เสนาจับมือฮันคิว ลุยคอนโดปี 62 ผุด 11 โครงการค่า 3.5 หมื่นล้าน

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เสนา จับมือฮันคิว ลุยตลาดคอนโดฯ ปี 62 ผุดโครงการร่วมทุนกว่า 11 โครงการ มูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้าน ฮันคิว เผยสนใจลงทุนโครงการอสังหาให้เช่า ขณะที่เสนาลงทุนเองอีกราว 10 โครงการใหม่ มั่นใจปีนี้ยอดขายทะลุหมื่นล้านบาท
       

       นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่บริษัทได้จับมือกับบริษัทพันธมิตรธุรกิจบริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ปเปอร์เรชั่น จำกัด จากประเทศญี่ได้มาเกือบ 2 ปี พบว่า โครงการร่วมทุนประสบความสำเร็จอย่างดี ซึ่งบริษัทได้นำเทคโนโลยีการพัฒนา ออกแบบห้องชุด ฟังก์ชันการใช้งานที่ฮันคิว ได้พัฒนาขึ้นจากความต้องการของลูกค้า ซึ่งบริษัทได้นำมาใช้ภายในโครงการ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
       
       โดยที่ผ่านมา ได้พัฒนาโครงการไปแล้ว 7 โครงการ มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการนิช โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง (Niche MONO Sukhumvit-Bearing), 2.โครงการ นิช โมโน เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์ (Niche Pride Taopoon-Interchange), 3. โครงการ ปีติ เอกมัย (PITI EKKAMAI), 4. โครงการ นิช โมโน เจริญนคร (NICHE MONO CHAROEN NAKORN) 5. โครงการ นิช โมโน เมกะ สเปซ บางนา (Niche MONO Mega Space Bangna), 6. โครงการ นิช โมโน รามคำแหง (Niche Mono Ramkhamhaeng) และ 7. โครงการ ปีติ บางจาก (PITI Bang Chak)
       
       ในปี 62 บริษัท และฮันคิว มีแผนที่พัฒนาโครงการร่วมทุนขึ้นมาอีกไม่น้อยกว่า 11 โครงการ มูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีที่ดินแล้ว 4-5 แปลง และบางส่วนอยู่ระหว่างเจรจาซื้อขาย ขณะที่โครงการที่บริษัทพัฒนาเองจะมีอีกประมาณ 10 โครงการ ซึ่งจะทำให้ปี 62 บริษัทเปิดโครงการใหม่มากสุดเป็นประวัติการณ์ โดยบริษัทจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหาร เพื่อสรุปงบประมาณแผนธุรกิจปี 62 ในวันที่ 13 พ.ย.61 โดยคาดว่าการใช้งบประมาณซื้อที่ดินปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 6,000-9,000 ล้านบาท
       
       สำหรับปี 61 บริษัทคาดว่า ยอดขายจะเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้จำนวน 10,300 ล้านบาท และรายได้เติบโต 20% จากปี 60 ที่มีรายได้ 5,200 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการเปิดตัวโครงใหม่รวม 17 โครงการ มูลค่า 23,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกเปิดแล้ว 5 โครงการ มูลค่า 6,520 ล้านบาท ส่วนโครงการร่วมทุนกับฮันคิวทั้ง 7 โครงการ ปัจจุบันมียอดจองที่ 50-80% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี
       
       ปัจจุบัน บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ประมาณ 10,000 ล้านบาท เริ่มทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ จนถึงปี 64 โดย Backlog ส่วนใหญ่จะรับรู้รายได้ในสัดส่วนมากที่สุดในปี 63 ทำให้คาดว่าผลประกอบการปี 63 จะมีการเติบโตอย่างมาก ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการควบคุมธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือ LTV ไม่เกิน 80% สำหรับสัญญากู้ที่ 2 และบ้านราคาเกิน 10 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มลูกค้าของบริษัทประมาณ 2-3% ที่เป็นสัญญากู้ที่ 2 และบ้านราคาเกินกว่า 10 ล้านบาท ประมาณ 2-3% เช่นกัน ซึ่งตามปกติบริษัทเก็บเงินดาวน์สำหรับคอนโดฯ ประมาณ 15% โดยต้องให้เวลาลูกค้าในการหาเงินดาวน์มาเพิ่ม แต่ก็ไม่น่าส่งผลกระทบมากนัก ส่วนประเด็นการเลือกตั้ง บริษัทไม่มีความกังวล เนื่องจากเห็นทิศทางกำลังซื้อยังมีแนวโน้มที่ดี
       
       นอกจากนี้ บริษัทมีแผนในการให้ความสนใจธุรกิจบริการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มากขึ้นในปี 62 เพื่อเป็นผู้ให้บริการติดตั้งให้กับผู้ประกอบการเอกชนที่สนใจ (Private PPA) อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามนโยบายและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เกี่ยวกับโซลาร์รูฟเสรีให้มีความชัดเจน ซึ่งมองว่าจะทำให้ตลาดรายย่อย (retail) มีความน่าสนใจมากขึ้น
       
       นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หรือโครงการพาณิชย์ ร่วมกับบริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ปเปอร์เรชั่น เพื่อสร้างรายได้ประจำให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในกลางปี 62 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากรายได้ประจำ (recurring income) อยู่ราว 8-9% จากการลงทุนในคอมมูนิตี้ มอลล์, อาคารสำนักงาน และสนามกอล์ฟ ส่วนรายได้อีก 92% ที่เป็นรายได้หลัก ยังมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยเพื่อขาย จากโครงการบ้านและคอนโดมิเนียม ซึ่งแบ่งเป็นโครงการที่พัฒนาร่วมกับบริษัทฮันคิวฯ 60% และจากโครงการที่บริษัทพัฒนาเอง 20%
       

ข่าวหุ้น

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้