายว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า อีกฝ่ายก็จะเสตอบไปว่าไม่มี ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย ช่วยเหลือกันไม่ได้ กลายเป็นความสัมพันธ์แบบตื้นเขิน
       
       คนญี่ปุ่นบางคนถือเป็นความภูมิใจและเป็นความสุภาพอย่างหนึ่งกับการไม่เอาเรื่องคนอื่นไปบอกต่อ เช่น รู้ว่าบ้านนี้มีผู้สูงอายุความจำเสื่อม หรือคนนี้คนนั้นซึ่งอาศัยอยู่คนเดียวเป็นโรคหลีกหนีสังคม ก็ไม่บอกให้ใครฟัง แต่การทำแบบนี้ทำให้คนอื่นพลอยไม่รู้ไปด้วยว่ามีคนเดือดร้อนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ จริง ๆ แล้วหากบรรดาเพื่อนบ้านรู้ว่าบ้านนี้ ๆ มีคนแก่ความจำเสื่อมอาจจะเป็นเรื่องดีกว่า เพราะหากเขาเดินหายออกจากบ้านไปหลงอยู่แถวไหน คนที่เห็นยังสามารถไปช่วยแจ้งเจ้าบ้านหรือพาไปส่งได้ หรือถ้ารู้ว่าคนนั้นคนนี้เป็นโรคกลัวสังคม อย่างน้อยก็อาจจะพอช่วยกันสอดส่องดูแลให้กันได้ แทนที่จะแบบว่ารู้อีกทีคนในบ้านนั้นเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไปแล้วโดยไม่มีใครรับรู้
       
        ในประเทศไทยเองก็มีนะคะ แบบว่าเห็นผัวเมียตีกันแล้วนึกว่าเป็นเรื่องในครอบครัวไม่ควรไปก้าวก่าย ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งจริง ๆ ควรต้องแจ้งหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัว จะได้ช่วยเหลือได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ (หากสนใจลองอ่านเพิ่มเติมได้จากเว็บต่าง ๆ เหล่านี้ ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย ปัญหาครอบครัวและปัญหาการทำร้ายผู้หญิง และ รายชื่อหน่วยงานที่ช่วยเหลือสตรีที่ถูกทำร้ายและผู้ที่มีปัญหาครอบครัว)
       
        เมื่อก่อนมีข่าวในญี่ปุ่นทำนองว่ามีคนได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ บ่อยเข้าก็ชักรู้สึกแปลกเลยแจ้งความ ถึงได้รู้ว่าเด็กถูกทิ้งอยู่ในบ้านตลอดทั้งวันมาเป็นเวลานานโดยไม่มีใครเหลียวแล ปัญหาเรื่องเด็กถูกพ่อแม่ทำร้ายมีไม่น้อยในญี่ปุ่น ลองคิดดูว่าหากใครต่อใครพากันคิดว่าได้ยินเสียงเด็กร้อง แล้วถึงแม้จะรู้สึกว่าไม่ปกติ แต่ก็คิดว่าไม่ควรไปยุ่งเรื่องคนอื่น อะไรจะเกิดขึ้นตามมา คงไม่พ้นโศกนาฏกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่
       
        โดยสรุปแล้วกลุ่มวิจัยนี้ก็สรุปว่าเหตุผลที่คนญี่ปุ่นมีพฤติกรรมไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มาจากโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนญี่ปุ่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเพราะคนญี่ปุ่นไม่ชอบไปรบกวนคนอื่น และไม่ชอบให้คนอื่นมารบกวน แต่การจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้นั้นต่างฝ่ายต่างต้องมีการไปรบกวนกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นโดยตัวของมันเอง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อการปฏิวัติความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน
       

       ฉันเห็นด้วยกับบทสรุปนี้นะคะ แต่นอกเหนือจากเรื่องการไม่ชอบไปรบกวนหรือไม่ชอบถูกรบกวนแล้ว โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าจะมีปัจจัยอื่นอีกหลายอย่างทับซ้อนกันอยู่ภายในจิตใจคนญี่ปุ่นเอง ทั้งความคิดเยอะและละเอียด ทั้งพฤติกรรมทำตามกลุ่ม รวมทั้งความซับซ้อนในการแบ่งความสัมพันธ์แบบคนนอก-คนในของคนญี่ปุ่นเอง ซึ่งมันเป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจนว่าเราควรปฏิบัติตัวกับอีกฝ่ายในลักษณะไหน รวมทั้งจะทิ้งระยะห่างเท่าใด
       
