เอ็นไอเอร่วมออสเตรเลียปั้นไลฟ์สไตล์เทค หนุนเยาวชนสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ

ผู้จัดการออนไลน์

       

       สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ QUT Creative Enterprise Australia หรือ QUT CEA จากประเทศออสเตรเลีย ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น ประกอบด้วย 1. การสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยและออสเตรเลียให้มีความเข้าใจในบริบทการทำธุรกิจ ตลาด และความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ใน 2 ประเทศ 2. การสนับสนุนด้านระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพ 3. การส่งเสริมธุรกิจหรือกิจกรรมเกี่ยวข้องกับด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านไลฟ์สไตล์ และ 4. การสนับสนุนโปรแกรมเพื่อผลักดันเยาวชนให้เข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ
       

       นอกจากนี้ หากในอนาคตไทยและออสเตรเลียมีความร่วมมือเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและจริงจังมากขึ้น คาดว่าจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถเชื่อมโยงการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อีก เช่น การพัฒนาย่านนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และงานวิจัย การผลักดันเมืองที่สำคัญทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคสู่การเป็น Startup Ecosystem เป็นต้น
       
       ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางด้านสตาร์ทอัพและนวัตกรรมไทยให้มีการเติบโตในระดับที่สูงขึ้น NIA จึงได้ดำเนินความร่วมมือกับ QUT Creative Enterprise Australia หรือ QUT CEA หน่วยงานส่งเสริมด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จากประเทศออสเตรเลีย โดยวัตถุประสงค์ของการร่วมมือกันในครั้งนี้มีความมุ่งหวังในการร่วมกันผลักดันให้เกิดการจัดตั้งธุรกิจนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ พร้อมด้วยการส่งเสริมสตาร์ทอัพของทั้งสองประเทศให้มีการเติบโตที่ดีขึ้นในระดับนานาชาติ รวมไปถึงการช่วยให้ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมและสตาร์ทอัพของไทยและออสเตรเลียได้มีโอกาสเข้าถึงตลาดของแต่ละประเทศได้ง่ายยิ่งขึ้น
       
       ดร.พันธุ์อาจกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากการประชุมร่วมกันระหว่าง NIA กับ CEA พบว่าทั้งสองหน่วยงานมีโปรแกรมการส่งเสริมด้านนวัตกรรมที่น่าสนใจ และได้ข้อสรุปความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตดังนี้
       
       1. การสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยและออสเตรเลียให้มีความเข้าใจในบริบทการทำธุรกิจ ตลาด และความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ใน 2 ประเทศ โดย NIA จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมของออสเตรเลียให้เข้าถึงตลาดในประเทศไทยได้ง่ายขึ้นด้วยการผลักดันการใช้สมาร์ทวีซ่า (Smart VISA) พร้อมช่วยให้เข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการให้องค์ความรู้ ความเข้าใจ และการอาศัยโอกาสจากประเทศไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลาง ส่วนทางด้านออสเตรเลียก็จะให้การสนับสนุนด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่จะมีการนำผู้เชี่ยวชาญ หรือสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกให้ได้มีโอกาสเผยแพร่ความรู้เชิงเทคนิคและประสบการณ์แก่ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพของไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่จะช่วยให้สตาร์ทอัพไทยได้เรียนรู้โมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิม พร้อมช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษา รวมทั้งความเป็นสากลให้เกิดขึ้นในธุรกิจ
       

       
       2. การสนับสนุนด้านระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งในไทย และออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็น Co-Working Space ห้องแล็บหรือสถาบันเพื่อการวิจัยและทดลองต่างๆ การสรรหาความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วนเพื่อเติมเต็มการเติบโตของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน ภาครัฐ ภาคเอกชน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังจะมีการผลักดันให้เข้าถึงเงินทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพจากภาคธุรกิจเอกชน (Accelerator) เพื่อให้ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจจัดตั้งธุรกิจได้มีช่องทางทางการเงินที่กว้างและหลากหลายมากขึ้น
       
       3. การส่งเสริมธุรกิจหรือกิจกรรมเกี่ยวข้องกับด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Tech) ทั้งธุรกิจสื่อบันเทิง ธุรกิจแฟชั่น เทคนิคการถ่ายภาพ ดนตรี ภาพยนตร์ โทรทัศน์ดิจิทัล เกม รวมถึงการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์เพื่อการค้า ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 10 ปี CEA ถือว่ามีความเชี่ยวชาญและสนับสนุนสตาร์ทอัพในด้านดังกล่าวมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1000 ราย ซึ่งหาก NIA ได้เกิดความร่วมมือกับ CEA ในระดับที่เข้มข้นขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของไทยมีการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
       
       4. การสนับสนุนโปรแกรมผลักดันเยาวชนให้เข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ซึ่งความร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นกระบวนการการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในระดับมหาวิทยาลัยได้เห็นถึงความสำคัญ และการประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ประกอบการหรือการทำงานด้านนวัตกรรม โดย NIA จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยในเครือข่ายทั้ง 47 แห่งของไทยได้รับการสนับสนุนจากโปรแกรมส่งเสริมทั้งไทยและออสเตรเลียให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสามารถทางเทคโนโลยี (Tech Talent) การนำเอาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ จากออสเตรเลียเข้าสู่การเรียน การสอน และการปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย การส่งเสริมเยาวชนที่มีความสนใจในการจัดตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพได้มีโอการเรียนรู้โมเดลที่มีความแปลกใหม่จากออสเตรเลีย รวมถึงการผลักดันกลุ่มเยาวชนภายใต้โปรแกรม STEAM 4 Innovator, Founder Apprentice, Thailand Innovation Awards, NIA Academy และอื่นๆ ของ NIA ให้เข้าถึงตลาดออสเตรเลียได้เช่นกัน
       
       ดร.พันธุ์อาจกล่าวทิ้งท้ายว่า ออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติของ NIA เนื่องจากประเทศดังกล่าวเป็นเมืองชั้นนำของโลกในด้านนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะในด้านการศึกษาที่อยู่ในระดับท็อป 3 ของโลก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตไทยและออสเตรเลียมีความร่วมมือเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและจริงจังมากขึ้น คาดว่าจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถเชื่อมโยงการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อีก เช่น การนำต้นแบบจากมหานครชั้นนำสู่การพัฒนาย่านนวัตกรรมในไทย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และงานวิจัย องค์ความรู้ในการเป็นผู้ประกอบการในระบบการศึกษา การพัฒนาธุรกิจบริการ การผลักดันเมืองที่สำคัญทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคสู่การเป็น Startup Ecosystem ซึ่งมีตัวอย่างจากซิดนีย์ และเมลเบิร์นที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว
       
       สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 0-2017-5555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand
       

       

ข่าวSMEs

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้