ชิงดับไฟย้ำเลือกตั้งต้นปี 62 "บิ๊กตู่"เนื้อหอมคนรุมตอม !?

ผู้จัดการออนไลน์

       

**อย่างที่เคยบอกเอาไว้ว่า "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นี่แหละถือว่า "ระดับเขี้ยวเรียกพี่" เหมือนกัน เพราะหากพิจารณาจากลีลาทางการเมืองหลายเรื่องหลายราวที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา มีทั้งรุกและถอย เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ ความหมายก็คือ มีความ "ยืดหยุ่น" ตามสถานการณ์ ซึ่งก็ต้องถือว่า นี่คือคุณสมบัติของนักการเมืองที่สำคัญอย่างหนึ่ง
        แน่นอนว่านาทีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นฝ่ายถืออำนาจรัฐ ทั้งในฐานะรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้จะมองว่าเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ขณะเดียวกันมันก็ย่อมตกเป็นเป้าโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม และยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าใด แรงกระแทกก็ยิ่งมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เหมือนอย่างที่ในเวลานี้ ที่คสช. อยู่มาจะครบ 4 ปี รวมไปถึงในฐานะนายกรัฐมนตรีในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็ย่อมถูกท้าทาย และถูกโจมตีจุดอ่อนตลอดเวลา
        เหมือนกับในเวลานี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลของเขา กำลังถูกรุมกินโต๊ะจากพรรคการเมืองและนักการเมือง แน่นอนว่าในบางเรื่องมันก็เกิดจาก "จุดอ่อน" ภายในขึ้นเอง เช่น การรายงานเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันของคนในรัฐบาล และในเครือข่ายศูนย์กลางอำนาจ แม้จะยังไม่มีใบเสร็จแบบรายการใหญ่ หรือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ที่ยังลงไปไม่ถึงระดับฐานราก ราคาพืชผลการเกษตรตัวหลักบางตัว เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ที่ยังไม่ฟื้น มันก็ย่อมส่งผลในทางจิตวิทยา และความรู้สึกของชาวบ้านในต่างจังหวัดที่บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า "ลำบาก"


        แต่อีกด้านหนึ่ง ในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ทำให้ชาวบ้านรู้สึกได้เช่นเดียวกันว่าในยุคนี้บ้านเมืองสงบลงไม่น้อย หรือการทุจริตที่เกิดขึ้น หากมีก็ไม่ได้มีในลักษณะที่เป็นการทุจริตแบบมโหฬาร ในแบบเชิงนโยบายในแบบที่นักการเมืองใน "ระบอบทักษิณ" ทำให้มีขึ้น เท่าที่เห็นก็เป็นแบบ โกงงบประมาณ แบบโบราณที่พวกข้าราชการบางกลุ่ม บางคนทำขึ้นมา
        **ขณะเดียวกันในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากพิจารณากันด้วยความเป็นธรรม ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยงแปลงทางเศรษฐกิจในเรื่องของการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น ความต่อเนื่องของระบบราง เช่น โครงการรถไฟฟ้าที่กำลังจะก่อสร้างครบ 10 สายในแผนระยะแรกแล้ว โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่กำลังเดินหน้า และเห็นผลอยู่ในเวลานี้ ถือเป็นการต่อยอดจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีเทิร์นซีบอร์ดในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อหลายสิบปีก่อน
        เป็นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ที่เกิดขึ้นหลังจากประเทศไทยได้หยุดนิ่งมานานนับสิบปี จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง
        ดังนั้น แค่สองสามเรื่องดังกล่าวก็ต้องให้เครดิตกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำให้พอมองเห็นอนาคต ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างขนานใหญ่ อย่างน้อยก็ในเรื่องของการเดินทางข้ามจังหวัด ข้ามภูมิภาค เพราะรถไฟฟ้าสิบสายแรกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะแล้วเสร็จ โครงการรถไฟทางคู่ เป็นต้น
        แม้ว่าหลายโครงการจะไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม แต่ก็ถือว่ามาสานต่อแบบทำให้ต่อเนื่องแล้วเสร็จ ก็ต้องให้เครดิต และแม้ว่าในรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีจุดอ่อนมากมายดังกล่าวแล้ว แต่ในด้านที่ริเริ่มใหม่ก็มี และเป็นผลงาน รวมไปถึงหลายโครงการที่ยังทำไม่เสร็จ และเมื่อครบวาระในปีหน้า ก็คงไม่เสร็จ ทำให้เกิดการคาดหมายว่า จะต้องมีคำพูดประเภท "ขอสานงานต่อ" เกิดขึ้นหรือไม่
        **ซึ่งตามรูปการณ์แล้วน่าจะใช่ เหมือนกับที่วงการเมืองจับทางออกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องหาทางกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี อีกรอบ พันเปอร์เซ็นต์ เพราะ "ในวงการ" ย่อมรับรู้ถึงกลิ่นแบบนี้ได้ดีอยู่แล้ว และสังคมก็รับรู้ไปด้วย นั่นคือจาก "พลังดูด" ที่เริ่มออกฤทธิ์ ส่งผลกระทบกับพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์
        เพราะนอกเหนือจากพลังดูดที่ว่านี้แล้ว ยังมีเรื่องกลไกของกฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ถูกระบุว่าทำให้เกิดพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กอีกจำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง จะเกิดรัฐบาลผสมอย่างแน่นอน
        อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังถูกรุมกินโต๊ะจากฝ่ายนักการเมืองกันทุกทาง รวมไปถึงพวกบรรดาแนวร่วมทั้งหลาย ที่สร้างเงื่อนไขจ้องถล่ม ยั่วยุให้ตะบะแตก เหมือนกับที่ใช้ "กลุ่มอยากเลือกตั้ง" นัดชุมนุมใหญ่ในช่วงวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ ก็ต้องจับตามอง เพราะหากมีรายการผิดคิวขึ้นมา ก็ยุ่งเหมือนกัน แม้ว่าไม่ว่ามองมุมไหน เงื่อนไขยังไม่ได้
        ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาศัยความเขี้ยว สยบความร้อนแรงแบบดับไฟลงไปอย่างทันควัน นั่นคือ ประกาศว่าการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นในต้นปี 2562 ตามกำหนดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนกับบอกพวกอยากเลือกตั้งให้รออีกหน่อย ดังนั้น หากบอกว่า นาทีนี้ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กุมความได้เปรียบมากกว่าใคร โดยเฉพาะ"ตัวชิง" เก้าอี้นายกฯ ครั้งหน้าทอดตาไปทางไหนก็ยังไม่เห็นใครโดดเด่นเท่า
        **กล่าวแบบนี้หลายคนอาจจะหมั่นไส้ แต่ให้ลองบอกมาสักชื่อสิว่า น่าจะเป็นใคร ก็คงยังนึกไม่ออก และสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คงอยากสานงานต่อ อย่างน้อยก็ 5 ปี ตามที่บทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้นั่นแหละ !!
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้