ความไม่แน่ของการสืบทอดอำนาจ และจะไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก

MGROnline

       

       “หนึ่งความคิด”
        “สุรวิชช์ วีรวรรณ”

       
        เมื่อวันที่ 4 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับสาเหตุที่ที่ผ่านมาไม่เคยให้ความชัดเจนเรื่องอนาคตทางการเมือง ไม่ว่าการลงสมัครรับเลือกตั้งหรือการเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกว่า สื่อน่าจะรู้คำตอบดีว่า หากพูดไปแล้วก็จะเป็นการตัดทาง เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ทั้งนี้การเป็นนายกฯ คนนอก ก็ถือว่าเป็นไปตามระบบ เพราะรัฐธรรมนูญได้เปิดทางไว้ หากพรรคการเมืองไม่สามารถเลือกนายกฯ เองได้ในสภา ก็สามารถเสนอนายกฯ คนนอกได้เพื่อตัดเรื่องการปฎิวัติ(รัฐประหาร-ผู้เขียน) ต่อไปนี้จะไม่มีการปฎิวัติแล้ว เพราะนายกรัฐมนตรีคนนอก ก็เลือกกันในรัฐสภา แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครเสนอตนเองให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก
       
        นี่เป็นการแสดงท่าทีที่ชัดเจนมากที่สุดของพล.อ.ประยุทธ์ว่า ไม่ปฏิเสธเก้าอี้นายกฯ คนนอกอีกแล้ว พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีต่อการพูดถึงการเมืองที่นุ่มนวลขึ้นหลังปีใหม่
       
        แต่คำถามว่า ต่อไปนี้ประเทศไทยจะไม่มีการปฏิวัติแล้วเพราะสามารถมีนายกฯ คนนอกได้จริงหรือ
       
        เมื่อไปดูรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ในบทเฉพาะกาลมาตรา 272นั้น กลับเขียนไว้ว่า ที่มาของนายกฯคนนอกนั้นใช้ได้เฉพาะในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้เท่านั้น และหลังจาก5ปีนี้ ก็ต้องกลับไปใช้มาตรา159 คือ เป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้
       
        การอ้างว่าจะไม่มีการรัฐประหารอีกแล้ว เพราะเหตุผลว่าต่อไปจะมีนายกฯ คนนอกแล้วจึงเป็นการพูดที่ผิดข้อเท็จจริง เพราะรัฐธรรมนูญอนุญาตให้มีนายกฯ คนนอกได้แค่ 5ปีเท่านั้น ส่วนในอนาคตจะมีหรือไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหรือไม่นั้น น่าจะเป็นเพราะเหตุผลอื่นไม่ใช่เพราะการเปิดให้มีนายกฯ คนนอกเพราะเป็นบทเฉพาะกาลที่ใช้ใน5ปีแรกเท่านั้น วันข้างหน้าเราไม่รู้หรอกว่าประเทศจะมาถึงทางตันไม่มีทางออกจนเป็นช่องว่างให้ทหารเข้ามาเหมือนครั้งนี้อีกหรือไม่
       
        คือโอกาสที่จะได้นายกฯ คนนอกนั้นมีระยะเวลาประมาณ2สมัยอายุสภาหรือ8ปีหลังการเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก สมมติว่า รัฐบาลอยู่ครบวาระ4ปี สมัยต่อไปยังเป็นอีก1ปีที่เลือกนายกฯคนนอกตามรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลได้ ดังนั้นนายกฯคนนอกจึงมีโอกาสอยู่ในตำแหน่ง2สมัยคือ8ปี หลังจากนั้นก็ต้องเลือกนายกฯตามที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา160เท่านั้นคนนอกไม่สามารถเข้ามาเป็นได้อีก
       
        อย่างไรก็ตามการพูดครั้งนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ถือเป็นครั้งแรกที่พูดได้ว่า มีท่าทีไม่ปฏิเสธการเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกหลังการเลือกตั้ง หากพรรคการเมืองไม่สามารถเลือกจากบัญชีรายชื่อที่เสนอกันขึ้นมาได้ นั่นคือไม่มีคนไหนได้รับเสียงสนับสนุน376เสียงของ2สภา และไปใช้วรรค2ของบทเฉพาะกาลมาตรา272เพื่อเปิดทางนายกฯคนนอก โดยรัฐธรรมนูญเขียนว่า “ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้”
       
