เปิดคำวินิจฉัยศาล รธน.ชี้คำสั่ง คสช.53/60 ตรงเจตนารมณ์ปฏิรูป “บิ๊กตู่” แจงค้านผู้ตรวจฯ ไร้อำนาจรับเรื่อง

update:

       

       เปิดคำวินิจฉัยกลางศาลรธน. ปมคำสั่งหัวหน้า คสช.53/60 ยันเป็นไปตามเจตนารมณ์ปฏิรูปการเมือง ด้านคำชี้แจง “บิ๊กตู่” ย้ำการใช้ ม.44 แก้กฎหมายถือว่าชอบด้วย รธน.และเป็นที่สุด ซัดผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจรับเรื่องพิจารณาตั้งแต่ต้น
       

       วันนี้(13 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูณได้เผยแพร่คำวินิ จฉัยกลางเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดิ นเสนอขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231(1) ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 140 และมาตรา 141 วรรคหนึ่ง (5) และวรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่53/2260 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 25,26,27 และมาตรา 45 หรือไม่นั้น สรุปได้ว่า การแก้ไขมาตรา 140 เห็นได้ว่า การสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นการบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่สำคัญสำหรับประชาชน การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตราดังกล่าวจึงเป็นการรับรองเสรีภาพของบุ คคลในการตัดสินใจเลือกและมอบความไว้วางใจแก่ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง อันเป็นการรับรองเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีการจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคให้ถูกต้องสมบูรณ์ ก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาสถาบันทางการเมือง จึงมีนัยสำคัญต่อการปฏิรู ปการเมือง ส่วนการแก้ไขมาตรา 141 วรรคหนึ่ง (5) และวรรคสองนั้น เห็นว่า การดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคประจำจังหวัดเป็นกระบวนการที่มีความจำเป็นสำหรับพรรคการเมือง เนื่องจากเป็นกลไกรองรับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงหลักการความเป็นพรรคการเมืองของประชาชนตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย แม้การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวอาจจะกระทบต่อพรรคการเมืองอยู่บ้างในกรณีที่ ไม่สามารถดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่กฎหมายก็ได้ยืดหยุ่นและผ่อนปรนให้พรรคการเมื องขอขยายเวลาต่อ กกต.ได้ และยังกำหนดให้มีองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต.ในการวินิจฉัยตามมาตรา 141 ที่มีผลกระทบต่อพรรคการเมือง โดยให้พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นการรับรองสิทธิ ทางศาลของพรรคการเมืองให้ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม และเป็นไปตามหลักนิติธรรม จึงไม่เป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของสมาชิกพรรค และพรรคการเมืองจนเกินสมควรแก่เหตุ และเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคั บเป็นการทั่วไปจึงไม่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
       
        นอกจากนั้นในคำวินิจฉัยดังกล่าวยังได้ระบุถึงการชี้แจงของหัวหน้า คสช.ว่า การออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวเป็นไปเพื่อการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ก.(2) จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุดตามรัฐธรรมนูญ(ฉบั บชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 44 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 265 แม้คำสั่งดังกล่าวจะมีผลเป็นการแก้ไข พ.ร.ป.พรรคการเมือง แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด ย่อมทำให้ พ.ร.ป.พรรคการเมืองที่แก้ไขแล้วนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงไม่มีหน้าที่และอำนาจที่จะรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาและเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ขณะเดียวกันความที่ใช้ แทนในมาตรา 140 ยังคงให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิของสมาชิกพรรคการเมืองทุกประการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 และเป็นการให้สิทธิแก่สมาชิกพรรคการเมืองได้ทบทวนตนเองว่ายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะเป็นสมาชิกพรรคต่อไปหรือไม่ ด้วยความรอบคอบ ชัดเจน เป็นอิสระ และโดยสมัครใจ จึงไม่เป็นการลิดรอนสิทธิหรือเพิ่มภาระเกินสมควรแก่สมาชิกพรรค และหากพิจารณาถึงผลที่จะได้รับเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมือง ย่อมทำให้การจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองเป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อย ไม่เกิดความยุ่งยากสับสนหรือความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นก่อนแล้วกับพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่
       
       ส่วนการแก้ไขมาตรา 141 วรรคหนึ่ง(5) และวรรคสองนั้น ไม่มีลักษณะเป็นการลิดรอนเสรี ภาพและการมีส่วนร่วมในการส่งผู้ สมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิ่มภาระในการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองใหม่จนเกิ นสมควรแก่เหตุ หรือเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองที่มีอยู่ เดิมแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองสามารถดำเนินการได้ ตามกรอบเวลา ขณะที่กฎหมายได้ให้อำนาจ กกต.ที่จะขยายเวลาดำเนินการเพิ่มเติมอีกได้ ทั้งนี้หากพิจารณาเจตนารมณ์ ของคำสั่งหัวหน้า คสช. ย่อมเห็นได้ว่ามาตรการดังกล่าวเป็นวิธีการเพื่อให้เกิดผลในการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 โดยมุ่งประสงค์ให้พรรคการเมืองมีลักษณะเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นก่อนแล้วกับพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่