ใช้ตราประทับฮังโกะ หลอกขายที่ดินญี่ปุ่นได้ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย

ผู้จัดการออนไลน์

       

       สวัสดีครับผม Mr.Leon มาแล้ว ช่วงนี้ที่ญี่ปุ่นมีข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมและการฉ้อโกงเกิดขึ้นเยอะมากเลยครับ มีข่าวหนึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกอึ้งทึ่งอยู่ไม่น้อย คือคดีฉ้อโกงที่ดินในย่าน Gotanda ซึ่งเป็นพื้นที่ในย่านธุรกิจการค้าอีกย่านหนึ่งก็ว่าได้ ให้ลองนึกภาพว่าที่ดินเล็กๆ แปลงหนึ่งที่ถูกล้อมรอบไปด้วยตึกสูงตะหง่าน ใกล้สถานีรถไฟ อยู่ในโซนของสถานีรถไฟสาย Yamanote และไม่ไกลจาก Shinagawa station ด้วย ที่ดินแปลงดังกล่าวมีขนาดประมาณ 1 ไร่ครึ่ง เป็นพื้นที่มรดกตกทอดที่เจ้าของไม่ยอมขายให้ใครสักที เจ้าของปัจจุบันใช้พื้นที่นี้ทำเป็นเรียวกัง 旅館 ryokan หรือโรงแรมเล็กๆ แบบญี่ปุ่น และไม่ยอมขายให้ใครทั้งสิ้น
       


       มีนักปั่นราคาปั่นจนกลายเป็นว่าที่ดินเรียวกังของคุณป้าเจ้าของที่ดิน แถมเป็นเรียวกังที่ไม่ค่อยทำกำไรแห่งนี้มีมูลค่าตลาดที่ประมาณ 10,000,000,000 เยน ( ประมาณ 3,000 ล้านบาทคร่าวๆ นะครับ) ตามหลัก 本位制 Basic system (หลายประเทศใช้ 金本位制 the gold standard มาตรฐานทองคำที่เป็นระบบการเงินที่สกุลเงินของประเทศมีมูลค่าเชื่อมโยงกับทองคำ หมายถึงระบบการเงินซึ่งมีมูลค่าของสกุลเงินอยู่บนพื้นฐานของทองคำ หรือเพื่อที่จะใช้เป็นทุนสำรองเงินตรา แต่ที่ญี่ปุ่นมีคำพูดล้อเลียนว่าใช้ตามมาตรฐานที่ดิน 土地本位制 Tochi hon'i sei) ทั้งๆ ที่มีคนมาร้องขอซื้อมากมายแต่คุณป้าเจ้าของที่ดินก็ยังไม่ขาย ไร่ละสองพันล้านบาทเป็นคุณจะขายไหมครับ ปัจจุบันที่เป็นข่าวดังก็เพราะอยู่ๆ ป้าผู้ที่บอกว่าตัวเองเป็นเจ้าของก็ยอมขายในราคาถูกกว่าราคาประเมินมาก ขายที่ 6,000,000,000 เยนหรือลดราคามากกว่า 40% เลยทีเดียว
       
       และผู้ที่เป็นผู้ซื้อที่ดินนี้ได้คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่ใครๆ ในญี่ปุ่นต้องรู้จัก ที่ชื่อว่าบริษัท 積水ハウス SEKISUI HOUSE ได้ตกลงซื้อและทำสัญญา ในวันที่ทำสัญญานั้นคุณป้าที่มาแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของที่ดินมีอายุประมาณ 63 ปี (มารู้ภายหลังว่าเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับป้าเจ้าของตัวจริงเลย) แต่ถือเอกสารการเป็นผู้ถือครองที่ดินมาทำสัญญาซื้อขายเรียบร้อย บริษัท SEKISUI HOUSE โอนเงินเสร็จสรรพ จากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 6 เดือน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังเพิ่งมารู้ว่าเอกสารทั้งหมดนั้นเป็นของปลอม ป้าและเดอะแก๊งค์ก็หนีหายไปตั้งแต่ตอนได้รับเงินแล้วละมั้ง จึงกลายเป็นข่าวดังมากข่าวหนึ่งขณะนี้ครับ
       

       ประเด็นที่น่าสนใจคือ หลายคนมองว่าประเทศที่ไฮเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่น มีความเจริญก้าวหน้าเรื่องดิจิตอลและระบบการทำงานที่เข้มงวดรัดกุมยังจะเกิดเหตุการณ์ฉ้อฉลแบบนี้ได้ด้วยหรือ ใช่ครับผมเองยังคิดเลย แต่เพราะว่าที่ญี่ปุ่นยังใช้ระบบยืนยันเอกสารด้วยตราประทับฮังโกะ 判子 แทนที่จะเซ็นชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ กลับใช้แค่ตราประทับฮังโกะ ในการลงนามธุรกรรมเอกสารต่างๆ
       
