‘ทรัมป์’ เหลือเพื่อนน้อยลงทุกวัน...

       

       ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยคงรู้สึกหวานอมขมกลืนกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งน่าจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ว่าไม่เหมือนใครในอดีตในรูปแบบลีลาการพูดจา พฤติกรรม ระดับความก้าวร้าวและอาจภาวนาว่าอย่าได้มีคนแบบนี้อีกเลย
       

       คนเดียวก็เกินพอแล้ว! อะไรอย่างนั้น ทุกวันนี้ทรัมป์มีแต่ทำเรื่องต่างๆ ให้ชาวบ้านหายใจไม่ทั่วท้อง คาดการณ์พฤติกรรมและอารมณ์แปรปรวนได้ยาก จนมีคำถามว่าทรัมป์มีวุฒิภาวะเหมาะสมเป็นผู้นำประเทศหรือไม่ คำตอบคงเดาไม่ยาก
       
       พวกพรรคเดโมแครต สื่อกระแสหลัก และบางคนในพรรครีพับลิกัน คงตัดสินรวบยอดไปแล้วว่าทรัมป์เป็นตัวปัญหา บริหารไม่มีหลักการ ใช้อารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ และนโยบายหลักหลายเรื่องก็เพื่อจ้องโละทิ้งผลงานหลักของบารัค โอบามา ทั้งนั้น
       
       เรื่องสวัสดิการด้านสุขภาพ ทรัมป์ยังได้เผชิญแรงต้านจากวุฒิสมาชิกพรรคเดียวกัน และช่วงนี้กำลังเมามันอยู่กับการทำสงครามน้ำลายกับวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน รวมทั้งอดีตคนในทีมงานซึ่งออกไปเปิดโปงปัญหาความไม่เข้าท่าของทรัมป์
       
       เป็นรูปแบบของการแปลงมิตรให้เป็นศัตรูในอัตราเร็วน่าตกใจไม่น้อย! ทำให้ขบวนการเผาทรัมป์ซ้ำเติมผลของการสำรวจความนิยมต่อทรัมป์ ทำให้ดูแย่กว่าเดิม
       
       แต่ทรัมป์ก็ไม่แคร์ และไม่มีทีท่าว่าจะใส่ใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วย!
       
       ไม่กี่วันก่อน รัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน คนสำคัญอันดับต้นๆ ในคณะรัฐมนตรีของทรัมป์ ได้เปรยกับคนวงในด้วยกันว่าทรัมป์เป็นคนสติปัญญามีปัญญา โดยใช้คำว่า “Moron” ซึ่งมีความหมายว่าเพี้ยน บ๊อง ไม่เต็มบาท ทึ่ม ฯลฯ
       
       ใครเป็นแฟนหนังฝรั่ง มักได้ยินเสียงคำด่าเบาๆ ว่า “Moron” หรือ “He is a Moron” คือ หมอนั่นมันสติไม่เสถียร ภาษาจีนเรียก “แปะยิ้ง” “ตั๊มบ่าย” เป็นต้น แต่ไปกระซิบอีท่าไหนไม่รู้ ดันไปเข้าหูทรัมป์ ทำให้เดือดเป็นฟืนเป็นไฟ จะเอาเรื่องให้ได้
       
       ทำเอาผู้ใกล้ชิดต้องเหนี่ยวรั้งทรัมป์ว่าให้ใจเย็นๆ ถ้าไปโว๊กว๊ากกับทิลเลอร์สัน จนแตกหักเกินกว่าจะประสานรอยร้าวได้ ก็จะเสียรัฐมนตรีต่างประเทศไป และจะหาคนมาแทนยาก ดูเหมือนทรัมป์ก็ฟัง แม้ดูอาการแล้ว ลมขึ้นหน้าแดงเดือดปุดๆ ก็ตาม
       
       เรื่องนี้ทำเอาเลขาธิการ หรือ Chief of Staff จอห์น เคลลี ต้องลำบากใจ ตัวเองเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่นี้ได้ไม่นานเพื่อชำระสะสางพวกทีมงานที่มีปัญหา ตัวเองก็เป็นเพื่อนสนิทของทิลเลอร์สันด้วย ถ้าเพื่อนรักต้องจากไป ตัวเองก็น่าจะตามไปด้วย
       
       คงเป็นเพราะเหตุนี้ ทรัมป์ต้องเก็บอารมณ์แค้นไว้บางส่วน แต่ยังไม่ยอมง่ายๆ ขึ้นโพเดียมประกาศท้าให้มีการแข่งวัดไอคิวกันให้รู้ชัด และมั่นใจมากว่าไอคิวของตัวเองต้องสูงกว่าพวกที่วิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ทรัมป์ยังชี้นิ้วกราด ท้าดะไม่เลือกหน้า
       