        นั่นแปลว่า จะต้องใช้เสียงถึง500เสียงจากจำนวน700เสียงของ2สภารวมกัน
       
        ถามว่าง่ายไหมในขณะที่น่าจะมีเสียง ส.ว.250เสียงอยู่ในมือแล้ว ต้องการเสียงส.ส.อีกแค่ 250เสียง คำตอบคือ ไม่ง่ายครับ ถ้า2พรรคใหญ่คือพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ไม่เอาด้วย
       
        ดังนั้นระยะเวลาเกือบ1ปีก่อนจะถึงเลือกตั้ง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะไปต่อในฐานะเก้าอี้คนนอก เมื่อพิจารณาขวากหนามจาก2พรรคแล้ว ทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ คสช.จะทำอย่างไรที่จะประสานกาวใจกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นพรรคที่มวลชนที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ยอมรับได้มากกว่าพรรคเพื่อไทย
       
        แต่ถ้าพิจารณาจากท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ณ ตอนนี้นั้น ผมยังคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะเอาด้วย
       
        ทางออกที่จะปูทางให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาได้ก็คือ ต้องมีพรรคการเมืองที่แย่งเสียง2พรรคใหญ่ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้พรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์รวมกันได้ไม่เกิน250เสียง เพื่อใช้เสียงเป็นกุญแจไปประตูมาตรา272ไปสู่นายกฯคนนอก ถามว่าได้เสียงส.ส.แค่250เสียงพอมั้ย ผมคิดว่ายังไม่พอนะครับ ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดว่าส.ว.250เสียงนั้นมีใครแปรพักตร์หรือไม่ ถ้าส.ว.แปรพักตร์มากเท่าไหร่ก็ต้องชดเชยด้วยจำนวนส.ส.มากเท่านั้น
       
        เพราะกระบวนการเลือกส.ว.ตามมาตรา 107 ที่มาจากกลุ่มวิชาชีพ50คนนั้นอาจรั่วเป็นบุคคลที่คสช.ไม่ต้องการได้ หรือจากกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่ คสช.เลือกด้วยมือ194คนก็ไม่ใช่ว่าจะคุมได้ทุกคนแน่ๆ ไม่ต้องอะไรมากวันนี้แม้แต่สนช.ก็ไม่ได้ฝักใฝ่คสช.ทั้งหมด มีพวกแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ไม่น้อย หรือแม้แต่ กกต.ใหม่ก็มีคนยืนยันว่า มี1ในนั้นเป็นพวกฝักใฝ่ทักษิณ
       
        ดังนั้นจะต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ความมั่นคงในอำนาจของ คสช.หลังจากนี้อยู่ต่อก็คือ ต้องมีพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อแย่งชิงเสียง2พรรคใหญ่ คนเขาจึงพูดกันถึงพรรคทหารที่มีคนแย้มออกมาแล้วว่ามีนายทหารนายหนึ่งเดินสายอยู่ในภาคอีสาน รวมถึงพรรคประชารัฐที่มีข่าวตอนแรกว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์จะมาเป็นหัวหน้าพรรคแต่เจ้าตัวได้ปฏิเสธไปแล้ว และพรรคของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่จะใช้ตัดคะแนนจากพรรคประชาธิปัตย์ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ
       
        แต่การตั้งพรรคทหารนั้น ไม่ใช่คำที่ขายได้ในระบอบประชาธิปไตย และอดีตก็มีบทเรียนมาแล้วว่า ความพยายามสืบทอดอำนาจเพื่อจะอยู่ในตำแหน่งให้ได้นานนั้นล้วนแล้วแต่ประสบชะตากรรมที่ไม่น่าอภิรมย์มาทั้งสิ้น แม้กระทั่งอยู่ในช่วงขณะที่อำนาจ คสช.เต็มรูปแบบในขณะนี้ โพลล์ของสวนดุสิตแม้จะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ก็ตาม โดยสวนดุสิตโพลล์ถามว่า ถ้าจะมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ประชาชนคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ ผลปรากฎว่า อันดับ 1 ไม่เหมาะสม 53.29% เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตี อยากได้นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ฯลฯ
       
        เกินครึ่งหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคทหารเพื่อจะสืบทอดอำนาจ
       
        ไม่รู้เหมือนกันว่า นี่เป็นท่าทีที่เปลี่ยนไปขอ งพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ ว่าเขาเป็นนักการเมืองคนหนึ่งไม่ใช่ทหาร แต่เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร ทั้งที่ก่อนนี้พูดเป็น10ครั้งว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง เพื่อเปิดทางไว้ว่าถ้าเครือข่ายของรัฐบาลในขณะนี้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาไม่ใช่พรรคของทหาร แต่เป็นพรรคของทหารที่มาเป็นนักการเมือง
       