       นอกจากนี้ยังอาจเป็นไปได้ด้วยว่า “ความเป็นมนุษย์คู่มือ” ของคนญี่ปุ่นเองก็มีส่วน นั่นก็คือมักสบายใจที่จะทำในสิ่งที่มีบรรทัดฐานชัดเจน มีระบุไว้ บอกไว้อยู่แล้ว แต่หากเจอเรื่องที่นอกเหนือจากที่มีระบุไว้ บอกไว้แล้ว (เช่น เจอคนเดือดร้อนอยู่ตรงหน้า) ก็ไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรดี ทำอย่างนี้จะดีหรือเปล่า ทำได้หรือเปล่า ต้องทำอย่างไร พอไปบวกกับความกลัวว่าช่วยแล้วจะโดนมองไม่ดี หรือตัวเองพลอยจะเดือดร้อน หรือกระทั่งกลัวเป็นเป้าสายตา เลยอาจกลายเป็นว่าไม่ช่วยดีกว่า ไม่เดือดร้อน
       
        โรงเรียนบางแห่งพยายามจะสอนให้เด็กคุ้นเคยกับขอความช่วยเหลือคนอื่นตั้งแต่ยังเล็ก เช่น ให้เด็กฝึกตะโกนทีละคนหรือพร้อมกันว่า “ช่วยด้วย” แต่ในทางปฏิบัติแล้วการฝึกซ้อมแบบนี้จะได้ผลจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ ฉันว่าถ้ามีแบบฝึกในชีวิตประจำวันตลอดภาคการศึกษาที่กระตุ้นให้เด็กหัดฝึกความเคยชินในการเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือผู้ใหญ่ได้ก็คงดี
       
       อ่านแล้วก็ปวดหมองเหมือนกันนะคะ หลายคนคงคิดว่าการขอความช่วยเหลือและการให้ความช่วยเหลือมันออกจะเป็นเรื่องที่ง่ายดาย ตรงไปตรงมา เห็นใครเดือดร้อนก็ช่วย หรือใครเดือดร้อนก็บอกมา ช่วยได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน แต่สังคมญี่ปุ่นกลับเป็นเรื่องซับซ้อนกว่านั้นมากนัก จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ดูเหมือนจะเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น แต่กลับมีกำแพงและความห่างเหินกันในความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมมากทีเดียว
       

       สุดท้ายแล้วเราก็ได้รู้ว่าการไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนญี่ปุ่นไม่ได้มาจากพื้นฐานของความแล้งน้ำใจ และได้เห็นตัวอย่างว่าโครงสร้างทางสังคมและจิตวิทยาเฉพาะกลุ่มเป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งของการกระทำหรือไม่กระทำอะไรบางอย่างของคนในสังคมหนึ่ง ๆ อย่างไร ในกรณีของญี่ปุ่นดูค่อนข้างง่าย เพราะประเทศนี้มักทำอะไรเป็นทิศทางชัดเจนแบบเดียวกันหมด
       
       ถ้าคนเราสามารถก้าวพ้นข้อจำกัดอะไรต่อมิอะไร แล้วสามารถจะเป็นตัวเองอย่างที่อยากจะเป็น ทำในสิ่งที่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องแคร์สายตาใคร ก็คงดีไม่น้อยเลยนะคะ บางทีเราอาจจะเห็นธาตุแท้ของความเป็นคนได้ชัดที่สุดเมื่อสังคมนั้นมีข้อกำจัดทางสังคมน้อยกว่าและให้อิสระในการเป็นเสรีชนได้อย่างเต็มที่ แต่บางคราวสังคมที่เราอยู่มันก็มีบางสิ่งที่สร้างข้อจำกัด และกดข่มเราไว้ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึกได้อย่างคาดไม่ถึงอย่างนี้เอง
       
       มองดูคนประเทศอื่นแล้วลองย้อนกลับมามองที่ตัวเราบ้าง หากในชีวิตประจำวันเราคอยใส่ใจคนอื่น ได้ช่วยเหลือ ได้ทำอะไรเพื่อพวกเขาแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่มีความสุขเพิ่มขึ้นบนโลกใบนี้สองคน และถ้ามีคนแบบนี้เยอะ ๆ โลกเราก็จะเป็นสังคมที่น่าอยู่ในทุก ๆ วัน ว่าไหมคะ
       
       แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ
       
       


"ซาระซัง"
สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.
       

ข่าวยอดนิยม