ชำแหละปฏิบัติการ “ไม่รื้อ” ป่าแหว่ง สลับ “ตัวละคร” เดินเกม “ยื้อ” ส่งทัพ “ I.O.” ดิสเครดิต “กลุ่มต้าน”

ผู้จัดการออนไลน์

       

       ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ยังอยู่ในอาการ “ยื้อ” ไปเรื่อยๆ สำหรับปัญหา “โครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ” โดยล่าสุด รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา งัดมุกเดิมๆ ด้วยการตั้งคณะทำงาน และเปิดรับฟังความเห็น โดยเฟซบุ๊กเพจ “ไทยคู่ฟ้า” ของสำนักโฆษก สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คล้ายทำประชามติกลายๆ ทั้งที่รู้คำตอบล่วงหน้าอยู่แล้วว่าเสียงส่วนใหญ่ขอให้รื้อและฟื้นฟูป่า สอดคล้องกับนิด้าโพลก่อนหน้าที่มีผลสำรวจออกมาว่าโครงการนี้ไม่มีความเหมาะสมกว่า 85%
       

        แต่จะเปิดฟังเสียงของประชาชนไปทำไมมี เพราะรู้ทั้งรู้ว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ไปในทิศทางนี้ แล้วรัฐบาลยังเล่นแง่จะยื้อไปเพื่ออะไร การตั้งคณะทำงานขึ้นมาแก้ไขปัญหาที่มี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เป็นเกมยื้ออย่างที่รู้ๆ กันอยู่ อย่างไม่ต้องสงสัย เข้าทำนอง “เปลี่ยนกองหน้าตัวเป้า” เพื่อทอดเวลาออกไปนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมองไม่เห็นว่า “รัฐมนตรีสุวพันธ์” จะมีอำนาจในการตัดสินใจอะไรได้
       
       มิหนำซ้ำ เนติบริกรประจำรัฐบาล คสช. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ยังออกมานั่งยันนอนยันว่า รื้อไม่ได้ เดี๋ยวผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่า น่าจะมีอะไรที่มากไปกว่านั้น
       
       “แนวทางการแก้ไขด้วยการทุบบ้านดังกล่าวทิ้ง ถือเป็นการทำผิดกฏหมายราชการ ที่ใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทำอย่างไร ขณะที่ฝ่ายศาลก็ไม่ขัดข้องถ้าจะย้ายสถานที่ใหม่ แต่ต้องระวังเรื่องทุบ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะตัดสินใจ”
       
       นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวสอดรับกับการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายตุลาการ แม้จะเป็นความเห็นส่วนตัวของนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา (อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5) อย่างน่าฉงน ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า “ม.44” สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทุกเรื่อง และใช่ว่า คสช.จะไม่เคยใช้เสียเมื่อไหร่
       
       ดังนั้น ขบวนการ “ยื้อ” ที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจมองเป็นอย่างอื่นว่า รัฐบาล คสช.ได้ตัดสินใจและฟันธงเปรี้ยงมาตั้งแต่แรกแล้วว่า “ไม่รื้อหมู่บ้านป่าแหวง” เพียงแต่ยังไม่สามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้เท่านั้น เหมือนเช่นที่เคยประสบความสำเร็จในวิกฤต “นาฬิกาเสี่ยป้อม” มาแล้ว
       
       อันที่จริงหากมองให้ลึกลงไปเรื่องนี้มีความพิลึกพิลั่นซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่น่าตั้งคำถามกันก่อนจะไปไล่เรียงถึงวังวนความขัดแย้งและความเป็นไปได้ในคำตอบสุดท้ายจะรื้อ ไม่รื้อ หรือว่ายังไงๆ ก็ไม่รื้อ จริงหรือไม่? ไม่รื้อแล้วจะไปอยู่ได้ไหม หรือจะไม่รื้อแต่ปล่อยให้มีสภาพเป็น No man Land อีกออฟชั่นของทางออกตามเสียงเรียกร้อง
       
       เอาคำถามแรกสุด รัฐบาลทหารปล่อยให้ภาคีเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ หรือ “มวลชนริบบิ้นเขียว” นวดเฟ้นสถาบันตุลาการจนน่วม เสียเครดิตต่อสังคม ด้วยเรื่องนี้เพื่ออะไรกันแน่
       
