“เอคเซนเชอร์” เตือนธุรกิจไทยน่าห่วงเรื่องซีเคียวริตี้

ผู้จัดการออนไลน์

       

       บริษัทที่ปรึกษา “เอคเซนเชอร์” (accenture) โชว์ผลการศึกษาธุรกิจไทยเห็นความสำคัญเทคโนโลยีและตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือโลกยุคดิจิทัลเหนือมาตรฐานโลกหลายเทรนด์ แต่จุดที่น่าห่วงที่สุดคือประเด็นซีเคียวริตี้ที่ยังมีความเสี่ยงร้ายแรง เบื้องต้นทีมวิจัยทึ่งธุรกิจไทยมอง 5G สำคัญมากกว่าที่คิด
       

       นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทยกล่าวระหว่างการเปิดเผยผลการสำรวจ “เอคเซนเชอร์ เทคโนโลยี วิชั่น 2019” โดยระบุว่าผลการสำรวจในปีนี้ถือว่าไม่ต่างจากปีที่แล้วแบบพลิกหน้ามือหลังมือ แต่เป็นการต่อยอดขึ้นมาต่อเนื่องจากภาพรวมธุรกิจในปีที่ผ่านมา ซึ่งจากผลการศึกษาล่าสุด พบว่าสิ่งหลักที่องค์กรไทยต้องปรับคือทักษะบุคลากร ขณะที่ความท้าทายที่สุดของธุรกิจไทยนับจากนี้คือเรื่องซีเคียวริตี้
       
       “สิ่งที่องค์กรไทยต้องปรับคือทักษะบุคลากร เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีการพัฒนาทักษะใหม่ accenture เราเริ่มทำกับลูกค้าบางรายแล้ว เพราะการซื้อเทคโนโลยีไม่ใช้เรื่องยาก แต่การทำให้คนในธุรกิจใช้เทคโนโลยีในการวัดผล หรือเปลี่ยนการทำงานเป็นเรื่องไม่ง่าย” นนทวัฒน์ระบุ ”ความท้าทายที่สุดของธุรกิจไทยนับจากนี้ คือเรื่องซีเคียวริตี้ เพราะธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับทุกอย่างสูงเท่ามาตรฐานโลก แต่เรื่องซีเคียวริตี้น้อยกว่า”
       
       แนวโน้มซีเคียวริตี้ที่นนทวัฒน์พูดถึงเป็น 1 ใน 5 แนวโน้มที่เป็นบทสรุปของรายงานเรื่อง “เอคเซนเชอร์ เทคโนโลยี วิชั่น 2019” รายงานนี้ชี้ว่าโลกใหม่ของธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้จะเข้าสู่ช่วง “หลังยุคดิจิทัล” (post-digital era) ยุคแห่งจุดพลิกผันที่เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้บริษัทเข้าใจลูกค้าได้ดี
       
       ไทยตื่นตัวกว่ามาตรฐานโลก
       
       การสำรวจพบว่าราว 4 ใน 5 (79%) ของผู้บริหารกิจการและที่ดูแลด้านไอทีกว่า 6,600 คนทั่วโลกที่เอคเซนเชอร์ทำการสำรวจในรายงานฉบับนี้ เชื่อกันว่าเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสื่อสังคม โมบายล์ อนาไลติกส์ และคลาวด์ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นฐานเทคโนโลยีหลักขององค์กร จุดนี้พบว่าผู้บริหารไทยเห็นด้วยกับแนวทางนี้มากกว่ามาตรฐานโลก
       
       “การสำรวจผู้บริหารในไทย 88% เห็นด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โครงการนำร่องทดลอง แต่มีการใช้จริงกับธุรกิจหลักแล้ว ถือว่าสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ”
       
       หากเจาะลงรายละเอียด แนวโน้มแรกที่บริษัทต่าง ๆ มองว่าจะต้องรับมือในช่วง 3 ปีนับจากนี้คือการทำความเข้าใจดีเอ็นเอของ 4 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ซึ่งเรียกว่าเทคโนโลยี DARQ ได้แก่ Distributed ledger บล็อกเชน, Artificial intelligence ปัญญาประดิษฐ์, Extended Reality ระบบเสมือนจริงสำหรับองค์กร และ Quantum computing การประมวลผลระดับสุดยอดคอมพิวเตอร์
       
       เมื่อให้ผู้ตอบแบบสำรวจเรียงลำดับเทคโนโลยีที่จะส่งผลต่อองค์กรที่สุดในช่วง 3 ปีข้างหน้า ก็พบว่า 41% ของผู้บริหารให้เทคโนโลยีเอไอมาเป็นอันดับหนึ่ง มากกว่าสองเท่าของที่เทคะแนนให้เทคโนโลยีอื่นในกลุ่ม DARQ
       
