ทรีนีตี้ มองหุ้นไทยเดือนพ.ย .แกว่งตัว Sideways กรอบ 1,600-1,700 จุด

ผู้จัดการออนไลน์

       

       ทรีนีตี้ ประเมินหุ้นไทยเดือนพ.ย .แกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,600-1,700 จุด มีปัจจัยหนุนจากทิศทางราคาน้ำมันดิบที่อาจปรับตัวดีขึ้นส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานและหวังผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯน่าจะช่วยให้ความตรึงเครียดสงครามการค้าลดลง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่ต้องติดตาม
       

        นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมิน SET Index เดือนพฤศจิกายนแกว่งตัว Sideways โดยมีกรอบแนวรับที่ 1,600 จุด ซึ่งเป็นระดับเทียบเท่าค่าเฉลี่ย Earning yield gap ส่วนกรอบแนวต้านจิตวิทยาประเมินที่ 1,700 จุด
       
        สำหรับปัจจัยบวกที่อาจจะเป็นแรงสนับสนุนดัชนีหุ้นไทยในเดือนพฤศจิกายน ประกอบด้วย 2 ปัจจัยที่สำคัญได้แก่ 1. คาดราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัว Sideways ถึง Sideways up ภายหลังจากสหรัฐฯเตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านเป็นรอบที่ 2 ในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการผลิตและส่งออกน้ำมันจากอิหร่านปรับลดลงอีก และทำให้ปริมาณอุปทานในตลาดโลกยังไม่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลบวกต่อกลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นไทย
       
        2.ประเมินผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯจะนำมาสู่บทสรุปที่ดี หากพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่างได้ตามที่ผลโพลล์ประเมินไว้ เนื่องจากจะเป็นการถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จนทำให้จุดยืนที่แข็งกร้าวต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ เช่น สงครามการค้า มีโอกาสที่จะอ่อนโยนลงได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คาดว่าเงินดอลลาร์จะเริ่มปรับตัวอ่อนค่าลง ส่งผลบวกต่อสกุลเงินของประเทศเกิดใหม่
        ทั้งนี้จากการศึกษาของทรีนีตี้ในอดีตพบว่า เมื่อใดก็ตามที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภาล่าง โดยที่อีกพรรคหนึ่งยังคงครองเสียงข้างมากในสภาสูงเช่นเดิม ตลาดหุ้นโลกมักปรับตัวเป็นบวกได้หลังจากนั้น
       
        นายณัฐชาต ยังกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด ในเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ 1.พัฒนาการของร่างกฎหมายงบประมาณอิตาลี ซึ่งล่าสุดได้ถูกตีกลับจากคณะกรรมาธิการยุโรปให้ไปแก้ไขใหม่ หากกระบวนการต่างๆยังคงมีความล่าช้า คาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินยูโรต่อไป ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้
       
        2.ตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลกที่ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นจากสงครามการค้า โดยจากการศึกษาสถิติข้อมูลของทรีนีตี้ในอดีตพบว่า ตราบใดก็ตามที่ตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลกนี้ยังไม่ปรับขึ้น โอกาสที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่จะปรับตัวขึ้นแบบยั่งยืนก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเช่นเดียวกัน
       
        สำหรับปัจจัยที่อาจเป็นได้ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ นั่นก็คือการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) สหรัฐฯ โดยหาก Bond yield ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลให้ Upside ของตลาดหุ้นยังไม่เปิดกว้างมากนัก เนื่องจากพอดัชนีขึ้นไปถึงจุดๆหนึ่ง ก็จะมีแรงขายปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติออกมา ในทางกลับกัน หาก Bond yield ปรับลดลงมา จะเป็นผลบวกต่อหุ้น เนื่องจากทำให้หุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้นโดยเปรียบเทียบ
        
       นายณัฐชาต ยังได้แนะนำกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในเดือนพฤศจิกายนอยู่ 4 กลุ่ม ที่คาดว่าจะปรับตัวแข็งแกร่งกว่าตลาด ได้แก่ 1) กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ได้อานิสงส์หากราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นจริง เช่น PTT, PTTEP, PTTGC 2) หุ้นที่อยู่ในชุดหุ้นดีดกลับที่ทรีนีตี้คัดเลือก (Top Dog) และมีสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนสถาบันในระดับหนึ่ง เช่น BEAUTY, GLOBAL, GPSC 3) กลุ่มหุ้นที่อาจมีแรงเก็งกำไรต่อการถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี MSCI ในรอบถัดไป เช่น GULF, MTC และ 4) กลุ่มหุ้นที่อาจมีแรงเก็งกำไรต่อการถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 ในรอบถัดไป เช่น GULF, WHA
       

ข่าวยอดนิยม