 
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

       
       ต้องไม่ลืมว่า กระแสคัดค้านที่แกนนำริบบิ้นเขียวเองก็ยอมรับว่าจุดไม่ติดทั้งที่คัดค้านตั้งแต่เริ่มรู้เรื่องว่าจะมีโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2558 แล้วนั้นมีอันโป๊ะเชะจุดติดขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อเป็นเพราะกองทัพโยนก้านไม้ขีดไฟลงไปในความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่เป็นทุนเดิม โดยกองทัพยกเรื่องขึ้นมาว่ามีเสียงเรียกร้องจากสังคมให้รื้อโครงการ จึงลงไปตรวจสอบพื้นที่และออกคำสั่งระงับการก่อสร้างโครงการไว้ชั่วคราว ก่อนที่จะอนุญาตให้เดินหน้าก่อสร้างต่อ เติมดีกรีความร้อนแรงขึ้นอีกระดับ
       
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2561 พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวว่าได้สั่งการระงับการก่อสร้างโครงการฯ ไว้ก่อนชั่วคราวแล้วมาคุยกัน หลังจากพล.ต.สาธิต ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) จ.เชียงใหม่ นำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และบ้านพักข้าราชการศาลยุติธรรม บริเวณเชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ และสั่งให้ระงับการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดเป็นการชั่วคราว
       
       จากนั้น กองทัพ โดยกองทัพภาคที่ 3 ก็ทำตัวเป็น “พี่ใหญ่” เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปปรึกษาหารือกันในค่ายทหาร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝ่ายตุลาการปฏิเสธที่จะไปร่วม เพราะค่ายทหารไม่ใช่บัลลังก์ซึ่งเป็นที่ทางตามครรลองของฝ่ายตุลาการ ถ้าตัวแทนฝ่ายตุลาการเข้าไปคุยกับมวลชนที่เคืองฝ่ายตุลาการและถือเป็นคู่ขัดแย้งในปัญหานี้ที่ค่ายทหารก็คงเป็นเรื่องแปลกพิลึก กองทัพก็คงรู้ดีถึงได้วางกับดักให้ฝ่ายมวลชนตั้งคำถามเอากับตัวแทนฝ่ายตุลาการว่าทำไมไม่มาเข้าร่วมในเวทีตามคำเชิญของกองทัพ ซึ่งภายหลังจากนั้น มีการนัดแล้วนัดอีกหลายนัดรวมทั้งการขอเข้าพื้นที่เข้าไปดูโครงการฯ แต่ฝ่ายตุลาการ ก็ยังปฏิเสธเข้าร่วมวงที่ทหารจัดขึ้น จนทำให้ฝ่ายตุลาการเสียรังวัดอย่างช่วยไม่ได้
       
       “.... ศาลไม่เคยนัดกับใครไปเจรจาในค่ายทหาร .... ไม่เคยนัดไปคุยในค่ายทหาร ....” คำให้สัมภาษณ์ของ นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ บอกนัย และย้ำเตือนให้ไม่ลืมว่า ศาลหรือฝ่ายตุลาการ ไม่เคยประพฤติเป็นคู่ขัดแย้งของสังคม มีแต่ธำรงตนเป็นผู้ตัดสินข้อขัดแย้ง
       
       ดังนั้น ถ้าฝ่ายตุลาการอ่านเกมเพียงเท่านี้ไม่ออก มีการส่งตัวแทนทะเล่อทะล่าเดินเข้าสู่กับดักในเขต “พื้นที่ทหาร” นั่นก็แปลกไปเล่า
       
       คำถามที่ชวนให้สงสัยประการต่อมาก็คือ ทำไมรัฐบาล คสช. จึงมีท่าทีประหนึ่งให้ความสำคัญกับ “รัฐราชการ” โดยไม่ฟัง “เสียงประชาชน”
       
       หรือว่า พินิจพิเคราะห์เห็นแล้วว่า เสียงของประชาชนไม่ได้มีผลกับเลือกตั้ง สู้จับมือกับรัฐราชการ ผสมกับสูตร “ดูดเจ้าเมือง” เพื่อให้มีคะแนนเสียง ส.ส.ในมือเสียยังจะดีกว่า
       
       ขณะเดียวกันขบวนการยื้อที่เกิดขึ้นก็ทำให้สังคมเข้าใจว่า ผู้อยู่เบื้องหลังก็คือ สถาบันตุลาการ ทั้งๆ ที่ก็ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลด้วยการโยนเผือกร้อนกลับไปใส่มือรัฐบาลโดยฝ่ายตุลาการยินดีปฏิบัติตาม
       
       “.... เเนวของทางศาลยุติธรรมคือเราจะไม่เป็นคู่ความกับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาเเม้ศาลจะถูกกล่าวหาหรือถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ศาลก็ไม่เข้าไปเป็นคู่ความพิพาทกับประชาชน...” นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ออกมาย้ำอีกครั้ง
       
