ญี่ปุ่นกับฮาโลวีน เมื่อผีเกลื่อนเมือง

ผู้จัดการออนไลน์

       

       คอลัมน์ "เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น" โดย "ซาระซัง"
       

       สวัสดีค่ะเพื่อนผู้อ่านที่รัก วันฮาโลวีนใกล้เข้ามาอีกแล้ว เพื่อนฉันบอกว่าคนไทยไม่ค่อยจะสนใจเทศกาลฮาโลวีนสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนคนญี่ปุ่นที่นับวันชักจะเห่อฮาโลวีนขึ้นทุกที และสีสันของเทศกาลฮาโลวีนในญี่ปุ่นก็ดูจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองอยู่ไม่น้อยทีเดียวค่ะ
       
        ได้ยินว่าฮาโลวีนเพิ่งจะเริ่มมาเป็นที่รู้จักหรือสนใจกันในญี่ปุ่นเมื่อราวปี ค.ศ. 2000 นี้เอง โดยเริ่มจากการที่สวนสนุกอย่างดิสนีย์แลนด์กับยูนิเวอร์แซลสตูดิโอจัดอีเวนท์เทศกาลฮาโลวีน และอีเวนท์นี้ก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เราจะเห็นพวกสินค้าอะไรต่อมิอะไรที่ออกแบบแพ็คเกจธีมฮาโลวีนกันอย่างดาษดื่นในญี่ปุ่นจนชินตาไปแล้ว
       
        จุดเด่นอย่างหนึ่งของฮาโลวีนในญี่ปุ่นคือ ไม่มีการเล่น Trick or Treat คือให้เด็ก ๆ เร่ไปเคาะประตูบ้านใครต่อใครแล้วขอขนมได้โดยอิสระ และก็ไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นโดยง่ายในญี่ปุ่นเสียด้วย เพราะคนญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะไม่ไปรบกวนคนอื่น ยิ่งเป็นคนไม่รู้จักนี่ยิ่งแล้วใหญ่
       

       บางทีฉันอาจจะไม่ได้รับรู้ว่ามีการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้อย่างเอิกเกริกสักเท่าไหร่ ถ้าหากไม่ได้ไปเดินแถวชิบุยะหรือชิโมคิตาซาวะในกรุงโตเกียว เผอิญว่ากลุ่มอาสาสมัครที่ฉันเคยอยู่มีคนฝรั่งเยอะ พวกเราก็เลยออกไอเดียจัดงานปาร์ตี้ฮาโลวีนการกุศลเพื่อเอารายได้ไปให้องค์กรพัฒนาสังคม เนื่องจากงานปาร์ตี้นี้จัดในบาร์ย่านชิโมคิตาซาวะซึ่งมักเจอคนฝรั่งอยู่เนือง ๆ ก็เลยได้เห็นทั้งคนฝรั่งและคนญี่ปุ่นแต่งหน้าแต่งตัวกันราวหลุดออกมาจากภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ รวมทั้งแบบที่ออกไอเดียใหม่ ๆ เอง
       
        ฉันเห็นสาวญี่ปุ่นสองคนสวมชุดพยาบาลเดินคู่กันมาในงานปาร์ตี้ สีหน้าทั้งคู่ดูซีดเซียว ขาวแบบไม่มีสีเลือด และรอบตาดำ คล้าย ๆ ผีเด็กที่โผล่มาในภาพยนตร์เรื่องจูออน (หนังผีเรื่องสุดท้ายที่ทำให้ฉันปฏิญานมาจนบัดนี้ว่าจะไม่ดูหนังผีอีกแล้ว คือช่วงนั้นบ้านที่ฉันอยู่มีตู้เก็บผ้าห่มที่นอนแบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ยัยผีคายาโกะโผล่ออกมา ทำให้ฉันนึกถึงฉากนั้นซ้ำไปมาจนต้องโทรเรียกเพื่อนสนิทชาวญี่ปุ่นมาค้างด้วย)
       
       ฉันถามสองสาวว่านี่พวกเธอแต่งหน้ากันอย่างนี้มาจากบ้านหรือ (ในใจคิดว่าผู้คนคงแตกตื่น) พวกเธอบอกว่าเปล่า แต่ออกจากบ้านไปแต่งที่ร้านแล้วค่อยมา ไม่กล้ามาทั้งอย่างนี้จากบ้านหรอก มีคนเล่าให้ฉันฟังว่าเคยมีคนแต่งเป็นสไปเดอร์แมนขึ้นรถไฟมาด้วย แต่เนื่องจากสไปเดอร์แมนใส่หน้ากากปิดหน้าปิดตาจนดูไม่รู้ว่าใคร เลยโดนตำรวจจับ เดาว่าคงเพราะทำให้คนรู้สึกไม่ปลอดภัยทำนองเดียวกับไอ้โม่งมังคะ
       

       พวกคนฝรั่งหลายคนจะจัดหนักกันมากแบบไม่มีใครยอมน้อยหน้าใครเลย หลายคนแต่งเป็นพวกยอดมนุษย์หรือพวกตัวร้ายในการ์ตูน/ภาพยนตร์ของ Marvel แต่ไม่ใช่แค่ไปซื้อชุดซุปเปอร์แมนหรือแบทแมนพร้อมหน้ากากจากร้านขายชุดแฟนซี แต่ชุดของพวกเขาจะพอดีตัวเป๊ะราวสั่งตัด และมีดีเทลเนี้ยบ ชวนให้นึกว่าเป็นยอดมนุษย์ตัวจริงเสียงจริงมาเองเลยทีเดียว แต่ก็จะมีบางคนที่เอาแค่ใส่ชุดตุ๊กตา หรือประดับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ พอกล้อมแกล้มเหมือนกัน
       
       สาวฝรั่งบางคนก็อาจแค่แต่งหน้าแต่งตาให้ดูสวยเด่นแต่ไม่เหมือนคน คือจะเหมือนภูติอะไรอย่างนี้มากกว่า ส่วนคนที่แต่งแบบผี ๆ ก็จะเป็นผีแบบเท่ห์ปนชวนขนลุก เช่น แวมไพร์ แดร็กคิวล่า แฟรงเก็นสไตน์ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เอาชุดมาใส่ แต่แต่งทั้งหน้าและชุดให้เนี้ยบเหมือนในภาพยนตร์อีกเช่นกัน พอแต่งเต็มที่เอาจริงเอาจังกันขนาดนี้ เลยสร้างบรรยากาศให้ดูเหมือนหลุดออกมาในอีกมิติหนึ่ง พลอยทำให้ฮาโลวีนสมเป็นวันปล่อยผีเสียจริงจัง
       
       ญี่ปุ่นเป็นที่แรกที่ฉันได้เห็น “ผี” เดินว่อนกันเปะปะในวันฮาโลวีน เลยทำให้เผลอคิดไปว่าที่ไหน ๆ ในโลกก็มีแบบนี้ โดยเฉพาะประเทศตะวันตกคงมีสีสันเยอะ แต่พอเห็นเพื่อน ๆ ฝรั่งบางคนไม่ได้สนใจจะแต่งแฟนซีในวันที่เราจัดปาร์ตี้ฮาโลวีน ฉันก็เลยถามซื่อ ๆ ด้วยความแปลกใจว่าไม่แต่งแฟนซีกับเขาหรือ?
       
       โจอี้ เพื่อนชาวอังกฤษรีบตอบก่อนเลยว่า “ฮาโลวีนมันของอเมริกา ทำไมเราต้องเห่อตามด้วยล่ะ” เพื่อนคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาวไอร์แลนด์ เวลส์ และออสเตรเลียต่างก็บอกตรงกันว่าพวกเขาไม่มีเทศกาลฮาโลวีน นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วเทศกาลฮาโลวีนไม่ใช่เทศกาลของ “ฝรั่ง” แต่เป็นของอเมริกาต่างหาก
       
        เมื่อก่อนนึกว่าจะเป็นพวกฝรั่งเสียส่วนมากที่เห่อกับเทศกาลนี้ แต่เดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเลยที่พลอยเห่อ พลอยเล่นกับเขาไปด้วย เดี๋ยวนี้ฮาโลวีนในญี่ปุ่นใหญ่โตขึ้นมากจริง ๆ และเป็นที่นิยมในหลาย เมืองทั่วญี่ปุ่น ยิ่งคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่โตมาโดยเห็นการฉลองเทศกาลฮาโลวีนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ก็คงจะยิ่งสร้างบรรยากาศของฮาโลวีนในญี่ปุ่นให้มีสีสันและอาจพัฒนาเป็นแบบฉบับของตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก
       
       ที่เป็นอย่างนั้นก็อาจเป็นเพราะเดิมทีญี่ปุ่นเป็นแหล่งคอสเพลย์อยู่แล้ว และบางทีก็อาจจะมีผู้ใหญ่หลายคนที่คิดอยากลองแต่งดูบ้าง แต่ไม่กล้า พอถึงเทศกาลนี้เลยเป็นโอกาสที่จะแต่งอะไรหลุดโลกได้โดยไม่มีใครว่าอะไร เพื่อนฉันพูดขำ ๆ ว่าคนญี่ปุ่นคงเครียดเลยใช้โอกาสนี้ปลดปล่อย เปลี่ยนจากคนเป็นผีเสียเลย
       

       เห็นเขาว่าการได้แต่งแฟนซีในวันฮาโลวีนนี้เป็นโอกาสทอง ที่จะได้พบปะและทำความรู้จักกับเพศตรงข้ามอย่างเป็นกันเองด้วย คนหนุ่มสาวในวัยยี่สิบหลายคนได้เพื่อนต่างเพศเพิ่มขึ้นจากงานนี้ และหลายคนก็ได้แฟน นับว่าลงตัวสำหรับหนุ่มสาวญี่ปุ่นขี้อายหลายคน รวมทั้งคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอคนใหม่ ๆ พอดิบพอดีทีเดียว
       
       ถ้าอยากเห็นภาพอย่างที่เล่ามานี้ต้องไปดูแถวชิบุยะตอนเย็นหรือดึก ๆ แทบจะเรียกได้ว่าผีเกลื่อนเมือง นี่ถ้าแต่งกันเป็นซอมบี้แบบ The Walking Dead หรือ Resident Evil หมดทุกคนแล้วเดินขาลากมานี่คงน่ากลัวมากแน่ ๆ
       
       แต่อย่างไรก็ดี การไปรวมตัวกันที่ชิบุยะเป็นจุดใหญ่ก็ทำให้ผู้คนในละแวกนั้นเกิดความรำคาญและเดือดร้อนไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องเสียงหนวกหูหรือขยะเกลื่อนกลาด บางคนก็ทิ้งขวดแก้วแตกไว้ข้างทาง ทำให้ทางการเขตชิบุยะต้องออกมาขอความร่วมมือร้านค้าละแวกนั้นว่าอย่าขายเหล้าที่บรรจุขวดแก้ว และเตือนประชาชนว่าอย่าละเลยเรื่องมารยาทอันดีงาม รวมทั้งขอให้รีบกลับบ้านก่อนรถไฟเที่ยวสุดท้าย
       
        พอสิ้นสุดวันนี้ก็จะเจอบรรดาผี ยอดมนุษย์ และตัวร้ายจากเรื่องนั้นเรื่องนี้พากันดองญาติรวมตัวปะปนกันไปขึ้นรถไฟกลับบ้าน วันนี้อาจจะเป็นวันเดียวที่รู้สึกว่าเห็นคนได้ปลดปล่อยจากกรอบอันเคร่งครัดของญี่ปุ่นแบบหลุดโลก ฉันว่าพอคนได้แต่งตัวเป็นอะไรอย่างอื่นที่สลัดคราบตัวเองออกไปแล้ว มันคงเหมือนได้ย้ายร่างมาเป็นคนอื่น และเป็นอิสระจากกรอบอะไรต่อมิอะไรที่จำกัดตัวเองไว้ยามปกตินะคะ
       

       บางทีอาจจะด้วยเหตุผลนี้ก็ได้ ที่ทำให้มีคนญี่ปุ่นบางคนแต่งคอสเพลย์เดินอยู่ในเมืองเหมือนหลุดออกมาจากไหนก็ไม่รู้ (ที่เห็นบ่อยมักเป็นสไตล์โลลิต้าอย่างในรูปข้างบน) บางคนที่เขาแต่งตัวแบบนี้จะบอกว่าพวกเขาไม่ได้แต่งคอสเพลย์ แต่แต่งเป็นแฟชั่นแบบหนึ่ง ฉันเคยได้ยินว่าบางคนใช้วิธีนี้ในการประชดสังคมแบบกลาย ๆ เพราะปกติไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจ หรือสะท้อนความอยากเป็นอิสระ ในจำนวนนี้มีกระทั่งคนที่เป็นโรคซึมเศร้าเสียด้วยซ้ำ
       
       ถ้าเพื่อน ๆ ฉลองเทศกาลฮาโลวีนกันก็ขอให้สนุกนะคะ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ
       
       


"ซาระซัง"
สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.
       

ข่าวยอดนิยม