กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าสร้างความเข้าใจความตกลง CPTPP

MGROnline

       

        
       ศูนย์ข่าวศรีราชา - กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้าใจหน่วยงานรัฐ-เอกชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร เรื่องการตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกความตกลงCPTPP

       
       
       วันนี้ ( 10 ส.ค.) กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดการสัมมนาในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของไทยในการเข้าร่วมความตกลงการค้าเสรี CPTPP” ที่โรงแรม บางแสน เฮอริเทจ จ.ชลบุรี เพื่อเปิดเวทีรับฟังความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเข้าเป็นภาคี หรือสมาชิกความตกลง CPTPP ของประเทศไทย โดยมี นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานเปิดการสัมมนา และมีหน่วยงานภาคเอกชน ตัวแทนภาคเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
       
       
       ทั้งนี้สืบเนื่องจากการที่รัฐบาล มีนโยบายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกความตกลงCPTPP จึงมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินกระบวนการเตรียมความพร้อมด้วยการจัด ตั้งคณะทำงานที่มี รมต.กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นเลขาฯ ซึ่งเบื้องต้นได้มีการประชุมคณะทำงานไปแล้ว โดยมีหน่วยงานภาครัฐประมาณ 30 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงเกษตรฯ ,กระทรวงอุตสาหกรรม,สภาอุตสาหกรรม,สภาหอการค้า,สำนักงานเกษตรแห่งชาติ ฯลฯ เข้าร่วมและแต่ละหน่วยงานจะต้องไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวว่าจะส่งผลกระทบ หรือผลดีเช่นไร
       
       
       นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่าในส่วนของกรมฯ มองว่าทำอย่างไรให้ประชาชนในทุกภูมิภาคได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องความตกลง CPTPP จึงจะจัดสัมมนาขึ้นใน 5 ภูมิภาค โดยเลือกชลบุรี เป็นพื้นที่แรกในเขตภาคตะวันออก และเชิญทุกภาคส่วนเข้ามารับฟังเนื้อหาของความตกลงดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นเพื่อนำทั้งผลดีและข้อกังวลของที่มีส่วนได้เสียเสนอต่อรัฐบาล เพื่อหามาตรการเยียวยา
       
       
       “ขณะนี้ประเทศไทยยังมีเวลาประมาณ 6-7 เดือน ในการทำการบ้าน เพราะความตกลงฉบับนี้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณเดือน ก.พ.ปีหน้า ซึ่งตอนนั้นเราอาจจะได้คำตอบแล้วว่าประเทศไทย พร้อมหรือไม่ที่จะเข้าร่วมความตกลงดังกล่าว ซึ่งหากเห็นว่าพร้อมและยังมีผู้ประกอบการ หรือเกษตรกรในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบเราก็จะไปเจรจาขอความยืดหยุ่น ซึ่งในเบื้องต้นเราทราบว่ามีหลายประเทศที่เป็นสมาชิกความตกลงดังกล่าว ขอระยะเวลาในการปรับตัว อาทิ เรื่องที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ซึ่งมาเลเซีย ขอเวลาปรับตัว 10 ปี ส่วนเวียดนาม ขอเวลา 15 ปี ขณะที่ประเทศไทย อยากขอเวลาปรับตัวหรือไม่ หรือต้องมีการตั้งกองทุนช่วยเหลือก็ต้องมาดูกัน ”
       
       
       นางอรมน ยังบอกอีกว่าขณะนี้เกษตรกรไทย ได้สะท้อนปัญหาในเบื้องต้นว่า ความตกลงฉบับนี้ที่มีประมาณ 30 ข้อบท จะมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องการเปิดตลาดสินค้า ซึ่งประเทศสมาชิกจะเปิดตลาดด้วยการลดหรือยกเลิกภาษีประมาณร้อยละ 95 ถึงร้อยละ 99 ของรายการสินค้าทั้งหมด แต่ก็จะมีข้อยกเว้น อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ไม่เปิดในส่วนสินค้าเกษตร จึงลดภาษีในส่วนอุตสาหกรรมแทน
       
       
       “ซึ่งหากมองในแง่บวก สินค้าเกษตรของไทยจะสามารถส่งไปขายในประเทศสมาชิก 11 ประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษี จึงเป็นโอกาสของเกษตรกรที่ปัจจุบันนิยมที่จะทำตลาดด้วยตัวเองได้ส่งออกสินค้าไปขาย โดยไม่มีเรื่องของภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง ”นางอรมน กล่าว
       
       
       ทั้งนี้ สมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership -TPP มี 11 ประเทศสมาชิก ประกอบด้วย ออสเตรเลีย,แคนาดา,นิวซีแลนด์,ชิลี,เปรู,เม็กซิโก,ญี่ปุ่น,บรูไน,มาเลเซีย,สิงคโปร์และเวียดนาม ส่วนประเทศไทยอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมหรือไม่