ศิริราชห่วงพบ “มะเร็งเต้านม” ระยะรุนแรงเพิ่ม เหตุหันพึ่งสมุนไพรจนเสียโอกาส

ผู้จัดการออนไลน์

       

       “หมอศิริราช” ห่วงพบ “มะเร็งเต้านม” ระยะรุนแรงมากขึ้น เหตุเลือกไปรักษาด้วยสมุนไพรจนเสียโอกาสรักษา ทำให้เป็นโรคมากขึ้น ด้าน ผอ.สถาบันมะเร็งฯ ชี้กลุ่มป่วยมะเร็งระยะเริ่มต้นน่าห่วงสุด หากทิ้งการรักษาแผนปัจจุบัน
       

       นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ ศัลยแพทย์ด้านศีรษะ คอ เต้านม โรงพยาบาลศิริราช ได้โพสต์รูปภาพมะเร็งเต้านมขั้นรุนแรง พร้อมข้อความเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ “บันทึกเรื่องน่ารู้ by Dr.Adune” ถึงเรื่องราวความเจ็บปวดที่ได้จากการรักษาสมุนไพรไม่ค่อยมีคนเล่าให้ฟัง โดยมีใจความว่า บ้านเรามีคนแห่กันไปใช้สมุนไพรรักษามะเร็งกันมากมาย เร็วๆ นี้ ก็เป็นหมอ ส. ที่ลือกันว่าดีนักดีหนา ต้องเข้าคิว ต้องมีการขอหนังสือรับรองจากแพทย์ ดูเป็นเรื่องเป็นราวน่าเชื่อถือ ได้ผลจริงหรือเปล่าไม่อาจทราบได้ คำกล่าวอ้างที่ให้เราเห็นว่า คนไข้หาย อาจจะเกิดเพราะคนไข้หายจากอย่างอื่น หายจากการรักษาแผนปัจจุบันร่วมด้วย คนไข้ได้ยาสมุนไพรแล้วมีกำลังใจ ก็รู้สึกดีขึ้น แต่ในฝั่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ถ้าจะบอกว่าการรักษาได้ผลต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด ต้องพิสูจน์ แต่ไม่ใช่แค่บอกต่อกัน แล้วก็เชื่อเลยแบบที่เราเป็นอยู่
       
       ภาพที่นำมาให้ดูเป็นภาพที่อาจารย์หมอท่านหนึ่งโพสต์ให้เห็นว่า ในช่วงเดือนนี้ มีคนไข้ลักษณะนี้มาหาหมอมากขึ้น เป็นมะเร็งที่ปล่อยไว้จนเป็นมาก ยากแก่การรักษา คนไข้กลุ่มนี้ คือ กลุ่มคนที่เสียโอกาส รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งในระยะรักษาได้ แต่เลือกที่จะไปใช้สมุนไพร และละทิ้งการรักษาหลักตามแผนปัจจุบันที่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล ทำให้เสียเวลาและเมื่อรักษาสมุนไพรไปสักระยะหนึ่ง (ประมาณ 3 - 6 เดือน) พบว่าไม่ได้ผล โรคเป็นมากขึ้น ทนไม่ไหว จึงกลับมาพบแพทย์แผนปัจจุบัน
       
       เรื่องเหล่านี้ ดูๆ แล้ว หลายคน ก็อาจจะรู้สึกว่า อ้าว แล้ว ทำไมคนทั่วไปไม่เห็นได้รับรู้เลยะ หมอแผนปัจจุบันมีอคติหรือเปล่า ถึงพูดอย่างนี้ ... ครับ คนที่เป็นแบบนี้ มักจะไม่ค่อยกล้าเล่าให้คนอื่นฟัง เหมือนถูกหลอก แต่ก็ปลอบใจตัวเอง ว่า ก็เราเลือกเอง หมอ ส. เขาก็หวังดี คนแนะนำให้ไปหา เขาก็หวังดี ... ทำนองนี้ .. เป็นความจริง เป็นวิธีคิดแบบไม่โทษคนอื่น ... ไม่มีใครไปต่อว่า คนที่แนะนำให้ไปกินสมุนไพร และคนที่แนะนำคนไข้ไปใช้สมุนไพร ก็อาจเชื่อโดยสนิทใจ ก็ฟังเขาบอกมา ... เมื่อผู้ป่วยต้องเผชิญกับสภาพเช่นนี้ ก็มักจะไม่ไปป่าวประกาศว่า สมุนไพรไม่ได้ผล ... คิดว่า คนอื่นอาจจะได้ผล คงเป็นที่ตัวเรา ที่มีกรรม เลยไม่ได้ผล
       
       ไม่อยากให้คนไทยเราคิดแบบนี้นะครับ เพราะเป็นการทำให้คนอื่นไม่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราควรบอกต่อ บอกให้รู้ว่า มีคนไข้จำนวนหนึ่ง (ซึ่งมากพอควร) เสียโอกาสในการรักษา เพราะหลงเข้าใจว่า สมุนไพรจะได้ผล... มาช่วยกันดีกว่าไหมครับ บอกความจริงให้ คนไทยด้วยกันรับรู้ จะได้ไม่เสียโอกาสที่จะรักษาโรคให้หายได้ ... ไม่มัวแต่เสียเวลา ปล่อยให้โรคที่หายได้ ทิ้งไว้จนรักษายาก
       
       นพ.อดุลย์ กล่าวว่า หลายปีมานี้ประเทศไทยไม่ค่อยเจอโรคมะเร็งเต้านมขั้นรุนแรงระยะที่ 3 ต่อ 4 เพราะเทคนิคการรักษาต่างๆ ดีขึ้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 มักจะเป็นไม่เกินระยะที่ 2 แต่วันนี้พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 ต่อ 4 มากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติและน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ คนไข้จำนวนมากพบหมอ พอพิสูจน์ตรวจชิ้นเนื้อพบว่าเป็นโรคมะเร็ง ผู้ป่วยกลับขอเพียงใบรับรองแพทย์และผลการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อไปรักษากับอีกวิธีหนึ่งที่เขาไปได้ยินมาว่ารักษาได้ ซึ่งเราเตือนเขาแล้วว่ามะเร็งที่เป็นอยู่นั้น อยู่ในระยะที่สามารถรักษาได้ แต่คนไข้กลุ่มนี้ก็หายไปจากระบบ ผ่านไป 6 เดือน กลับมาอีกครั้งกลายเป็นโรคระยะที่ 3 หรือ 4 ไปแล้ว ดังนั้นมันไม่ปกติ อย่างภาพที่ตนโพสต์นั้น ก็มาจากแพทย์ศิริราชท่านหนึ่ง ซึ่งถึงเดือนนี้ก็พบ 3 - 4 รายแล้ว
       
       “เราเป็นห่วงมาก เพราะจากโรคที่รักษาได้กลับเป็นรักษาได้ยากขึ้น เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถเก็บรักษาเต้านมคนไข้ได้มากกว่าครึ่งในกรณีที่เป็นไม่เยอะ แต่ 6 เดือนที่ผ่านมา ที่เรารู้สึกว่าคนไข้แห่มาขอหนังสือรับรองการป่วยมะเร็งและผลการตรวจชิ้นเนื้อจากหมอจำนวนมาก เพราะวิธีการอีกฝั่งประกาศชัดเจนว่าต้องมีชิ้นเนื้อ มีให้แจ้งความด้วย ซึ่งธรรมชาติของโรคมะเร็งเต้านมโดยเฉลี่ยจะมีการโตเพิ่มขึ้นเท่าตัวในทุก 3 เดือน ถ้าตัวที่โตเร็วอาจโตเท่าตัวในทุก 1 เดือนก็ได้ เช่น ถ้าครั้งที่แล้ว 2 เซนติเมตร ถัดมาอีก 2 เดือนจะโตเป็น 4 เซนติเมตร 3 เดือนจะกลายเป็น 6 เซนติเมตร ซึ่งจริงๆ ตอนที่โตแค่ 2 - 3 เซนติเมตร นั้นยังสามารถรักษาได้” นพ.อดุลย์ กล่าว
       
       ด้าน นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่หันไปรักษาโรคกับแพทย์ทางเลือกจะมีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นระยะเริ่มต้น มีโอกาสหายขาด แต่หนีการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน โดยหันไปรักษากับแพทย์ทางเลือก ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยพบ แต่ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าไร เพราะผู้ป่วยมักไม่กลับไปรักษากับแพทย์คนเดิม เนื่องจากเกรงว่าจะถูกตำหนิ จึงย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลใหม่ และไม่เปิดเผยว่าเคยไปรับการรักษาทางเลือกมาแล้ว หรือเคยทิ้งการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด ซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับที่เป็นข่าว เพราะทำให้เสียโอกาสในการหายขาดจากโรค
       
       นพ.วีรวุฒิ กล่าวว่า 2. ผู้ป่วยที่รักษาแบบแผนปัจจุบันควบคู่ไปกับการแพทย์ทางเลือก ถือเป็นสิทธิของผู้ป่วยที่ไม่สามารถห้ามได้ แม้บางครั้งอาจจะมีผลกระทบต่อยาที่ทำการรักษาบ้าง ซึ่งต้องขึ้นกับแพทย์ทางเลือกว่าให้รับประทานอะไร และบางครั้งผู้ป่วยก็ไม่แจ้งแพทย์แผนปัจจุบันด้วยว่าไปรักษาแพทย์ทางเลือก 3. ผู้ป่วยที่รับการรักษาแผนปัจจุบันเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างติดตามการรักษา และไปรับการรักษาแบบทางเลือกด้วย ซึ่งกลุ่มที่ 2 และ 3 นี้ หากได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น ก็ไม่ได้เกิดจากผลการรักษาจากแพทย์ทางเลือกเพียงอย่างเดียว อาจมาจากการแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่า และ 4.กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ที่รักษาได้เพียงแบบประคับประคองหรือรักษาตามอาการ ไม่มีโอกาสหายขาดแล้วจากการแพทย์แผนปัจจุบัน หากไปใช้การแพทย์ทางเลือกก็เป็นสิทธิของผู้ป่วย ทั้งนี้ การรับข่าวเกี่ยวกับการใช้แพทย์ทางเลือกในการรักษามะเร็งต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเป็นผู้ป่วยกลุ่มใดและขอฝากสื่อให้นำเสนอข่าวแบบเจาะลึกและนำเสนอผลทั้ง 2 ด้าน ทั้งผลดีและผลเสีย เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยที่มีโอกาสหายขาดไปหลงเชื่อจนเสียโอกาสสำคัญในการรักษาอย่างผู้ป่วยที่เป็นข่าว
       

ข่าวชุมชน-คุณภาพชีวิต

ข่าวยอดนิยม