       คงข่มว่าไอคิวทรัมป์ต้องเจ๋งกว่าทิลเลอร์สัน อดีตซีอีโอของเอ็กซอนโมบิลด้วยไม่ปรากฏว่ามีใครรับคำท้า ในใจคงคิดว่า “ยอมยกให้ท่านสักคนก็แล้วกัน” เถอะน่า
       
       จากนั้นได้มีความพยายามประสานรอยร้าว ทิลเลอร์สันได้ออกมากล่าวคำขอโทษที่ได้หลุดปากคำว่า “Moron” และประกาศว่ายังมีความภักดีต่อทรัมป์ เต็มใจทำงานด้วยต่อไป จากนั้นก็มีการเปิบดินเนอร์ด้วยกันกับ ครม.คนสำคัญ
       
       ทรัมป์ยังทานอาหารกับอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศคนดัง เฮนรี คิสซิงเจอร์ ซึ่งก็แก่หง่อมเต็มที แต่ความคิดความอ่านยังใช้ได้ มีคนขอรับคำปรึกษาโดยตลอด
       
       ความโฉ่งฉ่างก้าวร้าวของทรัมป์ เป็นเหมือนภูเขาไฟที่คุกรุ่นตลอด ไม่มีใครคาดได้ว่าจะปะทุเต็มที่เมื่อไหร่ อยู่ไปแต่ละวันทรัมป์แกว่งปากสร้างศัตรูรอบทิศ จนคนเริ่มคิดแล้วว่าทรัมป์จะรอดจากกระบวนการถอดถอนให้ออกจากตำแหน่งหรือไม่
       
       ข้อหาร้ายแรงด้วย นั่นคือ “ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม” กรณีความสัมพันธ์กับรัสเซีย การปลดผู้อำนวยการสำนักงานเอฟบีไอ นอกจากตัวเองแล้วเครือข่ายบริวาร ลูกชาย ลูกเขย ก็ติดร่างแหของพวกที่ถูกสอบสวนโดยกรรมาธิการวุฒิสภา
       
       ล่าสุด ทรัมป์เปิดฉากรอบใหม่กับสื่อมวลชน จากก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้ด่าสื่อว่าเป็นพวกสร้าง “ข่าวไม่จริง” “ข่าวปลอม” หรือ “Fake News” เป็นพวกจ้องทำลายตัวเองตั้งแต่ถูกรุมกินโต๊ะต่อเนื่องในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี
       
       วันก่อนทรัมป์ทิ้งทุ่นระเบิดลูกใหม่ ประกาศว่าสื่อกระแสหลักพวกสถานีทีวีเป็นภัยในการสร้างข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน และข่าวรวมหัวกันจ้องทำลาย ยกตัวอย่างสถานีเอ็นบีซี หรือสถานีเครือข่ายอื่นๆ ซึ่งต้องโดนตรวจสอบและ “ถอนใบอนุญาต”
       
       เท่ากับว่าทรัมป์ได้โยนฟืนดุ้นใหญ่เข้าในกองไฟ ตราหน้าการรายงานข่าวของเอ็นบีซีที่ว่าทรัมป์ต้องการเพิ่มศักยภาพของขีปนาวุธนิวเคลียร์อย่างก้าวกระโดด ทรัมป์บอกว่ารายงานนั้น “น่าขยะแขยง” เป็นอย่างยิ่ง! ก็อยากยกเลิกใบอนุญาต
       
       ทรัมป์ทำแค่เพียงพูด แต่ทำไม่ได้ จะเป็นเรื่องใหญ่ซ้ำเติมให้ร่อแร่อีก!
       สิทธิเสรีภาพของสื่อได้รับประกันอย่างดีภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในการแก้ไขครั้งที่ 1 ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ทรัมป์ยังบอกว่าสื่อทั้งหลายต้องรายงานเนื้อหาที่ “สุจริตซื่อตรง” ย้ำว่าที่ผ่านมามี “ข่าวปลอม”
       
       สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นก็ไม่ยอมผ่อนให้ ได้ขุดคุ้ยนับจำนวนประเด็นที่ทรัมป์ “มั่ว”เรื่องข้อมูลในคำพูด การเสนอที่ผ่านมา ตั้งแต่เป็นผู้นำทำเนียบขาวว่ามีจำนวนมากกว่า 1,300 ครั้ง การอ้าง “ข่าวปลอม” จึงถูกแย้งด้วย “มั่วข้อมูล” ของทรัมป์
       
       คนเริ่มคิดแล้วว่าระหว่างทรัมป์กับคู่ปรับ คิม จองอึน ใครจะไปก่อน!