       “สิ่งที่ธุรกิจโลกมองว่าจะมีอิมแพคสูงกับธุรกิจใน 3 ปีข้างหน้าคือ AI แต่ธุรกิจไทยมองที่บล็อกเชนมากกว่า AI เรื่องนี้ผมไม่แปลกใจ เพราะไทยเรามีตัวอย่างการใช้บล็อกเชนจริงที่มากที่สุดในอาเซียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงการที่ทุกธนาคารร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้เทคโนโลยีบล้อกเชนมีการใช้งานจริงทั้งอุตสาหกรรม ที่แรกในอาเซียน”
       
       แนวโน้มที่ 2 คือการใช้ดาต้าถอดรหัสลูกค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทำให้เข้าถึงโอกาสเจาะกลุ่มตลาดเฉพาะได้ พบว่า 4 ใน 5 ของผู้บริหารทั่วโลก (83%) เผยว่าวันนี้องค์กรต้องใช้วิธีการใหม่ในการหาโอกาสทางการตลาดเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีใครตอบโจทย์ ตัวเลขนี้ต่ำกว่าการสำรวจในไทย ที่ผู้บริหาร 95% เชื่อว่าการใช้ดิจิทัลดาต้ามีผลกับธุรกิจ
       
       แนวโน้มที่ 3 คือการทำงานร่วมกันระหว่างคนและเครื่องจักร การสำรวจพบว่าผู้บริหารกว่า 2 ใน 3 (71%) เชื่อว่าพนักงานของบริษัทมีความคุ้นเคยและเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมากกว่าองค์กร ส่งผลให้คนทำงานต้อง “รอ” ให้องค์กรก้าวตามให้ทัน ตัวเลขนี้ถือว่าต่ำกว่าผู้บริหารไทย 87% ของกลุ่มตัวอย่าง ที่ยอมรับว่าวันนี้พนักงานมีการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ในองค์กรเพราะเทคโนโลยี
       
       ซีเคียวริตี้ไทยยังเสี่ยง
       
       แนวโน้มที่ 4 คือการรักษาความปลอดภัยแบบทั้งระบบนิเวศน์ ทั้งตัวบริษัทเองและพันธมิตร จุดนี้การสำรวจพบว่ามีผู้บริหารโลก 29% เท่านั้นที่ทราบดีว่าพันธมิตรในระบบนิเวศของตนได้ดำเนินการอย่างจริงจังด้านมาตรฐานความปลอดภัย เท่ากับบริษัทส่วนใหญ่ไม่ทราบจริงๆว่าบริษัทพันธมิตรรายอื่นมีความสามารถในการแก้ไขฟื้นฟูระบบได้ทันท่วงทีหรือไม่
       
       “สัดส่วนนี้ยังสูงกว่าบริษัทไทย เพราะ 28% เท่านั้นเองที่รู้จริงๆ ไม่ใช่เชื่อว่า หรือหวังว่า ซีเคียวริตี้ของบริษัทพันธมิตรเป็นอย่างไร แต่ก็ถือว่าสัดส่วนนี้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลก”
       
       แนวโน้มที่ 5 คือการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ทันทีแบบ “เดี๋ยวนี้ ตอนนี้” แนวโน้มนี้ถือว่ามาแรงเพราะผู้บริหารโลกราว 6 ใน 7 (85%) เห็นด้วยว่าการใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สามารถชี้แพ้ชี้ชนะถึงความได้เปรียบเชิงแข่งขันของธุรกิจ
       
       “ผู้บริหารไทย 95% บอกว่าจะแข่งขันกันตรงนี้ เพื่อแย่งโมเมนต์นั้นของลูกค้าให้ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องของการทำราคา แต่เป็นการตอบความต้องการให้ได้ในเวลานั้น เชื่อว่าจะเป็น Next big wave ที่จะชี้แพ้ชนะ”
       
       รายงานเอคเซนเชอร์ เทคโนโลยี วิชั่นจัดทำขึ้นทุกปีโดยเอคเซนเชอร์ แล็บ แอนด์ เอคเซนเชอร์ รีเสิร์ช (Accenture Labs and Accenture Research) สำหรับปี 2019 ทีมงานได้สัมภาษณ์ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รวมถึงผู้บริหารในเอคเซนเชอร์ร่วม 100 คน ในขณะเดียวกันก็ทำการสำรวจออนไลน์ไปยังผู้บริหารธุรกิจและไอที 6,672 คนที่ล้วนเป็นผู้บริหารระดับอาวุโส (C-level) ของบริษัทใน 27 ประเทศ ร่วม 20 อุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นกิจการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ.
       
คำสำคัญ : accenture

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้