จีนยกเครื่องหน่วยงานรัฐบาล ผุด7กระทรวงใหม่ ควบรวมผนวกสนง.กำกับตรวจสอบภาคธนาคาร-ประกันภัย

       

       เอเจนซีส์ – จีนเปิดแผนการปรับเปลี่ยนยกเครื่องหน่วยงานรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ ซึ่งรวมถึงการควบรวมการกำกับตรวจสอบการธนาคารและประกันภัยเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับการรับมือความเสี่ยงทางการเงิน และการตั้งกระทรวงใหม่ๆ 7 กระทรวง
       

       การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำเสนอต่อสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (เอ็นพีซี) หรือรัฐสภาของจีน เมื่อวันอังคาร (13 มี.ค.) สองวันหลังจากที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สามารถกระชับอำนาจเอาไว้ในมืออย่างมั่นคงยิ่งขึ้น จากการที่สมาชิกรัฐสภายกมือท่วมท้นอนุมัติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเอาไว้เพียง 2 สมัย รวมทั้งขยายขอบเขตอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ครอบคลุมกิจการต่างๆ ของประเทศ
       
       หวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐ (State Councilor ในระบบของจีนเป็นตำแหน่งเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี) แถลงต่อรัฐสภาว่า การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น เนื่องจากการปฏิรูปจะช่วยขจัดความไร้ประสิทธิภาพเชิงระบบและสถาบันที่ขัดขวางไม่ให้ตลาดมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากร
       
       เป้าหมายการปฏิรูปสำคัญที่สุดคือการเสนอรวมหน่วยงานผู้คุมกฎทางด้านการประกันภัยและการธนาคารที่มีมูลค่ารวมกันถึง 42 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงินเชิงระบบและปราบปรามแนวทางปฏิบัติด้านการกู้ยืมที่มีความเสี่ยง รวมทั้งลดระดับหนี้ในภาคเอกชน โดยหน่วยงานใหม่จะรายงานตรงต่อคณะรัฐมนตรี
       
       เอกสารของรัฐสภาระบุว่า ความรับผิดชอบของหน่วยงานทั้งสองแห่งในปัจจุบันซ้ำซ้อนกันบางส่วน ส่งผลให้บทบาทการควบคุมไม่ชัดเจน
       
       ทางด้าน เบ็ตตี้ หวัง นักเศรษฐศาสตร์ของเอเอ็นแซด แบงก์ มองว่า ระบบควบคุมโดยรวมของจีนจะเปลี่ยนทิศทางจากการควบคุมภาคส่วน มาเป็นการควบคุมกิจกรรมการเงินที่เฉพาะเจาะจง และการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งเสริมความร่วมมือและการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานผู้คุมกฎด้านต่างๆ
       
       ในการควบรวมสองหน่วยงานกำกับตรวจสอบนี้ จะมีการส่งมอบหน้าที่บางอย่าง เช่น การเสนอกฎหมาย ไปให้แก่ธนาคารกลางที่จะมีบทบาทมากขึ้น
       
       ปัจจุบัน จีนกำลังต่อสู้กับความเสี่ยงทางการเงิน ขณะที่สินเชื่อเติบโตร้อนแรงนับจากวิกฤตการเงินเมื่อทศวรรษที่แล้ว ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงประสบวิกฤตการธนาคารมากที่สุด แม้ปักกิ่งยืนยันว่า สามารถควบคุมความเสี่ยงดังกล่าวได้ก็ตาม
       

       การคาดเดาว่า จีนกำลังพิจารณาสร้างหน่วยงานกำกับตรวจสอบภาคการเงินชนิดครอบจักรวาล เริ่มแพร่สะพัดนับจากที่ตลาดหุ้นแดนมังกรล่มเมื่อสามปีที่แล้ว ซึ่งสาเหตุหนึ่งนั้นเชื่อว่า มาจากการขาดการร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง
       
       ที่ผ่านมา หน่วยงานผู้คุมกฎด้านการเงินได้กวาดล้างบริษัทใหญ่หลายแห่ง กระทั่งถึงเข้าผนวกกิจการยักษ์ใหญ่ประกันภัย อันปัง อินชัวรันซ์ในปีนี้ เพื่อจัดการความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวและหนี้ก้อนใหญ่ที่นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่า กำลังสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินของจีน
       
       หลิว เหอ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจระดับสูงของประธานาธิบดีสี ที่ควบคุมดูแลการจัดการความเสี่ยงทางการเงิน รวมทั้งถูกจับตามองว่าเป็นตัวเก็งจะขึ้นตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติจีนคนใหม่ กล่าวยกย่องการปฏิรูปนี้เอาไว้ในบทบรรณาธิการฉบับวันอังคาร ของหนังสือพิมพ์เหรินหมินรึเป้า (พีเพิลส์ เดลี่) ปากเสียงทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ว่าเป็น “การปฏิวัติ”
       
       ต่าว ถง รองประธานกรรมการเครดิต สวิส ไพรเวท แบงกิ้งในภูมิภาคเกรทเตอร์ ไชน่า (จีน ฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน) ขานรับว่า รัฐบาลจีนกำลังดำเนินมาตรการในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อควบคุมความเสี่ยงทางการเงินและลดระดับหนี้
       
       นอกจากนั้นจีนกำลังสร้างสำนักงานจัดการการกำกับดูแลตลาดภายในประเทศเพื่อรับประกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในตลาด โดยจะนำแผนกต่างๆ มารวมไว้ในสำนักงานนี้เพื่อควบคุมทุกอย่างตั้งแต่ธุรกิจจนถึงการตรวจสอบคุณภาพอาหารและความปลอดภัยของยา
       
       เอกสารของรัฐสภายังระบุว่า รัฐบาลจะตั้งกระทรวงใหม่ 7 แห่ง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ กระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน กระทรวงเกษตรและกิจการชนบท กระทรวงวัฒนธรรมและท่องเที่ยว กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก และสำนักงานสาธารณสุขแห่งชาติ
       
       ทั้งนี้ จะมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบหน่วยงานกำกับตรวจสอบภาคการเงินและประกันภัยที่ควบรวมใหม่ รวมทั้งกระทรวงและแผนกต่างๆ ก่อนการปิดประชุมเต็มคณะของรัฐสภาในวันอังคารหน้า (20) โดยคาดว่า พันธมิตรหลายคนของสีจะได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญๆ
       
       การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้คาดว่า จะได้รับอนุมัติจากสภาในวันเสาร์ (17) อันจะทำให้คณะรัฐมนตรีจีนประกอบด้วยกระทรวงและคณะกรรมการเทียบเท่ากระทรวงรวม 26 แห่ง นอกเหนือจากสำนักงานคณะรัฐมนตรี