“ทักษิณ” เตรียมรับมือหากยุบเพื่อไทย ส่งสมาชิกเข้าสู่อ้อมอก “เสรีพิศุทธ์”!?

MGROnline

       

       ทักษิณ ชินวัตร และแกนนำเพื่อไทย เตรียมยุทธวิธีรับมือ หาก กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคเพื่อไทย อ้างผิด พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 28-29 ให้ทักษิณ เข้าควบคุม-ครอบครอง-ชี้นำ เบื้องต้นมี 2 ทางเลือก และอาจตัดสินใจส่งสมาชิกเข้าสังกัดพรรค พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่เวลานี้ถือเป็นพันธมิตรรู้ใจที่สุด กับ 'นายใหญ่' และมีเป้าหมายเดียวกัน 'ไม่เอาเผด็จการทหาร' ขณะที่สมาชิกพรรคเสียวสันหลัง หวั่นถูกยุบก่อนเลือกตั้งไม่ถึง 90 วันจะหมดสิทธิ์สมัคร ส.ส.และเป็นได้แค่สมาชิกพรรคใหม่เท่านั้น
       


       ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทย เวลานี้ส่งผลให้สมาชิกพรรคเกิดอาการ 'เสียวสันหลัง' กันเป็นแถวซึ่งหนีไม่พ้นข่าวลือจะมีการยุบพรรคเพื่อไทย อันเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่วันนี้มีสถานะเป็นนักโทษหนีคดีไปแล้ว ทั้งที่ร้านอาหาร ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อเนื่องกันหลายครั้ง รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ป่าวประกาศให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยไม่หวั่นไหวต่อขบวนการใช้อำนาจรัฐ และอำนาจเงิน ในการดูดอดีต ส.ส.ของพรรคที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจเลือกตั้งเมื่อไหร่พรรคเพื่อไทยชนะที่ 1 ถล่มทลายแน่นอน
       
       น้ำเสียงและท่าทางที่นายทักษิณ ชินวัตร แสดงออกมาท่ามกลางญาติสนิท มิตรสหาย และคนในพรรคเพื่อไทย สื่อให้เห็นถึงความมีอำนาจและอิทธิพลต่อพรรคเพื่อไทย
       
       พูดง่ายๆ เสมือนหนึ่งเขาคือเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง เสียงจริง!
       
       คำพูดของนายทักษิณ หากมองในมุมของสมาชิกพรรคเพื่อไทย ต้องยอมรับว่าได้สร้างความฮึกเหิมและความมั่นใจว่าศึกเลือกตั้งครั้งหน้า 'นายใหญ่' สั่งสู้ไม่ถอย
       
       ส่วนในมุมของสาวก 'ทักษิณ-เพื่อไทย' ถือเป็นสัญญาใจที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า การที่เพื่อไทยจะชนะแบบถล่มทลายได้ก็อยู่ที่มวลชนเลือกที่จะหย่อนบัตรให้เพื่อไทยเท่านั้น และนี่ก็เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ 'ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' มีโอกาสกลับเมืองไทยได้
       
       แต่ใช่ว่านายทักษิณและพรรคเพื่อไทย จะไม่รู้ว่าเขากำลังเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายเล่นงานพรรคเพื่อไทย แต่ต้องไม่ลืมว่า พรรคเพื่อไทยก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคน เช่น นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นอดีตอัยการสูงสุด, นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นต้น

       

       ดังนั้นการที่มีข่าวออกมาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้สั่งให้มีการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร ว่าเข้าข่ายการครอบงำพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพื่อเก็บเป็นหลักฐานดำเนินการกับนายทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เมื่อถึงเวลาและหลักฐานพร้อมก็จะสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที
       
       โดย พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ได้ระบุในหมวดการสิ้นสุดของพรรคการเมืองเรื่องของการยุบพรรคการเมืองถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 92 ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำความผิด โดยให้ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคนั้น โดยเมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้วมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทำผิด ให้ศาลฯ สั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น เช่น ในมาตรา 28 และ 29 การให้บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือโดยทางอ้อม เป็นต้น
       
       แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อทักษิณกล้าเดินหน้าท้าทายอำนาจรัฐ ทั้งที่รู้ว่า พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าการจะยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ง่ายหากมีหลักฐานการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่ก็ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีหนทางออกในเรื่องนี้
       
       “พรรคเพื่อไทยต้องรอบคอบ จึงเตรียมการไว้พร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น แต่เราไม่รู้ว่าจะมีการยุบพรรคก่อนเลือกตั้งหรือหลังประกาศผลเลือกตั้งแล้ว รู้แต่ว่าผู้มีอำนาจสั่งการให้เก็บข้อมูลซึ่งก็คงดูว่ากระแสหนุนพรรคเพื่อไทยทิ้งห่างพวกเขาหรือเปล่า ข้อมูลตัวนี้น่าจะเป็นจุดชี้ขาดที่จะยุบเพื่อไทย”
       
       อย่างไรก็ดี นายทักษิณ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีความกังวลกับการยุบพรรคเพื่อไทย เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยได้รับ โดยครั้งแรกเมื่อยังเป็นพรรคไทยรักไทยได้ถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคในคดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 เป็นผลให้แกนนำพรรคที่ล้วนนั่งเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี จำนวน 111 คน ที่มักจะถูกเรียกขานว่า “บ้านเลขที่ 111”
       

       ต่อเมื่อเปลี่ยนไปเป็นพรรคพลังประชาชน ภายใต้แบรนด์ 'ชินวัตร' ก็ต้องถูกยุบพรรคอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย และให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคทั้ง 3 พรรคจำนวน 109 คน ซึ่งเป็นของพลังประชาชน 37 คน พรรคชาติไทย 43 คน และพรรคมัชฌิมาธิปไตย 29 คน คนละ 5 ปี  ซึ่งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ล้วนถูกตัดสิทธิโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ !
       