       คู่ขัดแย้งที่นัดบอดจิ้นกันไม่ลงจากมวลชนริบบิ้นเขียว VS ฝ่ายตุลาการ ก็กลายมาเป็น มวลชนริบบิ้นเขียว VS ฝ่ายรัฐบาล แทน เมื่อเกมเปลี่ยน และอาจจะเป็นเพราะผู้มีอำนาจเห็นพลังของมวลชนริบบิ้นเขียวชนิดที่ไม่ธรรมดามากันล้นหลามเกินคาดหมาย จึงต้องเล่นบทตีหลายหน้า ด้านหนึ่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาหาแนวทางแก้ไขปัญหา เปิดเพจไทยคู่ฟ้ารับฟังความเห็น ด้านหนึ่งคือเปิดปฏิบัติการที่ทำให้ “คู่ต่อสู้” เสียเครดิตเหมือนกับที่ฝ่ายตุลาการเจอมาแล้ว
       
       ดังนั้น โปรดอย่าแปลกใจที่ช่วงระยะสัปดาห์หลังจากการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2561 จะเห็นการเปิด ปฏิบัติการไอโอ (Information Operation - IO ) ในวันรุ่งขึ้น มีการดิสเครดิตแกนนำมวลชนว่าเป็นพวกเสื้อแดง เป็นการเอาชนักไปปักหลังไว้ก่อน ใช่หรือไม่?
       
       งานนี้ ยังมีข้อสงสัยว่ามีเดิมพันกะล้างคอกการเมืองเชียงใหม่ ฐานเสียงตระกูลชินวัตรที่มีชาวเสื้อแดงเป็นหลังพิงอย่างแข็งแกร่งมาร่วมสองทศวรรษอีกต่างหาก ใช่หรือไม่?
       
       กระสุนนัดนี้ บิ๊กบราเธอร์ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ตั้งเป้ากะยิงนกให้ร่วงทั้งฝูงเลย ใช่หรือไม่?
       
       ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น ก็น่าแปลกใจอย่างยิ่งว่า เหตุไฉนรัฐบาลทหาร จึงปล่อยให้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวใหญ่ของชาวริบบิ้นเขียวที่ประตูท่าแพ เมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา ได้อย่างสะดวกโยธิน มีการชุมนุมของมวลชนเรือนพันเรือนหมื่นที่ไหนเกิดขึ้นได้บ้างถ้ารัฐบาลทหารไม่เปิดไฟเขียว ถามมวลชน “พีมูฟ” ดูได้ ถามชาวกระบี่ - เทพา ดูได้ ว่าเจอเตะสกัดขนาดไหน พวกแกนนำแกนนอนทั่วสารทิศที่คัดค้านโครงการของรัฐ ต่างถูกเรียกเข้าค่ายทหารไปปรับทัศนคติกันนักต่อนักแล้ว
       
       หากจะตีแสกหน้าขบวนการไอโอ ที่ถนัดในการเบี่ยงประเด็น บิดเบือน ยัดเยียดข้อกล่าวหาให้กับแกนนำที่ออกมาคัดค้านโครงการสร้างบ้านพักตุลาการบนเชิงดอยสุเทพ ซึ่งกำลังป่วนหนัก ก็จะเห็นว่าพวกเล่นตั้งคำถามที่ไม่น่าถามแต่ดันไปตรงใจพวกไม่เคยทำการบ้านว่า ทำไมเพิ่งมาค้าน ทำไมไม่ลากเอาคนเกี่ยวข้องมารับผิด ทำไมค้านแค่โครงการนี้มีที่อื่นๆ ที่รุกป่ารุกเขาแบบนี้อีกเยอะแยะทำไมนิ่งเฉยหละ
       
       ตามมาด้วยข้อกล่าวหาสุดคลาสสิก นี่เป็นเรื่องการเมืองชัดๆ ไม่ใช่รักป่าปกป้องดอยอะไร ถึงขั้นลากโยงกล่าวหาว่าเป็น “ม็อบเขียวหางแดง” ซ้ำแต่งเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังแกนนำแต่ละคนแบบมโนกันไปไกลมาก
       
