“พาณิชย์” ทำสำเร็จ ดันปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

ผู้จัดการออนไลน์

       

       กรมการค้าต่างประเทศทำสำเร็จ ผลักดันให้มีการปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ให้ประเทศคนกลางสามารถออกหนังสือรับรองได้ เผยจะส่งผลดีต่อไทยในการทำธุรกิจในรูปแบบนายหน้า และตัวกลางกระจายสินค้า
       

       นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ครั้งที่ 14 เมื่อเร็วๆ นี้ โดยที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงการผ่อนคลายเงื่อนไขการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าโดยประเทศคนกลาง หรือที่รู้จักกันในนาม Back-to-Back C/O โดยประเทศคนกลาง (Intermediate Country) สามารถพิจารณาออกหนังสือรับรองฯ แบบ Back-to-Back กรณีการแบ่งสินค้าส่งออก หรือการทยอยส่งออก (Partial Shipment) ได้ ซึ่งจะส่งผลดีและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจในรูปแบบนายหน้าและตัวกลางกระจายสินค้า (Distribution Hub) ของผู้ประกอบการไทย
       
       ทั้งนี้ การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าโดยประเทศคนกลาง หรือมาตรการ Back-to-Back อนุญาตให้ประเทศคนกลางสามารถออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้แก่สินค้านำเข้าซึ่งไม่ได้ผลิตในประเทศของตนโดยอ้างอิงจากหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ออกจากประเทศต้นทางซึ่งผลิตสินค้า สำหรับกำกับสินค้าที่จะส่งออกต่อไปยังประเทศปลายทาง เพื่อนำไปขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร โดยที่ประเทศต้นทางที่ผลิตสินค้า ประเทศคนกลาง และประเทศปลายทางต้องเป็นสมาชิกความตกลงการค้าเสรีเดียวกัน
       
       "เดิมภายใต้ความตกลง AANZFTA มิได้ระบุอย่างแจ้งชัดว่าอนุญาตให้ประเทศคนกลางสามารถออกหนังสือรับรองฯ Form AANZ แบบ Back-to-Back กรณีการแบ่งสินค้าส่งออก หรือการทยอยส่งออกได้ ซึ่งความคลุมเครือดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในรูปแบบศูนย์กลางกระจายสินค้าของผู้ประกอบการไทย กรมฯ จึงดำเนินการผลักดันให้ประเทศสมาชิก AANZFTA ทบทวนระเบียบปฏิบัติว่าด้วยมาตรการ Back-To-Back C/O จนได้ข้อสรุปตามที่กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้" นายอดุลย์กล่าว
       
       นายอดุลย์กล่าวว่า การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง AANZFTA ในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 970.85 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ รถบรรทุกขนส่ง ขนาดไม่เกิน 5 ตัน เครื่องประดับที่ทำหรือชุบด้วยเงิน ผ้าอ้อมและผ้าอนามัย แชมพู กันชนและส่วนประกอบ สิ่งปรุงแต่งสำหรับใช้กับผม โพลิเอทิลีนที่มีความถ่วงจำเพาะตั้งแต่ 0.94 ขึ้นไป สิ่งปรุงแต่งเสริมความงาม แว่นตา และเลนส์แว่นตาทำด้วยวัตถุอื่นนอกจากแก้ว
       
       นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง AANZFTA แล้ว สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรืออาเซียน สามารถขอรับสิทธิการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีศุลกากรนำเข้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) หรือความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ตามลำดับ โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการมักเลือกใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงดังกล่าวเหนือความตกลง AANZFTA เนื่องจากความคุ้นชิน ประกอบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่แตกต่างกัน
       
       อย่างไรก็ดี จากการที่ความตกลง AANZFTA ประกอบด้วยสมาชิกถึง 12 ประเทศ ย่อมมีสิทธิประโยชน์หรือมาตรการบางมาตรการที่เหนือกว่า เช่น มาตรการว่าด้วยการออกหนังสือรับรองฯ โดยประเทศคนกลาง หรือ Back-to-Back C/O ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้ความตกลง TAFTA หรือ TNZCEP หรือมาตรการว่าด้วยการสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าที่อนุญาตให้สามารถนำวัตถุดิบ/สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศสมาชิกทั้ง 12 ประเทศมาสะสมถิ่นกำเนิดได้ ขณะที่ความตกลง TAFTA หรือ TNZFTA อนุญาตให้นำวัตถุดิบ/สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดเฉพาะจากออสเตรเลียเท่านั้นมาสะสมถิ่นกำเนิด ดังนั้น ผู้ประกอบการควรศึกษาเพื่อให้สามารถเลือกใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้กรอบความตกลงที่สอดคล้องกับรูปแบบการผลิตและการค้าของ
       
       หากผู้ประกอบการมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรืออาเซียน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน กรมการค้าต่างประเทศ 1385 หรือกองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทรศัพท์ 0-2547-5098 หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ http://www.dft.go.th
       

ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้