ทย.กาง3.4หมื่นล.พัฒนา28สนามบิน เปิด PPPลดภาระงบประมาณ

MGROnline

       

       ทย.กาง3.4หมื่นล.พัฒนา28สนามบิน ดึงเอกชนร่วมPPP ลดภาระงบประมาณ
       กรมท่าอากาศยาน กางแผนพัฒนาสนามบินภูมิภาค 28 แห่ง ในระยะ 20 ปี วงเงินกว่า 3.4 หมื่นล. ด้าน“ไพรินทร์”เร่งแผนโอน 4 สนามบินให้ทอท.เผยเตรียมตั้งคณะทำงานพิจารณาการถ่ายโนอขณะที่ เปิด PPP เอกชนร่วมทุนอีก 4 แห่ง ทำให้ทย.เหลือสนามบิน 24 แห่ง ชี้เปิดเอกชนร่วมพัฒนาช่วยรัฐประหยัดงบ และเสริมศักยภาพสนามบินเมืองรอง หนุนนโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง

       
        นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “ Airports For All : กรมท่าอากาศยาน มุ่งมั่น ก้าวไกล เพื่อไทยทุกคน” ว่า กรมท่าอากาศยาน (ทย.) มีแผนการพัฒนาระยะ 20 ปี(2561 – 2570)ของท่าอากาศยาน 28 แห่งและท่าอากาศยานเบตง ที่อยู่ในความรับผิดชอบ วงเงินประมาณ 34,507 ล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพในการรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้นและผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น
       
       ซึ่งการพัฒนาสนามบินหลัก 3 แห่ง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา เพื่อรองรับผู้โดยสารรวมที่ 120ล้านคน ต่อปี ส่วนสนามบินภูมิภาค 28 แห่ง มีเป้าหมายพัฒนาเพื่อรองรับผู้โดยสารรวมที่ 58 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันมี 30 ล้านคน โดยประเมินจากอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 6.6 %ต่อปี นอกจากนี้จะต้องยกระดับสนามบินภูมิภาค หรือสนามบินเมืองรอง ให้เป็นสนามบินนานาชาติอีกด้วย
       
       ***ตั้งคณะกรรมการเดินหน้าถ่ายโอน 4 สนามบินให้ทอท.
       
       ทั้งนี้ ในส่วนของการโอน ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) จำนวน 4 แห่ง คือ ท่าอากาศยานอุดรธานี ท่าอากาศยานสกลนคร ท่าอากาศยานตาก และท่าอากาศยานขุมพร ไปให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการ นายไพรินทร์กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) สัญจรที่ จังหวัดชุมพรได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว และขณะนี้ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณารายละเอียดในเรื่องการถ่ายโอนให้ถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังด้วย
       
        ส่วนการให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ในการพัฒนาสนามบินของกรมท่าอากาศยาน ซึ่งจะต้องเลือกสนามบินที่น่าสนใจจูงใจเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุน และเป็นการช่วยลดการลงทุนในส่วนของภาครัฐลง ซึ่งจะทำให้การบริหารและพัฒนาสนามบินของไทย จะมีทั้งที่รัฐลงทุนคือ สนามบิน 24 แห่งของ ทย. ส่วนที่รัฐวิสาหกิจ คือทอท. 6 แห่ง บวกกับโอนจาก ทย.อีก 4 แห่ง และสนามบินอู่ตะเภาที่จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน จะมีความหลากหลายเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี และเป็นทางเลือกในการเดินทาง
       
       ***ทอท.บริหารต้องปรับขึ้นค่าบริการสนามบิน
       
        อย่าหงไรก็ตาม สนามบินภูมิภาคในความรับผิดชอบของ ทย.นั้น มีการคิดอัตราค่าจอดเครื่องบินและลดค่าใช้สนามบินลง (Landing & Parking) ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน (Passenger Service Charge : PSC) ที่ถูกกว่าทอท. ดังนั้น 4 สนามบินที่โอนให้ทอท. จะมีการพัฒนาและบริหารภายใต้แนวทางของทอท. ซึ่งจะมีการคิดค่าธรรมเนียมและบริการเหมือนสนามบินของทอท. ซึ่งจะสอดคล้องกับการยกระดับบริการ
       
       รายงานข่าวแจ้งว่า การโอน ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) จำนวน 4 แห่ง คือ ท่าอากาศยานอุดรธานี ท่าอากาศยานสกลนคร ท่าอากาศยานตาก และท่าอากาศยานขุมพร ไปให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการไปยังกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งโอนดำเนินการนั้น ส่วนการเปิด PPP ร่วมทุน สนามบิน 4 แห่ง ได้แก่ 1.สนามบินเพชรบูรณ์ 2. สนามบินนครราชสีมา 3. สนามบินบุรีรัมย์ 4. สนามบินหัวหิน
       
       นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า การพัฒนาท่าอากาศยานในครั้งนี้ ถือเป็นแผนแม่บทในการพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาคระยะ 20 ปี ทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และความปลอดภัย เพื่อรองรับการเติบโตด้านการคมนาคมทางอากาศ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต โดยจัดสรรงบประมาณในช่วงการพัฒนา 10 ปีแรก (2561 – 2570) ประมาณ 34,507 ล้านบาท แบ่งเป็น ปี 2561 – 2565 ปรับปรุงท่าอากาศยาน 17 โครงการก่อสร้างใหม่ 1 ท่าอากาศยาน วงเงินลงทุน 27,248 ล้านบาท ปี 2566 – 2570 ปรับปรุงท่าอากาศยาน 8 โครงการวงเงินลงทุน 7,259 ล้านบาท ส่วน ปี 2571 – 2580 กรมท่าอากาศยานอยู่ระหว่างกำลังดำเนินการศึกษาข้อมูลเพื่อพัฒนาพื้นที่ต่อไป
       
       ทั้งนี้ นอกจากจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวกภายในท่าอากาศยานแล้ว กรมท่าอากาศยานยังให้ความสำคัญกับชุมชน โดยมีการจัดสรรพื้นที่เช่าภายในท่าอากาศยาน ให้สินค้าท้องถิ่นหรือวิสาหกิจชุมชนสามารถใช้ถพื้นที่ได้ถึงร้อยละ 30 ของพื้นที่เช่าทั้งหมด นอกจากนี้ ยังยกระดับสู่การเป็นสนามบินศุลกากร โดยติดตั้งระบบ C.I.Q. (Customers Immigration Quarantine) เพื่อให้ผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ต้องผ่านการเดินทางหลายสนามบิน สามารถเช็คอินสัมภาระและสินค้าต่างๆ จากต้นทางสู่ปลายทางเพียงครั้งเดียวได้เลย และยังมีการเปิดพื้นที่ท่าอากาศยาน
       ให้เป็นฐานฝึกให้โรงเรียนการบิน เพื่อผลิตบุคลากรทางการบินที่มีศักยภาพ และเพียงพอตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคในอนาคตด้วย