        ทางออกต่อมาก็คือ ต้องแย่งชิงกลุ่มก๊วนและมุ้งต่างๆในพรรคเพื่อไทย ในวันที่ไม่มั่นใจว่าทักษิณ ชินวัตรจะยอมลงทุนทางการเมืองอีกหรือไม่ เราจึงเห็น พล.อ.ประยุทธ์เดินสายและปิดห้องคุยกับนักการเมืองเจ้าถิ่นในการประชุม ครม.สัญจรทั้งที่สุพรรณบุรี สุโขทัย รวมถึงการปรากฎภาพไปพบก๊วนสะสมทรัพย์ที่นครปฐม และมีคนบอกว่าให้จับตาดูท่าทีของกลุ่มชลบุรี หลังกำนันเป๊าะ สมชาย คุณปลื้มได้รับการพักโทษก่อนกำหนดด้วยเงื่อนไขว่าป่วยว่ากลุ่มนี้จะไปทางไหน
       
        จนกระทั่งบางคนบอกว่าถ้าการเดิมเกมเพื่อแย่งชิงก๊วนและมุ้งในพรรคเพื่อไทยให้แยกออกสำเร็จ เราอาจได้เห็นรัฐมนตรีรัฐบาลประยุทธ์หลังการเลือกตั้งอาจไม่แตกต่างกับรัฐบาลทักษิณเพียงแต่เปลี่ยนชื่อนายกรัฐมนตรีไปเท่านั้นเอง ศิลปอาชา เทพสุทิน คุณปลื้ม สะสมทรัพย์ ชิดชอบฯลฯมากันครบ
       
        แต่ถามว่า มวลชนที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์จะยอมรับได้หรือไม่นั่นน่าจะเป็นคำถามใหญ่ที่จะต้องครุ่นคิด เมื่อนักการเมืองเหล่านี้เปลี่ยนจากห้อมล้อมทักษิณมาเป็นห้อมล้อม พล.อ.ประยุทธ์แทนหลังการเลือกตั้งที่จะมาถึง แม้ว่าวันนั้นถ้าเป็นไปได้ พล.อ.ประยุทธ์จะได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ตามที่รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยเปิดช่องไว้ก็ตาม
       
        อย่างไรตามมีคนบอกเหมือนกันว่าอย่าไปคาดหวังกับมวลชนที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์มากนักในเชิงหลักการ เพราะวันนี้มีเรื่องนาฬิกาฉาวของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มวลชนที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ก็ทำเหมือนไม่รับรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น และกลับมองว่านี่เป็นเรื่องที่ตั้งใจเอามาเพื่อให้รัฐบาลประยุทธ์สั่นสะเทือน ทั้งที่ตอนที่ต่อสู้กับระบอบทักษิณและออกมาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้นก็ล้วนแล้วแต่เรียกร้องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลทั้งสิ้น
       
        ดังนั้นความเป็นไปได้ของการสืบทอดอำนาจด้วยหนทางที่รัฐธรรมนูญเขียนเปิดทางไว้ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนนอกหลังเลือกตั้งก็อยู่ในระยะ1ปีหลังจากนี้ว่า จะวางเครือข่ายอำนาจอย่างไร จะประสานกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้เส้นทางง่ายขึ้นได้หรือไม่ จะดึงกลุ่มก๊วนการเมืองในพรรคเพื่อไทยมาสนับสนุนได้มากแค่ไหน
       
        รวมถึงทัศนะและท่าทีต่อการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ต้องปรับลงมาเพื่อไม่ให้มองว่าเป็นเผด็จการทหาร แต่เป็นอดีตทหารที่อาสามาเล่นการเมือง และลดการใช้ท่าทีของการเป็นผู้ปกครองลงมาเป็นท่าทีแบบนักการเมืองที่พร้อมรับใช้ประชาชนซึ่งน่าจะเป็นบทบาทที่ขัดกับบุคลิกที่แท้จริงของ พล.องประยุทธ์ที่เรามองเห็นในช่วง3ปีที่ผ่านมาไม่น้อย
       
        แต่ความพยายามที่จะสร้างสมการเพื่อจะสืบทอดอำนาจนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่เปิดใจว่าพร้อมจะรับเก้าอี้นายกฯคนนอกเท่านั้น แต่เราเห็นได้จากความพยายามในการเขียนรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลขึ้นมาเพื่อเปิดทางนายกฯคนนอกและเปิดให้ ส.ว.มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯร่วมกับส.ส.แล้ว
       
        นายกรัฐมนตรีคนต่อไปหลังเลือกตั้งจะยังคงชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรหรอกที่บอกว่าจะไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก
       
        
       ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan