ชะตากรรมชาติใต้พรรคพลังดูด

ผู้จัดการออนไลน์

       

       การแสดงออกจากภาพรวมของรัฐบาลในการดึงอดีตนักการเมืองเข้ามาร่วมในรัฐบาล และการเปิดตัวสนับสนุนรัฐบาลของอดีตนักการเมืองหลายคนนั้นชัดเจนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องการสืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งแน่ๆ
       

        ขาดอย่างเดียวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่พูดออกมาตรงๆ อย่างชายชาติทหารเท่านั้น
       
        แม้ว่า การเข้าสู่การเมือง การตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาสนับสนุนตัวเองเพื่อเข้าสู่วิถีทางระบอบประชาธิปไตยของอดีตนายทหารในอดีตจะมีบทเรียนที่ไม่ราบรื่นนัก ไม่ว่าจะเป็นพรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม พรรคสหภูมิแล้วมาเป็นพรรคชาติสังคม ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร พรรคสามัคคีธรรมที่มีเป้าหมายสนับสนุนพล.อ.สุจินดา คราประยูร
       
        แต่การตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนทหารครั้งนี้ซึ่งยังไม่รู้ว่าชื่อพรรคอะไรนั้น ก็ขอเรียกไว้ก่อนว่า “พรรคพลังดูด” พรรคพลังดูดมีเสียงยืนยันจากกองทัพที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องพล.อ.ประยุทธ์จะเข้าสู่การเมืองว่า กองทัพยังสนับสนุนรัฐบาลและผู้นำรัฐบาลอยู่ เพราะเป็นหน้าที่หลักของกองทัพ
       
        การลงเลือกตั้งของพล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นการลงเลือกตั้งที่มีแต้มต่อทางการเมืองมาก
       
        นอกจากรัฐธรรมนูญที่พยายามร่างขึ้นมาให้พรรคการเมืองเก่าอ่อนแอลงแล้ว รัฐธรรมนูญยังเปิดทางให้ ส.ว.ที่รัฐบาลชุดนี้จะเป็นผู้แต่งตั้งด้วยมือสามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ในตอนแรกใครก็คิดว่าจะเป็นหนทางง่ายมากที่พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เอาเข้าจริงแล้วการเขียนรัฐธรรมนูญที่ซ่อนเงื่อนเอาไว้ ทำให้ 250 ส.ว.แทบจะไม่มีความหมาย เพราะอย่างไรเสียก็ต้องรวบรวมเสียง ส.ส.ให้ได้เกินครึ่งคือมากกว่า 250 คนเสียก่อนจึงจะเป็นรัฐบาลได้
       
        ประเด็นสำคัญนี่แหละที่ทำให้เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีจึงต้องมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับ แต่หนทางที่จะชนะพรรคของทักษิณในหีบเลือกตั้งนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่าย ดังนั้นหนทางเดียวที่จะสู้กับพรรคของทักษิณให้ได้ก็คือ ต้องดึง ส.ส.จากพรรคของทักษิณมาเป็นพวกให้ได้มากที่สุด รวมทั้งต้องดึงพรรคบริวารของทักษิณมาเป็นพวกให้ได้มากที่สุด
       
        นั่นเองจึงเป็นที่มาของพรรคพลังดูด
       
        พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ช่วงหนึ่งว่ากรณีมีข่าวเรื่องการดูด ส.ส.พรรคโน้น พรรคนี้ ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมทำงานทางการเมืองให้ตอนนี้ แต่ทุกคนทราบดีว่า การดูดนี่มีเป็นมายาวนานแล้ว ไม่ใช่มาบอกแต่ คสช.ดูด ผมก็อยู่ตรงนี้อยู่ ก็เป็นรัฐบาล อยู่ตรงกลางตรงนี้ ที่ต้องอำนวยการให้เกิดการเลือกตั้งให้ได้ เป็นหน้าที่ในขณะนี้
       
        “ฉะนั้นการดูดกันมันก็มีทุกพรรคการเมืองมายาวนานแล้ว เป็นครรลองประชาธิปไตยของไทยตลอดมา หลายคนอาจจะอ้างว่าทำด้วยอุดมการณ์ ด้วยนโยบาย เพื่อชาติและประชาชน คำว่าดูด ส.ส.คงเป็นภาษาของสื่อฯ เป็นการตลาด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
       
        นั่นเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า การดูดเป็นทางออกหนึ่งของพรรคการเมืองที่จะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์การเมืองที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม การเมืองที่ทำความเสียหายให้ชาติบ้านเมืองมาตลอดหลังการยึดอำนาจนั้นคืออะไร
       
        เพราะเมื่อตัวเองจะเล่นการเมืองก็กลับสร้างความชอบธรรมในการดูดให้กับตัวเอง
       
        การดูดอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะการตั้งพรรคการเมืองนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องดึงคนที่มีความคิดและอุดมการณ์เดียวกันเข้ามาร่วมมือกัน ซึ่งเป็นปรัชญาที่แท้จริงของการรวมกลุ่มขึ้นมาเป็นพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองที่ไม่เลือกว่า คนที่เข้ามาร่วมจะมีอุดมการณ์อย่างไรมีพฤติกรรมอย่างไร มีประวัติความเป็นมาอย่างไรขอเพียงให้ได้ในเชิงปริมาณนั้น มีแต่จะเป็นหนทางที่จะนำพาการเมืองไทยไปสู่หนทางในอดีตที่พล.อ.ประยุทธ์เคยบริภาษเอาไว้มาก
       
        คนก็เลยตั้งคำถามตามว่า ถ้าอย่างนี้พรรคพลังดูดจะต่างอะไรกับพรรคของทักษิณในอดีต
       
        การเมืองหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ต่างกับยุคสมัยของทักษิณอย่างไร อย่าลืมว่าหลังรัฐบาลทักษิณชนะการเลือกตั้งจากพรรคที่ตั้งขึ้นด้วยการดูดอดีต ส.ส.เข้ามาร่วมจำนวนมาก เขายังซื้อพรรคการเมืองอื่นเข้ามารวมเป็นพรรคเดียวกันโดยใช้ตำแหน่งและอำนาจรัฐตอบแทน ทักษิณยังเข้าไปแทรกแซง ส.ว.ที่เป็นสภาตรวจสอบ และเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระทำให้กลไกอิสระไม่สามารถทำงานได้ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า ระบอบทักษิณ
       
        กระทั่งความเหิมเกริมของระบอบทักษิณก็ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นใช้อำนาจอย่างบิดเบือนจนประชาชนต้องลุกฮือขึ้นมาขับไล่ แต่รัฐบาลของระบอบทักษิณก็จัดตั้งมวลชนขึ้นมาต่อสู้จนเกิดเป็นความขัดแย้งทางการเมืองมาจนถึงขณะนี้
       
        รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ถ้าตั้งขึ้นได้หลังเลือกตั้งจะยิ่งกว่านั้น เพราะพล.อ.ประยุทธ์ตั้ง ส.ว .250 คนมากับมือ องค์กรอิสระถูกตั้งขึ้นมาในช่วงที่ตัวเองเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และยังมีกองทัพที่ประกาศสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วย
       
        สมมติว่าพรรคพลังดูดของพล.อ.ประยุทธ์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ มีคำถามว่า พรรคของพล.อ.ประยุทธ์จะซ้ำรอยเดียวกับพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอมที่ไม่ได้เสียงข้างมากจนต้องตั้งรัฐบาลผสม ทำให้มีการต่อรองผลประโยชน์กันค่อนข้างมากจนจอมพลถนอมต้องปฏิวัติยึดอำนาจตัวเอง และนำมาสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในที่สุดไหม
       
        บอกตรงๆ นะครับมีโอกาสเดินซ้ำรอยนั้นมากเลยเพราะยังมองไม่เห็นหนทางไหนที่พรรคพลังดูดของพล.อ.ประยุทธ์จะตั้งรัฐบาลอย่างมีเอกภาพได้เลย นอกจากระดมพรรคการเมืองที่เคยสนับสนุนทักษิณมาสนับสนุนพรรคของตัวเองดังเช่นพรรคพลังชล ที่ถูกดูดเข้ามาอยู่ในรัฐบาลขณะนี้แล้ว และพรรคอื่นที่พร้อมให้ดูด
       
        นั่นคือต้องใช้อำนาจรัฐในการให้ผลประโยชน์ต่างตอบแทนเพื่อให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปนั่นเอง ซึ่งทำให้การเมืองเข้าวังวนแบบเก่า และความขัดแย้งจะกลับมาอีก หากประชาชนเห็นว่า ระบอบการเมืองไม่ได้เป็นไปอย่างโปร่งใสตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงแม้จะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว
       
        ต้องยอมรับนะครับว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในยุคของ คสช.นั้น มีหลายจุดที่ประชาชนฝั่งหนึ่งเห็นว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผลประโยชน์ในรัฐบาลและความชอบธรรมที่จะปฏิเสธรัฐธรรมนูญทำให้มวลชนจะใช้เป็นเครื่องมือในการลุกฮือทางการเมืองอีกครั้ง และยิ่งหากกองทัพยังเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองหลังเลือกตั้งมากเท่าไหร่แล้ว ก็ยิ่งจะเป็นการโหมเชื้อไฟให้ลุกโชนยิ่งขึ้น
       
        ถามว่า หลังเลือกตั้งจะมีหนทางที่จะเดินไปอย่างราบรื่นไม่กลับไปสู่ความขัดแย้งอีกได้ไหม คำตอบคือมองไม่เห็นเลยหากรัฐบาลทหารยังใช้ความได้เปรียบในการถืออำนาจรัฐทุกวิถีทางเพื่อกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
       
       ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
       

ข่าวยอดนิยม