ร่างกฎหมายภาษีที่ดินฯ เข้า สนช.กลาง พ.ย.นี้

ผู้จัดการออนไลน์

       

       “วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ” เผย ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.วาระ 2-3 กลาง พ.ย.นี้ คาดเริ่มเก็บภาษีได้ 1 ม.ค.63 ระบุช่วงเปลี่ยนผ่านระยะแรกจะให้สิทธิ์ “ยกเว้น-ลดหย่อน-ผ่อนปรนภาระภาษี” คนทุกกลุ่มเพื่อป้องกันผลกระทบจากการใช้กฎหมายใหม่
       

       นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. บัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 2 และ วาระ 3 กลางเดือน พ.ย.61 เพราะปัจจุบัน การพิจารณาร่างกฎหมายในขั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นั่ง ได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม กฎหมายจะผ่านหรือไม่นั้น ขึ้นกับ สนช. และหาก สนช. สามารถผ่านกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ได้แล้ว ก็จะเริ่มมีการจัดเก็บภาษีในวันที่ 1 ม.ค.63
       
       สำหรับรายละเอียดทาง กมธ.ได้ให้ความสำคัญกับผู้เสียภาษีทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มเกษตรกร ที่เป็นกลุ่มอ่อนไหว กลุ่มที่มีบ้าน กลุ่มที่ทำอาชีพอื่นๆ ทั้งพาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม และกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยรัฐบาลได้มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เป็นภาระตกกับกลุ่มต่างๆ จนเกินควร ขณะที่รายได้ในระยะแรกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นั้น คงมีไม่มากนัก แต่ในระยะยาวประเทศจะมีฐานภาษีที่แน่นอน และสามารถลดการใช้ดุลยพินิจลงได้อีกมาก
       
       นายวิสุทธิ์ ย้ำว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายใหม่ แต่เป็นการที่เรารวมภาษีโรงเรือน และภาษีบำรุงท้องที่ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่มีทั้งหมด โดยใช้ฐานภาษีทรัพย์สินในรูปราคาที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ที่กรมธนารักษ์ เป็นผู้ประเมินแทนฐานภาษีบำรุงท้องที่ ที่เมื่อก่อนเก็บจากเกษตรกร คนมีบ้าน ก็จะมีทั้งพื้นที่วงใน วงกลาง วงนอก ทั้งใน กทม. ปริมณฑล และภูมิภาค กับฐานภาษีโรงเรือนที่เก็บจากรายได้ ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีสัญญากัน จึงเป็นการใช้ดุลยพินิจ หรือถ้ามีสัญญาก็เก็บอัตรา 12.5% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูง และมีความซ้ำซ้อนกับภาษีฐานรายได้ และผู้ที่ไม่มีสัญญาก็จะถูกประเมินค่ารายปีตามดุลยพินิจของท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดข้อโต้แย้งค่อนข้างมาก
       
       ทั้งนี้ ในกรณีที่ดินเกษตรกรรมของบุคคลธรรมดาที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับยกเว้นภาษี หลังจากนั้น จะเก็บเป็นขั้นบันไดในอัตรา 0.01% เช่น ถ้าที่ดินมูลค่า 60 ล้านบาท ในส่วน 10 ล้านบาท จะเก็บ 1,000 บาท (ล้านละ 100 บาท) แต่หากเป็นกรณีของนิติบุคคล ซึ่งถือครองที่ดินเกษตรกรรม จะเสียภาษีตั้งแต่บาทแรก นอกจากนี้ ในกรณีของบุคคลธรรมดาจะมีการยกเว้นภาษีให้ในช่วง 3 ปีแรกด้วย ไม่ว่าจะมีที่ดินมูลค่าเท่าไหร่ ยกเว้นกรณีที่เป็นนิติบุคคลที่ต้องจัดเก็บ ส่วนกรณีที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัยนั้น คณะกรรมาธิการฯ ยังได้สรุปให้มีการยกเว้นภาษีสำหรับบ้านหลังแรกที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท แต่หากเกินกว่า 50 ล้านบาทแล้ว กำหนดให้มีการจัดเก็บอัตรา 0.02% หรือล้านละ 200 บาท เช่น 60 ล้านบาท ก็จะเสียภาษีปีละ 2,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 170 บาท แต่ในกรณีที่เป็นบ้านหลังรอง หรือตั้งแต่หลังที่ 2 เป็นต้นไป กำหนดจะเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรกในอัตรา 0.02%
       
       ส่วนกรณีที่ดินที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม จะเก็บภาษีเป็นขั้นบันได ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดภาระภาษีที่เกินควร โดยกำหนดให้จัดเก็บสูงสุดได้ไม่เกิน 0.7% แต่หากเป็นกรณีของโรงเรียน โรงพยาบาล และสนามกีฬา จะมีการลดหย่อนภาษีให้ได้ถึง 90% โดยจะกำหนดในกฎหมายลำดับรองอีกครั้ง ทั้งนี้ รัฐบาลจะพิจารณาให้ตามประเภทการใช้ประโยชน์
       
       นอกจากนี้ กรณีที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้น เจ้าของไม่ใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์ก็ควรจะรับภาระภาษี โดยอัตราเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 0.2% และปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 3 ปี หากยังไม่มีการใช้ประโยชน์ กระทั่งต่อเนื่องถึง 27 ปี จะเก็บสูงสุดที่ 3% แต่หากปีหนึ่งปีใดมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นแล้ว ก็จะหยุดการปรับอัตราภาษีเพิ่ม เพื่อให้เป็นทางเลือกแก่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินว่าจะนำที่ดินไปใช้เพื่อทำการเกษตรกรก็ได้ หรือใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ชั่วคราว หรือให้คนอื่นเช่าต่อเพื่อใช้ทำการเกษตรก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่วนกรณีที่ดินที่เป็นทรัพย์สินรอการขาย (NPA) และทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างพัฒนาจะได้รับการยกเว้นภาษีในระยะ 5 ปีแรก หลังจากนั้น ก็จัดเก็บตามประเภทการใช้ประโยชน์
       
       นายวิสุทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากกฎหมายจะมีทั้งการยกเว้น ลดหย่อน ผ่อนปรนภาระภาษี ดังนั้น ในกรณีผู้ที่เคยเสียภาษีโรงเรือนอยู่แล้ว แต่ต้องเสียภาษีมากขึ้นตามกฎหมายใหม่นั้น จะได้รับการผ่อนปรนให้เป็นเวลา 4 ปี เช่น ถ้าเสียภาษีมากกว่าเดิม 1,000 บาท ปีแรกจะให้จ่ายแค่ 250 บาท ปีที่สอง 500 บาท ปีที่สาม 750 บาท และ ปีที่สี่ จึงจะเสีย 1,000 บาทเต็ม
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้