       นอกจากนี้คนที่นั่งเป็นหัวหน้าพรรคก็ล้วนแต่ต้องเผชิญวิกฤตต่างๆ โดยเฉพาะ 2 พี่น้องตระกูลชินวัตร นายทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยและนายกรัฐมนตรี ถูกรัฐประหารในปี 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ อันเกิดจากความวุ่นวายทางการเมืองที่มีสาเหตุมาจากการบริหารที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจนนำไปสู่เผด็จการรัฐสภาได้
       
       ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ถึง 2 ปี ได้สร้างความแตกแยกและนำไปสู่การเป็นเผด็จการทางรัฐสภาเช่นกัน มีการผูกขาดอำนาจเอื้อประโยชน์ให้กับตระกูลชินวัตรและพวกพ้อง โดยเฉพาะการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว จนนำไปสู่การทำรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ และขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา
       
       ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จำนวน 34 คน ที่อนุมัติเงินเยียวยาผู้ชุมนุม ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ทำให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของประเทศ รวมไปถึง 40 อดีต ส.ส.ที่เสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเพื่อช่วยนายทักษิณ ชินวัตร ก็อาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองเช่นกัน
       
       ส่วน นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนนอกของพรรคพลังประชาชน ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญเขี่ยตกเก้าอี้ เพราะเป็นพิธีกรทีวีรายการ 'ชิมไปบ่นไป' ของบริษัทเฟซมีเดีย ที่ดำเนินธุรกิจมุ่งหาผลกำไร จึงมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267
       
       ขณะที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยนายทักษิณ ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต่อจากนายสมัคร นั้น ถือเป็นนายกฯ ที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากวิกฤตทางการเมือง มีการชุมนุมต่อต้าน และศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2551 ในเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง มีผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ 5 ปี ซึ่งในเวลานั้นนายสมชาย เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จึงต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย
       

       ดังนั้นหากจะเกิดการยุบพรรคเพื่อไทยอีกสักครั้ง ก็ใช่ว่าจะทำให้นายทักษิณ และแกนนำพรรค 'ถอดใจ' ในทางการเมือง ตรงกันข้าม เขาเชื่อว่าหากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ชั่งใจให้ดี และดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทย จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนสงสารจากมวลชนอย่างท่วมท้น
       
       “ได้มีการประเมินกันแล้วว่าถ้าเพื่อไทยถูกยุบ จะมีคะแนนเทให้กับพรรคอะไหล่ ที่เราเตรียมตั้งไว้แล้ว และสิ่งที่เตรียมไว้ต้องให้เกิดการผิดพลาดน้อยที่สุด”
       
       ทั้งนี้สิ่งที่อดีต ส.ส.แถว 2 แถว 3 กังวลกันมากก็คือ หากกระบวนการต่างๆ ถูกกำหนดขึ้นมาและมีคำสั่งยุบพรรคช่วงก่อนเลือกตั้งแต่ไม่ถึง 90 วัน บรรดาผู้สมัครเหล่านี้จะหมดสิทธิลงสมัครทันทีแม้จะสามารถเข้าสังกัดพรรคที่ทางแกนนำพรรคเพื่อไทยเตรียมไว้แล้วก็ตาม
       
       เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 97 (3) บัญญัติไว้ว่าจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่กรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภาระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดเหลือ 30 วัน
       
       “ตรงนี้แหละที่ทำให้สมาชิกหวั่นไหว เราไม่รู้ว่ากระบวนการยุบพรรคจะมาลงที่เวลาไม่ถึง 90 วันหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเราย้ายพรรคได้จริง แค่ไปสังกัด แต่หมดสิทธิลงสมัคร ส.ส.ทันที ถ้าผู้มีอำนาจต้องการจะทำลายพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียงดีมากก็จะเลือกเวลานี้ แต่ถ้ายุบหลังเลือกตั้ง ก็จะถูกตัดสิทธิ แค่กรรมการบริหาร ส่วนสมาชิกก็จะย้ายไปอยู่พรรคอะไหล่ทันที
       
       ณ เวลานี้ นายทักษิณ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้มองหาทางออกด้วยการเตรียมพรรคสำรองไว้เบื้องต้น 2 พรรค คือ พรรคที่มีการจดทะเบียนไว้อยู่แล้ว จะถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่น และอีกพรรคถือเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดในเวลานี้ของนายทักษิณ คือพรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มีสายสัมพันธ์ทั้งเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มีโอกาสขึ้นเป็น ผบ.ตร ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงมีความสนิทสนมกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ในฐานะนายเก่า ซึ่งเป็น ผบ.ตร.คนแรกของการปรับโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถือเป็นหนึ่งในแกนนำและขุนพลอีสานที่นายทักษิณให้ความไว้วางใจ
       
       “ทักษิณ กับ เสรีพิศุทธ์ มีเป้าหมายตรงกันคือไม่เอาเผด็จการทหาร พร้อมที่จะสู้กับบิ๊กตู่และพรรคทายาทบิ๊กตู่”
       
       ณ เวลานี้จึงเป็นเรื่องที่นายทักษิณ และแกนนำพรรคเพื่อไทย อยู่ระหว่างการจัดทัพเพื่อเตรียมรับสถานการณ์การยุบพรรคที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ประมาท พร้อมกับวางกลยุทธ์ หากไม่มีการยุบพรรคเพื่อไทย จะทำอย่างไรจึงจะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายตามที่ลั่นวาจาไว้!