"มาร์ค" ชี้การเมืองควรยึดระบบถ่วงดุล ฉะผู้มีอำนาจไม่ควรมีส่วนได้เสียเลือกตั้ง ลงพื้นที่ปชช.ดูออก

       

       หัวหน้าปชป. ชี้การเมืองไทย ควรยึดระบบถ่วงดุล ติงผู้มีอำนาจไม่ควรมีส่วนได้เสียในการเลือกตั้งหากลงเล่นยิ่งอันตรายมาก. ชี้ รบ.คสช.ลงพื้นที่ ปชช.จะดูออกเองมีเป้าหมายทางการเมืองหรือไม่ เหน็บสร้างไลน์ พีอาร์รัฐบาล งบ 7 ล้าน ถ้ามีแค่ สติ๊กเกอร์ “บิ๊กตู่ สวัสดี-ขอบคุณ” ไม่ใช่การประชาสัมพันธ์
       

       วันนี้ (16เม.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเมืองในประเทศไทยถ้าเราไม่ยึดตัวระบบถ่วงดุลให้เกิดความพอดี ถ้าพูดกันตรงๆตอนนี้มาตรา 44 ใหญ่กว่าทุกอย่าง ซึ่งความจริงศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องตีความต่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ก็ทำให้เราเริ่มศูนย์เสียตัวระบบว่าถ่วงดุลจริงหรือไม่ เวลามีพี่ใหญ่ใช้อำนาจเหนือทุกอย่างบางเรื่องก็ถูกใจ ตนก็ยอมรับ บางที่ก็สะใจว่ามันง่าย รวดเร็ว แต่ความสะใจ พอใจในกรณีนั้นเป็นการเปิดทางให้ไปทำอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งถึงวันนั้นเราอาจจะบอกว่าไม่ใช่ เมื่อเราจะไปต่อต้าน ก็อาจมีคนบอกว่าวันที่คุณสนับสนุน การที่เขาทำแล้วถูกใจก็จะมาค้ำอยู่ ดังนั้นโดยส่วนตัวตนถึงพยายามบอกว่าบางทีสังคมก็ต้องอดทน ระบบที่มีการถ่วงดุลอาจจะช้า ไม่สะใจเสมอไป แต่จะเป็นหลักประกันที่ดีกว่า
       
       ส่วนที่เป็นห่วงเรื่องการใช้มาตรา 44 กับองค์กรอิสระทั้งหลาย โดยเฉพาะกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ว่าจะอยู่ขั้วไหนคิดว่าทุกคนเห็นน่าจะตรงกันว่าการเมืองประเทศไทยถ้าจะเดินไปข้างหน้า 1. ต้องมีเลือกตั้ง และ2. ถ้าเริ่มจากเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ตนว่าไม่มีทางที่การเมือจะดีขึ้น บางยุคบางสมัยบอกว่าเราคิดแต่เรื่องการซื้อเสียง แต่การใช้อำนาจรัฐหรือการใช้อื่นเข้ามาแทรกแซงทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม เป็นปัญหาที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการซื้อเสียง และเหตุผลที่มีกกต.มาตั้งแต่ต้นเพราะทุกคนบ่นว่ารัฐเข้าไปเข้าไปมีส่วนได้เสียเพราะเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อมีกกต.ที่เขาบอกว่าเป็นอิสระ แล้วเรายังเปิดโอกาสให้คนใช้อำนาจบริหารเข้าไปแทรกแซง ชี้นำได้ สุดท้ายก็กลับไปสู่ปัญหาเดิมว่าการเลือกตั้งไมสามารถปราศจากการแทรกแซงของการใช้อำนาจรัฐ ทำให้การเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรมก็จะกลายเป็นปัญหาความชอบธรรมของระบบประชาธิปไตยอีก
       
