InClip :“มาครง” เตรียมทุ่มงบหลายล้านยูโร ดัน “ภาษาฝรั่งเศส” เป็นภาษาหลักของโลกแทนที่ภาษาอังกฤษ

       

       เอเจนซีส์ - เมื่อวานนี้(20 มี.ค) ประธานาธิบดี เอ็มมานุแอล มาครง ประกาศแผนรุกฆาตทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ ตั้งเป้าให้ “ภาษาฝรั่งเศส” กลายเป็นภาษาหลักของโลกแทนที่ภาษาอังกฤษ พุ่งเป้าคนรุ่นใหม่ในทวีปแอฟริกา และกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงสหภาพยุโรป เล็งต้องการลดอิทธิพลภาษาอังกฤษ ภายใต้นโยบายทางยุทธศาสตร์ “ภาษาฝรั่งเศสคือภาษาแห่งเสรีภาพ”
       

       เดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษ รายงานเมื่อวานนี้(20 มี.ค) ว่า ในแถลงการณ์วันอังคาร(20) ผู้นำฝรั่งเศสประกาศแผนยุทธศาสตร์รุกคืบทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ เตรียมทุ่มงบหลายล้านยูโรในการทำให้ “ภาษาฝรั่งเศส” แพร่หลายทั่วโลก ประธานาธิบดี เอ็มมานุแอล มาครง ชี้ “ภาษาฝรั่งเศสคือภาษาแห่งเสรีภาพ”
       
       สื่ออังกฤษชี้ มาครงมีแผนต้องการเพิ่มการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศส และเพิ่มจำนวนนักเรียนในโรงเรียนฝรั่งเศสทั่วโลก ซึ่งในรายงานของสื่อสหรัฐฯ VOA พบว่าประธานาธิบดี เอ็มมานุแอล มาครง มีแผนที่จะเปิดสถาบันภาษาฝรั่งเศสในต่างแดนเริ่มตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป และเพิ่มจำนวนนักเรียนมัธยมปลายเป็น 2 เท่าในการศึกษาต่อในโรงเรียนฝรั่งเศสต่างแดน รวมไปถึงเพิ่มจำนวนต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาศึกษาต่อในฝรั่งเศส
       
       ประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่า เขามีความมุ่งมั่นที่จะให้มีการใช้ภาษาฝรั่งเศสมากขึ้นท่ามกลางวิกฤตภาษาอังกฤษถูกใช้มากขึ้นในสำนักงานสหภาพยุโรป
       
       “สถานการณ์ในเวลานี้ค่อนข้างสับสน อังกฤษ(ภาษา)จะไม่มีวันปรากฎในกรุงบรัสเซลส์ในเวลาที่พวกเรากำลังถกกันถึง BREXIT”
       
       และกล่าวต่อว่า “การเข้ามามีอิทธิพลเช่นนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ มันขึ้นอยู่กับพวกเราที่จะตั้งกฎเกณฑ์ขึ้น ในการให้ปรากฎ และการทำให้ภาษาฝรั่งเศสกลายเป็นภาษาที่จะทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงโอกาส”
       
       ซึ่งเดอะการ์เดียนกล่าวว่า มาครงต้องการให้มีการสอนภาษาฝรั่งเศสต่อเจ้าหน้าที่อียูมากขึ้น
       
       ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ภาษาฝรั่งเศสนั้นครอบงำสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรปมานานแล้ว แต่ทว่าภาษาอังกฤษเริ่มสามารถแทรกตัวเข้ามาได้โดยเฉพาะหลังจากที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกเข้าร่วมในปี 2004
       
       เดอะการ์เดียนชี้ว่า ตามสถิติพบว่าภาษาฝรั่งเศสถูกจัดในลำดับ 6 ที่ทั่วโลกใช้มากที่สุด ตามหลังอันดับ 1 ภาษาจีนกลาง อันดับ 2 ภาษาอังกฤษ อันดับ 3 ภาษาฮินดู อันดับ 4 ภาษาสเปน และอันดับ 5 ภาษาอารบิก ตามลำดับ
       
       ในปัจจุบันนี้พบว่ามีจำนวนผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสนอกประเทศมากกว่าในประเทศฝรั่งเศส โดยจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น มีการคาดการณ์ว่า จะมีผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสมากกว่า 700 ล้านคนภายในปี 2050 ซึ่งจำนวน80% ของทั้งหมดอยู่ในทวีปแอฟริกา นอกจากสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรปแล้ว ทวีปแอฟริกาถือเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ผู้นำฝรั่งเศสต้องการให้ภาษาฝรั่งเศสถูกใช้เพื่อแทนที่ภาษาอังกฤษ
       
       เดอะการ์เดียนรายงานว่า ความโกลหาหลทางวัฒนธรรมที่มีการกล่าวถึงยุคการครอบงำอาณานิคมกลับมาเกิดขึ้น หลังจากในปีที่ผ่านมานักเรียนบูร์กินาฟาโซ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ ได้รับฟังคำประกาศิตจากประธานาธิบดีฝรั่งเศสว่า ภายในสิบปีนับจากนี้ภาษาฝรั่งเศสจะกลายเป็นภาษาอันดับ 1 ของแอฟริกา และบางทีอาจเป็นของโลก
       
       ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการในภาษาฝรั่งเศสของทวีปแอฟริกา รวมไปถึงบรรดานักเขียนชั้นนำในทวีปกาฬทวีปต่างวิจารณ์ต่อยุทธศาสตร์ผลักดันภาษาฝรั่งเศสของมาครง
       
       และพบว่า แอลเลน มาแบคเคา( Alain Mabanckou) ศาสตราจารย์ชาวคองโก-ฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลีส UCLA ได้ปฎิเสธคำเชิญของมาครงในการให้เข้าร่วมร่างนโยบายผลักดันภาษาฝรั่งเศสของเขา โดยมาแบคเคาชี้ว่า “นี่เป็นเสมือนการเข้ามาก้าวก่ายของอดีตประเทศเจ้าอาณานิคมต่ออดีตประเทศอาณานิคม” แต่ทางมาครงอ้างว่า ฝรั่งเศส มองตัวเองเป็นเพียงแค่ประเทศหนึ่งท่ามกลางอีกหลายประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสทั่วโลกเท่านั้น
       
       และผู้นำฝรั่งเศสยังยืนยันว่า มีความจำเป็นที่ต้องผลักดันให้มีความหลากหลายทางภาษาฝรั่งเศสเกิดขึ้น โดยต้องการให้ผ่านการสอนงานประพันธ์ของนักเขียนที่มีชื่อจากทวีปแอฟริกาที่จะถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนภายในโรงเรียนในประเทศฝรั่งเศส ที่ปัจจุบันนี้ยังไม่มี
       
       สื่ออังกฤษชี้ว่า นอกจากนี้ ผู้นำฝรั่งเศสต้องการผลักดันให้มีการใช้ภาษาฝรั่งเศสบนโลกออกไลน์มากขึ้น โดยกล่าวว่า ภาษาฝรั่งเศสถือเป็นอันดับ 4 บนโลกอินเตอร์เนต และอันดับ 3 บนร้านค้าออนไลน์แอมะซอน(Amazon) ซึ่งสำหรับตัวมาครงที่มีบางครั้งใช้ภาษาอังกฤษ ชี้ว่า “ภาษาอังกฤษ” ถือเป็นภาษาสำหรับธุรกิจ แต่เขากล่าวว่า การพูดภาษาฝรั่งเศสนั้นเป็นอีกทางที่จะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าความเป็น “ฝรั่งเศส” ในธุรกิจการค้า และเขาจะเดินหน้าผลักดันเพื่อให้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาเพื่อการค้าต่อไป
       
       ในการแถลงแผนยุทธศาสตร์การรุกคืบเมื่อวานนี้(20) ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังประกาศว่า ปราสาทในVillers-Cotterêts  ที่รู้จักในชื่อ Chateau Royal Villers-Cotterêts ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปารีสจะได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 200 ล้านยูโร เพื่อตั้งเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของโลกที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส โดยจะให้มีการสนับสนุนการเรียนภาษา เป็นสถานที่จัดงานเชิงวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ อ้างจากสื่อฝรั่งเศส thelocal.fr คาดว่า ศูนย์แห่งนี้จะสามารถเปิดทำการได้ในปี 2020 หลังได้รับการปรับปรุงแล้ว
       
       ซึ่ง VOA กล่าวต่อว่า สำหรับแผนอื่นๆยังรวมไปถึงการสนับสนุนการพัฒนาด้านวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ในประเทศแถบทวีปแอฟริกาและแถบแคริบเบียนที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก รวมไปถึงการให้การสนับสนุนทางการเงินในการสร้างภาพยนต์ในแถบประเทศแอฟริกาเหนือ
       
       ผู้นำฝรั่งเศสยังย้ำว่า บรรดาผู้ลี้ภัยที่ปัจจุบันอยู่ในฝรั่งเศสต้องมีโอกาสได้เข้าเรียนคอร์สภาษาฝรั่งเศสมากขึ้นเช่นกัน