       ที่เห็นชัดๆ ก็เพจของ “Tapana Tapanapimook” ฐาปนา ฐาปนพิมุข 30/4/2561 นั่นแหละที่ว่าเป็นฉากว่า “ฟันธงเลยครับเรื่องรื้อ บ้านชินตีนดอย ไม่เกี่ยวกับรักป่า รักดอย อะไรเลยครับอ้างไปเรื่อย ให้ดูดีเท่านั้น ความจริงคือ การเมืองล้วนๆ พร้อมกับอธิบายเป็นฉากๆ ว่า ทำไมเพิ่งมาค้าน ต้องบุกไปถามคนที่อนุมัติว่าทำไม แล้วทำไมถึงยังเลือกพรรคที่อนุมัติให้สร้างมาเป็นตัวแทนชาวเชียงใหม่ ต้องออกมาว่าตระกูลที่อนุมัติก่อนค่อยมาเรียกร้องให้ทุบ นี่ไม่พูดถึงสักแอะและยังบอกให้ก้าวข้ามอีก
       
       ซ้ำยังลากยาวไปไกลด้วยว่า ทำไมไม่ไปประท้วงไนท์ซาฟารี ที่ตระกูลนี้ก็อนุมัติ และก็รุกดอย บวกกับแก้พื้นที่ป่าสงวนอีกด้วย ทำไมจงใจที่จะเล่นงานแต่ศาลอย่างเดียว ทั้งที่คนที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ คือฝ่ายธุรการของกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ดำเนินงานไม่ใช่ศาล ประเด็นก็คือต้องการดิสเครดิตของศาลเท่านั้น
       
       แต่ที่ดุเดือดเลือดพล่าน เห็นจะเป็น เพจเฟสบุ๊ก “Somkiat Phanbut” ที่เผยแพร่เรื่องราวของ “แกนนำม็อบเขียวหางแดง ปกฮีต ป้องดอย แต่ละคน ..ล้วนไม่ธรรมดาในที่มาที่ไป ? สร้างภาพให้ดูเหมือนกลุ่มแกนนำขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพนั้นไม่มีเรื่องการเมือง หมกเม็ดเบื้องหลัง !! ทว่า ความจริง ที่ยืนๆ ..ปะปนกันในชุดขาวๆ ข้อมือเขียวๆ นั้น..มีกลุ่มการเมือง และ ขี้ข้าทักษิณเกินครึ่ง !!
       
       เพจเฟสบุ๊ก “Somkiat Phanbut” ตีไข่ใส่ไคล้ไล่เรียงตั้งแต่ ธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ .. แกนนำสายทุบ ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นประธานเครือข่าย ที่ยืนกรานเรื่องทุบทิ้งสถานเดียว มาตั้งแต่แรกเริ่มเดินเกมป่วนนั้น มีสายสัมพันธ์อันดีกับทุกกลุ่มการเมืองในเชียงใหม่ พุ่งเป้าหมายกดดันไปที่ “ลุงตู่” และ รัฐบาล คสช. มาโดยตลอด เพื่อจะยกระดับการเคลื่อนไหวขยายความขัดแย้ง ไปเป็นข้อพิพาทระหว่าง รัฐบาล กับ ประชาชน และตุลาการ กับ ประชาชน เพื่อเข้าทางเกมการเมืองของทักษิณ ช่วงนี้แกนนำเขียวหางแดง จึงเร่งสปีด ปิดบัญชีตุลาการกันหยิกๆ
       
       ส่วน ชัชวาล ทองดีเลิศ นี่ก็สายแดง ที่เคยมีบทบาทผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร ร่วมกับ ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการแดง เพื่อเสนอให้เชียงใหม่ได้ปกครองตนเอง ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ การแสดงสัญลักษณ์ข้อมือเขียวออกสื่อ บอกให้โลกรู้ว่า เราคือพวกเดียวกัน นั่นยืนยัน ..เบื้องหน้าเบื้องหลังม็อบสางเขียวหางแดงชัดเจนดี !! ลามมาถึงเฉลิมพล แซมเพชร กับ บัณรส บัวคลี่ ภาคีฮักเชียงใหม่ และเครือข่ายเขียว สวย หอม ฯลฯ .....
       
       ขบวนการไอโอ ดิสเครดิตแกนนำมวลชนริบบิ้นเขียว เพื่อลดทอนความแหลมคม ต้อนเข้าคอกเจรจาที่รัฐบาลทหารจัดตั้งขึ้นมาในเวลานี้ ไม่แน่ว่าจะเป็นการยื้อปัญหารอสถานการณ์สุกงอมเพื่อชูธงในตอนอวสวนว่ารัฐบาลทหารนี่แหละคือฮีโร่ตัวจริงที่เข้ามาแก้ไขปัญหา ได้หน้า ได้คะแนนนิยมกันไปตามเป้าหมาย
       
       ขณะที่แกนนำมวลชนริบบิ้นเขียวก็ดูเหมือนว่าจะ “รู้ทัน” ดังกล่าวไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากความระมัดระวังในการเคลื่อนไหว เพื่อให้เป็นการชุมนุมที่บริสุทธิ์ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี เพราะไม่มีใครตั้งข้อสงสัยเหมือนกับสิ่งที่ “ขบวนการไอโอ” ปฏิบัติการทางจิตวิทยาในโลกสังคมออนไลน์แบบบ้าคลั่ง
       
        ดูลีลาพลิ้วไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งชาวจังหวัดเชียงใหม่ยื่นคำขาดให้รัฐบาลมีคำสั่งรื้อถอนภายใน 7 วัน ว่า ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่สบายใจมีความกังวลใจมาโดยตลอด และขอร้องว่าอย่าใช้คำว่ายื่นคำขาดเลย เพราะรัฐบาลเองก็พยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว ได้ตั้งคณะทำงานโดยมีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ลงไปพูดคุย
       
       “ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของชาวเชียงใหม่ด้วย แต่ก็ต้องใช้เหตุผลในการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหา”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
       
       นายบัณรส บัวคลี่ หนึ่งในแกนนำเครือข่ายฯ กล่าวถึงแนวทางการเจรจากับคณะทำงานที่มีรัฐมนตรีสุวพันธุ์ เป็นประธานว่า การเจรจากับท่านรัฐมนตรี ควรได้ข้อสรุปสุดท้าย อย่างน้อยคือควรประกาศ No man's land และจะไม่มีการยืดเยื้ออะไรแล้ว เป้าหมายสุดท้ายคือให้คืนป่ากลับมา คืนป่าแปลว่ารื้อบ้าน ส่วนขั้นตอนนั้น ไม่ได้กดดันให้รื้อภายใน 7 วันอย่างที่ข่าวออกไป การรื้อนั้นหากว่าติดปัญหากฏหมาย ให้แค่ประกาศเขตห้ามใช้อาคาร เป็น No man's land ไว้ก่อน และก็ขอให้ สนง.ศาลท่านคืนพื้นที่กลับกรมธนารักษ์ พร้อมกับรัฐบาลจัดหาสถานที่ใหม่และงบประมาณให้ ก็เข้าใจว่าพี่น้องประชาชนรับได้
       
        “... ผมและแกนนำได้รับคำเตือน คำแนะนำ ข้อสังเกตจากแนวร่วมมากมาย ให้ระวังตกหลุมเขา บางท่านบอกว่า รัฐบาลมีอำนาจรื้อเมื่อไหร่ก็รื้อได้ แค่มีมติครม. อย่าไปหลงเกมหลอกให้เราเป็นฝ่ายเสนอแนวทาง เพราะเขามีนักกฏหมายชั้นยอดมากมาย ฯลฯ...”
       
       “....ในการเจรจาดังกล่าวนั้นขอไม่ให้มีการกลับไปเริ่มต้นที่การตั้งกรรมการหาทางออกขึ้นมาใหม่....” นายบัณรส ดักคอแบบคนรู้ทัน และขอว่าเรื่องใดที่สามารถตกลงกันได้และเรื่องใดที่มีความเห็นพ้องตรงกัน เช่น ความจำเป็นต้องฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่โดยเร็ว หรือศาลอาจจะไม่ประสงค์จะใช้พื้นที่แล้ว ซึ่งจะหาพื้นที่และงบใหม่ให้ เป็นต้น ให้ประกาศออกไปก่อน ส่วนเรื่องใดที่ยังติดขัด เช่น การรื้อหรือไม่รื้อนั้นให้ตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาเพื่อศึกษาเพื่อไม่ให้การแก้ไขปัญหาติดขัด ทำให้ประชาชนที่รอคอยคำตอบรู้สึกเบาใจขึ้น ....
       
       จะยื้อกันไปยังไงก็ไม่รื้อ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” อย่างนั้นจริงๆ หรือจะตัดจบแบบไหน ถาม "บิ๊กบราเธอร์" น่าจะได้คำตอบ เพราะหากจำกันได้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2561 นี่เองที่พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศผ่าทางตันให้ยุติก่อสร้าง และยกเลิกโครงการที่จะใช้เป็นบ้านพักศาล พร้อมทั้งได้ปวารณาเป็นตัวกลางประสานความขัดแย้ง ให้ทุกฝ่ายมาพูดคุยกันว่าจะทำอะไรเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้โดยจะไม่มีการรื้อสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด เรื่องจึงดูเหมือนจะจบลงด้วยดี แล้วเหตุไฉนจึงยื้อกันต่อ
       
        ได้แต่หวังว่าคณะทำงานของนายสุวพันธุ์ จะไม่ตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ ยื้อกันต่อไปจนเกิดวิกฤต
       
       
       

ข่าวยอดนิยม