       เมื่อถามว่า เมื่อมาตรา 44 ออกโดยคสช. การที่คสช.จะลงเล่นการเมืองจะดูน่าเกลียดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แม้ไม่มีส่วนในการเลือกตั้ง ตนก็ยังลังเลว่าจะสามารถใช้อำนาจมาแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระได้ เพราะทำให้ไม่เป็นอิสระ แต่ยิ่งบอกว่าคนที่ใช้อำนาจอาจจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ยิ่งเป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น และรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดว่าหากจะลงเล่นการเมือง ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ต้องลาออก90 วันหลังรัฐธรรมนูญประกาศ ซึ่งก็ชัดเจนว่าป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน กรณีหัวหน้าคสช.ก็ลงส.ส.ไม่ได้แล้ว แต่ตามตัวอักษรของรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกฯ 1ใน 3 แล้วเจ้าตัวยินยอม แต่คงไม่ค่อยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเท่าไหร่ เพราะชัดอยู่แล้วว่าไม่ต้องการให้ฝ่ายบริหารมาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จึงทำให้ตนมีความรู้สึกว่าในเรื่องของข่าวจะมีการตั้งพรรคโดยเอารัฐมนตรีมาเป็นหัวหน้าพรรค เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นรูปแบบที่แปลกเพราะรัฐมนตรีทั้ง 2คนไม่สามารถลงส.ส.ได้ และไม่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯด้วย คำถามคือ ทำไมต้องเอาคนที่มีอำนาจอยู่ในกระทรวงพาณิชย์ ในกระทรวงอุตสาหกรรม มาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง
       
       นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ของรัฐบาล คสช. ในช่วงนี้ ว่า ถ้าจะบอกว่าเขาลงพื้นที่มันผิดก็คงสรุปไม่ได้ เพราะการบริหารราชการแผ่นดินโดยปกติก็ต้องพยายามที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชน ก็หวังว่าประชาชนจะพึงพอใจ พูดง่ายได้คือได้คะแนนทางการเมือง ถ้าลงไปเพื่อจะไปดูข้อเท็จจริง ทำให้การแก้ไขปัญหาตรงจุด เราก็ไปต่อว่าเขาไมได้ แต่ของอย่างนี้ดูไปสักพักก็จะดูออกเองว่าเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดินหรือเป็นเรื่องของการมีเป้าหมายทางการเมือง
       
       ส่วนกรณีที่รัฐบาลทำไลน์ขึ้นมา โดยเอางบประมาณไปซื้อ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การประชาสัมพันธ์ก็อยู่ที่ของหน่วยงานว่าจะรูปแบบไหน แต่ก็มีข้อสังเกตว่ารูปแบบที่จะทำไลน์ โดยเอาไลน์ออฟฟิเชียลมาทำจะประชาสัมพันธ์งานของรัฐได้ขนาดไหน เพราะนึกไม่ออกว่าเขาจะเขียนอะไรมา และไม่แน่ใจว่าจะมีคนติดตามมากหมายแต่ไหน และงบที่ใช้ 7ล้านบาท โดยมีการทำสติ๊กเกอร์ไลน์ สันนิฐานว่าเป็นรูปนายกฯ และใครอยากได้สติ๊กเกอร์นี้ฟรีก็ไปโหลดมาได้ โดยการมาติดตามตัวไลน์นี้ เขาก็จะสามารถส่งข้อความได้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลสามารถทำได้ แต่เป้าหมายการประชาสัมพันธ์คืออะไร และเป็นข้อมูลแบบไหน
       
       “ไม่แน่ใจว่า การมาเทียบเคียงกับรัฐบาล การประชาสัมพันธ์ตรงนี้จะเป็นอย่างนี้ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก รัฐบาลเคยทำตอนที่มีค่านิยม 12 ประการ แล้วบอกว่ามีสติ๊กเกอร์ชุดหนึ่ง บังเอิญผมไม่ได้ไปติดตาม และไม่ได้รับสติ๊กเกอร์ชุดนั้นเลย จึงไม่รู้ว่าการทำอย่างนี้จำคุ้มค่าแค่ไหน ทั้งที่เป็นเงินภาษีอากรของประชาชน จะบอกว่า 7 ล้านบาท เล็กน้อย แต่ก็เป็นเงินภาษีประชาชน และการทำสติ๊กเกอร์ สวัสดี ขอบคุณ เป็นประชาสัมพันธ์รัฐอย่างไร”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
       
คำสำคัญ : อภิสิทธิ์