       ตอนที่ผมไปต้องสอบใบขับขี่รถยนต์ที่ญี่ปุ่น จะมาทำเล่นๆ ไม่ได้ การได้มาซึ่งใบขับขี่นี่ยากมากๆ ต้องเรียนและสอบให้ผ่านจากโรงเรียนที่ได้รับการรับรอง ตอนนั้นผมใช้เวลาเรียนและสอบจนผ่านประมาณ 6 เดือน เสียค่าใช้จ่ายในการเรียนและดำเนินการไปประมาณ 1 แสนบาท แค่ห้องเรียนเล็กๆ แคบๆ แต่คนมาเรียนและสอบมากมาย ด้วยความยากลำบากเมื่อได้ใบขับขี่มาก็ดีใจมาก นึกว่านายตำรวจจะมาแสดงความยินดีที่สอบผ่าน แต่ตำรวจมาบอกว่า เก็บให้ดีๆ นะไอ้น้อง อย่าให้ใครยืมใบขับขี่ได้เลยเชียว รู้ไหมว่าทำไมเพราะแค่เพื่อนมายืมใบขับขี่เราแล้วเอาไปกู้เงิน เขาจะกู้โดยให้เราเป็นแพะรับจ่ายหนี้ได้เลย คือเอาใบขับขี่ไปพร้อมตราประทับฮังโกะที่เป็นชื่อนามสกุลเรา คุณตำรวจบอกอย่าให้ใครยืมง่ายๆ เพราะถ้ามีคนเอาไปแอบอ้างกู้เงิน แล้วมาฟ้องตำรวจ ตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้มากคงแค่แนะนำให้ไปปรึกษาทนายเอาเอง !!
       

       ◇ทำไมคนญี่ปุ่นใช้ตราประทับฮังโกะเยอะเพราะว่า!?
       
       ในประเทศญี่ปุ่นยังนิยมใช้ตราประทับชื่อที่เรียกว่า ฮังโกะ หรือ อินคัง เพื่อใช้แทนการเซ็นชื่อด้วยลายมือตัวเองสำหรับการทำธุรกรรมและปั๊มในเอกสารต่าง ๆ ปกติคนญี่ปุ่นทุกคนจะมีตราประทับฮังโกะนี้ โดยตราประทับอาจมีมากกว่าหนึ่งอันตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันแล้วแต่สถานการณ์ และตามความสำคัญของเอกสาร ตราประทับฮังโกะถูกนี้ใช้มานานมากแล้ว และใช้มาตั้งแต่อดีตเรื่อยมา แค่เมื่อก่อนไม่ค่อยเกิดกรณีปัญหาอะไรมากนัก ในสมัยเอโดะ อาจจะใช้ สำหรับเป็นตราประทับแสดงการรับประกันการซื้อขายล่วงหน้า หรือ 先物取引 Futures trading (การซื้อขายล่วงหน้า ) ที่มีข้อดีเช่นกัน อาทิ ตอนนี้คนซื้อยังไม่มีเงินจ่ายแต่ขอสัญญาว่าอีกหนึ่งเดือนจะจ่ายแน่ๆ ก็ประทับตราฮังโกะไว้เป็นหลักประกัน หรือมีการซื้อขายกิโมโนราคาสูงก็สามารถใช้ตราประทับฮังโกะของผู้ที่เป็นผู้ค้ำประกันมาปั๊มเป็นหลักประกันให้ได้ เพราะตอนนั้นทุกคนค่อนข้างรู้จักกัน เห็นหน้าค่าตาไว้เนื้อเชื่อใจกันดี หรือลูกสามารถใช้ตราประทับฮังโกะของพ่อมาทำธุรกรรมแทนพ่อเนื่องจากพ่อไม่สบายมาเองไม่ได้ สมัยก่อนคนอายุไม่ยาวมากแค่ 50 ปีก็สุขภาพย่ำแย่แล้ว แต่สมัยนี้คนอายุยืนยาวมากขึ้นแต่ระบบสมองอาจจะสึกเสื่อมไป ลูกๆ อาจจะขโมยเอาตราประทับฮังโกะของพ่อเเม่มาใช้โดยทุจริต เพราะปัจจุบันความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ไม่ค่อยดีนัก ไม่เหมือนสมัยก่อน
       

       ◇ทำไมตราประทับฮังโกะ จึงใช้แทนการเซ็นชื่อในญี่ปุ่น
       
       เพราะตามกฏหมายแล้ว ประชาชนสามารถเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ระหว่างตราประทับฮังโกะหรือการเซ็นชื่อด้วยลายมือ โดยตราประทับฮังโกะก็สามารถใช้แทนลายเซ็นได้เลยเช่นกัน อย่างไรก็ตามการใช้ตราประทับฮังโกะก็อาจมีปัญหาอยู่บ้าง เช่น อาจมีบางคนที่นำตราประทับฮังโกะของสมาชิกในครอบครัวมาใช้งาน โดยเฉพาะตราประทับแบบ ฮังโกะ (hanko) ซึ่งเป็นตราประทับที่ได้รับการลงทะเบียนและยอมรับอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้ในการทำสัญญาที่ต้องการความปลอดภัยสูงอย่างการยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรืออีกกรณีที่น่าเป็นห่วงก็คือ ผู้สูงอายุ หรือ คนที่สติไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะโดนหลอกเอาตราประทับฮังโกะไปใช้ในการทำธุรกรรม โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้เรื่อง
       
       ผมคิดว่าข้อดีของการเซ็นชื่อด้วยมือนั้นดี มีความปลอดภัยมากกว่า เพราะมีลักษณะของเส้นและน้ำหนักมือตามของเจ้าของชื่อที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทำให้ปลอมแปลงได้ยาก อีกอย่างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ได้ข่าวว่ามีเครื่องจักรที่สามารถลอกเลียนแบบตราประทับฮังโกะได้แยบยล หรือแม้แต่การทำสำเนาปลอมแปลงเอกสารที่สามารถทำได้อย่างยากจะจับผิดได้ ดังนั้นการใช้ตราประทับฮังโกะควรมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
       

       พูดเรื่องตราประทับฮังโกะ ไปคร่าวๆ แล้ว คราวนี้เรียกอาชญากรรมฉ้อโกงเช่นนี้ว่า 地面師 Jimen-shi มาจาก 地面 Jiimen ที่แปลว่า ดิน และ 師 shi ใช้ในความหมายที่ว่า sensei คำนี้ที่จริงมีใช้มานานแล้วแต่ปัจจุบันก็ไม่ได้เอามาใช้เท่าไหร่นัก แต่ที่ผมเคยเจอคำนี้ในสถานการณ์จริงๆ ก็ตอนที่ยังทำงานเกี่ยวกับการออกเอกสารทะเบียนราษฎร์ให้กับคนในท้องถิ่น วันนั้นมีคุณป้าคนหนึ่งมากับลูกชาย ซึ่งอายุราวๆ 20 กว่าปีเมื่อเสาหลักของครอบครัวนี้คือผู้เป็นพ่อได้เสียลงแล้ว ทั้งสองแม่ลูกจึงมาแสดงความจำนงประสงค์ให้ผมอย่าออกเอกสารเกี่ยวกับครอบครัวนี้ให้ใครถ้าเจ้าตัวคือคุณป้าและลูกชายไม่ได้มาขอด้วยตัวเอง ผมก็แปลกใจจึงถามไปว่า ทำไมหรอครับ ลูกชายบอกว่ากลัวโดน Jimen-shi 地面師 คือปลอมแปลงเอกสารง่ายๆ
       

       โดยปกติคนญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของที่ดินหลายผืนหรือที่ดินที่มีมูลค่ามากๆ อาจจะไม่มีเงินสดในบัญชีมากมายนัก คนรวยจริงๆ คือพวกเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หรือคนที่อายุเกิน 70 ปี ที่อาจจะมีเงินสดแค่ไม่กี่ล้านบาท มีหุ้นไม่กี่ล้านบาท มีที่ดินที่มูลค่า 20 ล้านบาท ส่วนใหญ่มักจะเป็นเจ้าของอาหารให้เช่า วันนั้นที่คุณป้ากับลูกมาที่สถานที่ราชการด้วยตัวเองไว้ก่อนคงเพราะคุณพ่อน่าจะมีที่ดินในโตเกียวจำนวนมากและลูกชายก็จะได้รับมรดกและกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ในพริบตา จากนั้นพวกเขาอาจกลัวว่าจะเกิดการฉ้อโกงที่ดินขึ้นมาในไม่ช้า และนั่นคือครั้งแรกที่ผมได้ยินคำนี้ ตอนนั้นก็ยังไม่เชื่อว่ามีจริง ยังคิดว่าเขาเป็นกังวลเกินไปหรือเปล่า เขาคิดมากไปไหม ผมก็แนะนำไปแล้วว่า แต่ปกติพนักงานก็ต้องตรวจเอกสารให้ตรงกับเจ้าตัวอยู่แล้ว แต่ลูกชายบอกว่าการปลอมแปลงมันง่ายกว่านั้นมาก แต่วันนี้ข่าวเรื่องการฉ้อโกงที่ดินมันก็เกิดขึ้นจริง
       

       ไม่ใช่แค่สองแม่ลูกที่มาขอให้ทางราชการห้ามออกเอกสารใดๆ ถ้าเจ้าตัวไม่ได้มาเองเท่านั้น ยังมีกรณีมาขอแบบนี้อีกหลายครั้ง ดังนั้นไม่ว่าเอกสารสำคัญประจำตัวเองใดๆ ก็ตามทั้งใบขับขี่ บัตรประจำตัวประชาชน เอกสาร Passport ต้องเก็บไว้ดีๆ เก็บไว้กับตัว อย่าให้หาย อย่าให้ใครยืมไป ถ้าหายรีบแจ้งความด่วนที่สุด วันนี้สวัสดีครับ
       

ข่าวยอดนิยม