เนอวานาฯ แตกไลน์ธุรกิจใหม่ Turnkey Solution แก้ปัญหาที่ดินแพง-หายาก

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เนอวานาฯ แตกไลน์ธุรกิจใหม่ Turnkey Solution พัฒนาบ้านบนที่ดินแลนด์ลอร์ด หวังแก้ปัญหาที่ดินแพง-หายาก ตั้งเป้าภายใน 5 ปี พัฒนาอย่างน้อย 17 โครงการ คาดว่านับจากปี 63 จะมีรายได้จากธุรกิจใหม่ปีละ 3,000 ล้านบาท
       

       นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) หรือ NVD ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทสิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S กล่าวว่า จากปัญหาการซื้อที่ดินที่ยากขึ้น ประกอบกับมีราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่อยู่ในมือของเศรษฐีที่ไม่ยากขายหรือต้องการพัฒนาที่ดิน แต่ไม่มีความรู้ ความสามารถในการพัฒนาที่ดิน รวมถึงบริษัทต้องการขยายการลงทุนไปในต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ ทำให้บริษัทมีแผนที่จะขยายการลงทุนในรูปใหม่ โดยตั้งเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ คือ Turnkey Solution ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกับเจ้าของที่ดิน หรือแลนด์ลอร์ด
       
       ทั้งนี้ ภายใต้การร่วมทุนแบบ Turnkey Solution นั้น เนอวานา ไดอิ จะเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาโครงการให้หมดแบบครบวงจร ตั้งแต่ การออกแบบ การขาย การตลาด การก่อสร้าง การโอนกรรมสิทธิ์ และบริการหลังการขาย โดยโครงการจะใช้แบรนด์ของเนอวานา ซึ่งเจ้าของที่ดินจะไม่ต้องประสบกับปัญหา และความวุ่นวาย เป็นการพัฒนาที่ดินให้มีศักยภาพสูงสุด และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินนั้นๆ ซึ่งเจ้าของที่ดินจะสามารถรับรู้รายได้จากการที่ลูกค้าโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก่อนการปลูกสร้าง (เป็นสัญญาบ้านสั่งสร้าง)
       
       ในส่วนของเนอวานา ไดอิ จะสามารถเพิ่มโอกาสในการพัฒนาโครงการบนทำเลศักยภาพ เพราะไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อที่ดิน โดยเนอวานา ไดอิ จะมีรายได้จากการแบ่งผลกำไร ค่าบริหาร และพัฒนาโครงการกับเจ้าของที่ดิน ซึ่งเจ้าของที่ดินจะสร้างมูลค่าที่ดินได้สูงกว่า 30% เมื่อเทียบกับการขายที่ดินเปล่า นอกจากนี้ เนอวานา ไดอิ ยังจะได้รับความเชื่อถือจากกลุ่มลูกค้าที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าของที่ดิน ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
       
       “เราเห็นโอกาสจากการทำธุรกิจภายใต้โมเดลรูปแบบนี้ และด้วยความพร้อม และศักยภาพของเนอวานา ไดอิ เชื่อว่าจะสามารถเชิญชวนให้เจ้าของที่ดินมาทำงานร่วมกับเราในการขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั่วไทยได้ โดยการพัฒนากับแลนด์ลอร์ดแต่ละโครงการ จะขายบ้านให้กับลูกค้าในรูปแบบ 2 สัญญา คือ สัญญาซื้อที่ดินและสัญญารับสร้างบ้าน โดยบริษัทจะมีรายได้จากการรับสร้างบ้าน ส่วนแลนด์ลอร์ดจะมีรายได้จากการขายที่ดินที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น” นายศรศักดิ์ กล่าว
       
       ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนโครงการนำร่อง ได้แก่ “เนอวานา ไอคอน ปิ่นเกล้า” ตั้งอยู่ย่านพุทธมณฑล สาย 2 บนพื้นที่ 12 ไร่ ในรูปแบบของบ้านเดี่ยว ขนาด 100-160 ตารางวา ราคาขาย 17-24 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท โดยเปิดพรีเซลไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ขณะนี้มียอดขายแล้ว 30-40%
       
       และโครงการ “เนอวานา บียอนด์ อุดรธานี” ซึ่งแลนด์ลอร์ด เป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรม ประจักษ์ตรา ดีไซน์ โฮเทล โดยที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณหนองประจักษ์ บนพื้นที่ 10 ไร่ เป็นบ้านเดี่ยว สูง 3 ชั้น ขนาด 57 ตารางวาขึ้นไป จำนวน 41 ยูนิต ราคา 25-50 ล้านบาท มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยได้เปิดขายรอบวีไอพีไปแล้วเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนเป็นอย่างมากแม้ว่าบ้านตัวอย่างจะยังก่อสร้างไม่เสร็จ ขณะนี้มียอดขายแล้ว 9 ยูนิต มูลค่า 240 ล้านบาท และจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 1/2562 โดยทั้ง 2 โครงการ จะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2562 เป็นต้นไป
       
       ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าภายในระยะเวลา 5 ปี จะพัฒนาโครงการในรูปแบบ Turnkey Solution อย่างน้อย 17 โครงการ ซึ่งจะเปิดขายโครงการใหม่อย่างน้อยไตรมาสละ 1 โครงการ โดยในปี 2562 บริษัทฯ มีแผนที่จะนำระบบ Turnkey Solution ซึ่งเป็นการร่วมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับคุณภาพกับเจ้าของที่ดินในทำเลศักยภาพ ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด ประมาณ 4 โครงการ ได้แก่ 1. ที่ดินย่านพัฒนาการ พื้นที่ประมาณกว่า 10 ไร่ ซึ่งแลนด์ลอร์ดเป็นนักลงทุนที่ดิน แต่ไม่เคยพัฒนาโครงการ โดยจะพัฒนาภายใต้แบรนด์ “บียอนด์ พัฒนาการ” เป็นบ้านเดี่ยว ประมาณ 40 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่กว่า 30-70 ล้านบาท มูลค่าโครงการกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจา คาดว่าจะจบดีลประมาณไตรมาส 2/2562
       
       2. โครงการย่านศรีนครินทร์ ตัดถนนพระราม 9 ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ คาดว่าจะพัฒนาภายใต้แบรนด์ “บียอนด์ อินโทรล” 3. โครงการย่านศรีราชา และ 4. อยู่ในระหว่างการเจรจากับแลนด์ลอร์ด 2 แปลง คือ ที่ภูเก็ต และกรุงเทพฯ หากสามารถจบดีลกับรายใดได้ก่อน จึงจะนำที่ดินแปลงนั้นมาพัฒนา
       
       สำหรับการเลือกแบรนด์สินค้าในการนำไปพัฒนา จะขึ้นอยู่กับทำเล และความต้องการในพื้นที่นั้นๆ โดยปัจจุบัน บริษัทมีแบรนด์สินค้า 4 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ Nirvana BEYOND ระดับราคาขาย 20 ล้านบาทขึ้นไปต่อยูนิต, แบรนด์ Nirvana ICON ระดับราคาขาย 13 ล้านบาทขึ้นไปต่อยูนิต, แบรนด์ INTRO By Nirvana ระดับราคาขาย 7-8 ล้านบาทต่อยูนิต และแบรนด์ Nirvana @Work ระดับราคาขาย 25 ล้านบาทขึ้น
       
       ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2563 บริษัทฯ จะมีรายได้จากธุรกิจการพัฒนาโครงการในรูปแบบ Turnkey Solution ไตรมาสละประมาณ 750 ล้านบาท หรือ 3,000 ล้านบาทต่อปี และในปี 2561 คาดว่าบริษัทจะมีรายได้รวมที่ 2,500 ล้านบาท
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้