“GRAND” ลุยอสังหาฯ ปี 62 กว่า 2 หมื่นล้าน ผุดโครงการมิกซ์ยูส จ.ระยองรับ EEC บูม

ผู้จัดการออนไลน์

       

       แกรนด์ แอสเสทฯ เครือ PF ไม่ชะลอลงทุนปี 62 เดินหน้าผุดโครงการใหญ่ 3 โครงการ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท โดยผนึกยักษ์ญี่ปุน ซูมิโตโม เดินหน้า 2 โครงการร่วมทุน ทั้งคอนโดฯ หรู ไฮด์เฮอร์ริเทจ สุขุมวิท 59 และโปรเจกต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมงัดที่ดินในจ.ระยอง กว่า 100 ไร่ ผุดโครงการมิกซ์ยูส วิลล่า โรงแรม คอนโดฯ คาดมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท รับการเติบโตของอีอีซี
       

       นายพีรพล นนทสูติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายขายและการตลาดบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (บริษัทในเครือ บมจ. พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค) กล่าวถึงทิศทางการลงทุนของบริษัทในตลาดกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียมว่า ในปี 2562 บริษัทจะมีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ในเบื้องต้น 3 โครงการ โดย 2 โครงการแรก เป็นในส่วนของร่วมทุนกับบริษัท ซูมิโตโม ฟอเรสทรี จำกัด บริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจไม้และรับสร้างบ้านของญี่ปุ่น มูลค่ารวมประมาณ 16,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมหรู ภายใต้ชื่อ “ไฮด์เฮอร์ริเทจ สุขุมวิท 59” ซึ่งเป็นคอนโดไฮเอดน์สูง 45 ชั้น บนพื้นที่ 2 ไร่ 200 ตารางวา จำนวน 300 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.5-3.5 แสนบาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) มูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวในปี 2562
       
       และการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนเจริญนคร บนพื้นที่กว่า 8 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 10,000 ล้านบาท กำหนดเปิดตัวโครงการและเริ่มก่อสร้างในปี 2562 คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในปี 2566
       
       นอกจากนี้ ในส่วนการลงทุนตรงของบริษัทแกรนด์ฯ จะมีโครงการที่จังหวัดระยอง เป็นโครงการขนาดใหญ่บนเนื้อที่เกือบ 100 ไร่ พัฒนาในรูปแบบมิกซ์ยูส ซึ่งในเรื่องมูลค่าโครงการอยู่ระหว่างการประเมินรูปแบบการทำโครงการ แต่ในเบื้องต้น จะมีทั้งส่วนของวิลล่า มูลค่า 2,000 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 20 ล้านบาท ส่วนของโครงการที่อยู่อาศัย มูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาได้ 3-5 ปี และโครงการโรงแรม ที่ไม่สามารถระบุตัวเลขได้ เนื่องจากตนเองไม่ได้รับผิดชอบในส่วนนี้
       
       “โปรเจกต์ที่ระยอง เพื่อรองรับการเติบโตจากนโยบายโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เรามาปักหมุดไว้ก่อน เพื่อจับราคาที่ดิน รองรับเมืองในอนาคต
       
       สำหรับการพัฒนาโครงการในโซนสุขุมวิทนั้น นายพีรพล กล่าวว่า ไฮด์ สุขุมวิท 11 ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Life Will Never Be the Same โดยนำความหรูระดับลักชัวรีมาตอบโจทย์การอยู่อาศัย และล่าสุด ทางโครงการได้ร่วมพลังกับพันธมิตร ARIVE Hospitality บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโครงการที่อยู่อาศัย และด้านการขาย และบริหารงานเช่ามาเสริมทัพ ในการบริหารจัดการโครงการคอนโดมิเนียม เพื่อเพิ่มโอกาสทางด้านการลงทุนให้กับลูกค้า ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนประมาณ 4-6 % นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับ ร็อกเก็ต คอฟฟี่บาร์ และวิลล่า มาร์เก็ต มาช่วยสร้างบรรยากาศให้แก่การพักอาศัยโครงการ
       
       “ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อปรับสภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้น่าอยู่อาศัยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในระยะอันใกล้นี้ กำลังจะมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นในซอยสุขุมวิท 11 อีกหลายโครงการ อาทิ โครงการร้านค้าสุดชิค โรงแรมระดับ 5 ดาว Hyatt Regency Sukhumvit ที่มาพร้อม Sky Link ที่เชื่อมเข้าโรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ ขณะที่มีการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ เหล่านี้จะช่วยพลิกโฉมซอยสุขุมวิท 11 และย่านนานา ให้เป็นศูนย์รวมแห่งความหรูหรา ซึ่งแนวทางที่เราทำ เพื่อให้ภาพลักษณ์กับคนไทย ว่า โซนนี้เหมาะแก่การอยู่อาศัย”
       
       โดยเรื่องความคืบหน้าการขายโครงการ ไฮด์ สุขุมวิท 11 มีมูลค่าโครงการกว่า 4,000 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 1.7-1.8 แสนบาทต่อ ตร.ม. ปัจจุบันมียอดขาย 70% ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่างชาติ และขณะที่ทางโครงการจะส่งเสริมตลาดในกลุ่มลูกค้าคนไทยมากขึ้น และคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ประมาณกลางปี 2562 และทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าหมดในปีหน้าเช่นกัน
       
       นายพีรพล กล่าวถึงมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการกำกับดูแลสินเชื่อต่อหลักประกัน หรือ (LTV) ว่าไม่กระทบต่อบริษัท และต่อกำลังซื้อของลูกค้า พบว่าจากประวัติของลูกค้าที่ซื้อโครงการไฮด์ สุขุมวิท 13 และ ไฮด์ สุขุมวิท 11 ขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินน้อย ส่วนใหญ่จะชำระเป็นเงินสด และมั่นใจว่าลูกค้าก็มีความสามารถและพร้อมจ่ายในการโอน
       
       “เอพี ไทยแลนด์” โชว์ยอดขายโครงการแนวราบ
       
       นายภมร ประเสริฐสรรค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจแนวราบ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนเมือง กล่าวถึงผลความสำเร็จของการรุกตลาดโครงการแนวราบ ก่อนจบโค้งสุดท้ายของปีในแคมเปญ 21 Destiny การเปิดขาย 21 ทาวน์โฮมใหม่ ใจกลางเมืองทั่วกรุงเทพฯ ภายใต้แบรนด์ ‘บ้านกลางเมือง’ และ ‘พลีโน่’ โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อทาวน์โฮมเครือเอพีอย่างล้นหลาม จนสามารถกวาดยอดขายจากแคมเปญทั้งสิ้นกว่า 1,500 ล้านบาท ส่งผลดันยอดขายรวม ณ วันที่ 28 ต.ค.2561 พุ่งแตะ 38,300 ล้านบาท คิดเป็น 96% จากเป้ายอดขายที่ปรับใหม่ (39,800 ล้านบาท) สะท้อนอย่างดีถึงปีแห่งความสำเร็จสูงสุดของเอพี ทั้งการคิดค้นและนำเสนอสินค้าทาวน์โฮมที่แตกต่าง ทั้งในเรื่องของแบบบ้านและจำนวนโครงการที่ครอบคลุมในทุกทำเลใจกลาง และรอบกรุงเทพฯ เพื่อให้ทาวน์โฮมในเครือเอพี ภายใต้แบรนด์ ‘บ้านกลางเมือง’ และ ‘พลีโน่’ เป็นคำตอบที่ดีที่สุดในทุกความต้องการของการใช้ชีวิตของลูกค้าครอบครัวเมืองทั้งในวันนี้ และอนาคต
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้