“เดี๊ยนไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่เลย” คุณหญิงชดช้อย แชมป์สูงวัย-หัวใจสุดเฟี้ยว!! [มีคลิป]

ผู้จัดการออนไลน์

       

       เธอคือเจ้าของตำแหน่งนักกีฬาหญิงทีมชาติ ผู้มีอายุมากที่สุดในเอเชียนเกมส์ 2018 ที่พร้อมให้เราเจาะลึกเบื้องหลัง “เหรียญเงินแห่งประวัติศาสตร์” บนเส้นทาง “บริดจ์” ที่คอนเฟิร์มด้วยเกียรตินักสู้ว่า ไม่เคยใช้ “เส้นสาย” เพื่อให้ได้เป็นตัวแทน พร้อมย้อนเวลาเผยวีรกรรมสุดเฟี้ยว “โบกรถเที่ยวว่อนยุโรป” แถมด้วยวิธี “เลี้ยงลูกติดดิน-แหวกแนวไฮโซ” ที่ใครได้อ่านเป็นต้องประทับใจในตัว “คุณหญิงสุดเก๋” คนนี้อย่างแน่นอน!!
       


       
       ครองแชมป์ “อายุมากสุด” แต่ไม่เคยคิดว่า “แก่”
       

       [สร้างประวัติศาสตร์ "เหรียญเงินบริดจ์" เอเชียนเกมส์]
        “ที่ผ่านมา มีทั้งสำนักข่าวจีน, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น ฯลฯ เขามาสัมภาษณ์เดี๊ยนว่า เป็นผู้หญิงที่อายุมากที่สุด ที่ได้เข้าไปแข่งในเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุด แต่เชื่อไหมว่าก่อนหน้านั้น เราไม่เคยคิดเลยนะว่าตัวเองแก่”

        คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช ปิดประโยคด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างคนอารมณ์ดี พร้อมกับยิ้มรับตำแหน่ง “นักกีฬาหญิงทีมชาติผู้มีอายุมากที่สุดในเอเชียนเกมส์ 2018” ด้วยวัย 74 ปี ก่อนปล่อยให้คู่สนทนาเริ่มเจาะตัวตนของเธอ ในฐานะที่สร้างประวัติศาสตร์ “เหรียญเงินเหรียญแรก” ในการแข่งขันกีฬาไพ่บริดจ์ จากเวทีใหญ่ที่สุดในเอเชียครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไป

        คอกีฬาหลายคนที่ติดตามนับจำนวนเหรียญแห่งชัยชนะจากทีมชาติไทย ต่างรู้สึกเซอร์ไพรส์ไปตามๆ กัน เพราะไม่คิดว่ากีฬาที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวในประเทศไทยให้เห็นเท่าใดนักอย่าง “บริดจ์” จะมีตัวแทนสัญชาติไทยไปคว้าเหรียญรองชนะเลิศมาได้ ซึ่งก็รวมไปถึงตัวผู้เข้าแข่งขันเองด้วยเหมือนกัน อย่างที่คุณหญิงชดช้อยบอกกับเราว่า ไม่เคยคิดคาดหวังในเหรียญรางวัล โดยเฉพาะครั้งนี้ที่เอเชียนเกมส์ยอมบรรจุกีฬาไพ่บริดจ์ เข้าไปในการแข่งขันด้วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

        “สิ่งที่ลงมือทำแต่ละครั้ง เดี๊ยนไม่ได้คิดเลยค่ะว่าผลของมันจะออกมาเป็นแบบไหน อย่างที่อยากจะไปแข่งเอเชียนเกมส์ เราก็มองแค่ว่าเขามีแข่ง เราก็ควรจะไปลงกับเขาดู เพราะถ้าเราสามารถเข้ารอบได้ มันก็จะถือเป็นชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย

แต่หลังจากได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกีฬาเข้าไปแข่งขันแล้ว พูดตามตรงว่าเราไม่ได้หวังจะได้เหรียญอะไรกลับมา เพราะเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เราก็เพิ่งไปแข่งมาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เข้ารอบชิง และเราก็ซ้อมมาเรื่อยๆ ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าผลการซ้อมมันจะปรากฏออกมาตอนที่ไปแข่งครั้งนี้”

       
       

       [บริดจ์ทีมผสม ทีมชาติไทย ผู้คว้าเหรียญเงินบนเวทีใหญ่สุดแห่งเอเชียปีล่าสุด]
        กลายเป็นว่าตอนนี้ นอกจากคุณหญิงจะเป็นไอดอลให้แก่ “นักกีฬาบริดจ์” แล้ว ยังถือเป็นคนต้นแบบของกลุ่มคนสูงวัย ให้ได้เห็นเป็นตัวอย่างอีกด้วยว่า ทุกคนสามารถเป็นนักกีฬาได้ ไม่ว่าจะอายุมากเท่าไหร่ก็ตาม และที่ทำให้คุณหญิงสุดเฟี้ยวรายนี้ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่เลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความน่ารักของวัฒนธรรมในวงล้อมบริดจ์ ที่จะให้เกียรติเรียกกันด้วยสรรพนามว่า “พี่-น้อง” เท่านั้น

        “อย่างในสังคมของคนเล่นบริดจ์ ก็จะมีตั้งแต่คนที่อายุ 10 กว่า ไปจนถึงคนอายุ 90 กว่าเลย และทุกคนก็จะเรียกกันเป็น “พี่-น้อง” หมด จะไม่มีใครเรียก ป้า, อา, น้า, ย่า ฯลฯ อะไรเลย เพราะฉะนั้น มันเลยไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองอายุมากหรืออะไรนะคะ (ยิ้ม)

        และที่คนเขาบอกกันว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” อันนี้เดี๊ยนว่าจริง คือถ้าเราคิดว่าเราไม่แก่ เราก็จะไม่แก่ สำคัญแค่เราต้องวางตัวให้ถูกกาลเทศะ แค่นั้นก็พอแล้ว คือพอเราอายุเท่านี้แล้ว เราก็ต้องรู้ตัวเองว่าควรจะแต่งตัวยังไง หรือเวลาไปออกงานสังคม เราควรวางตัวแบบไหน สิ่งที่สำคัญก็คือการทำตัวให้สบายๆ ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องอายุ และตัวเราเองก็ต้องรักษาสุขภาพให้ดีด้วย”

        ทัศนคติของคุณหญิงทำให้ผู้สัมภาษณ์นึกถึงคำว่า “Young At Heart” ขึ้นมาทันที เพราะนอกจากเธอจะมองโลกผ่านรอยยิ้มในหลายๆ มุมได้อย่างน่าสนใจแล้ว “คุณเอสเตอร์” ที่เพื่อนๆ เรียกตามชื่อเล่นคนนี้ ยังมีหัวใจวัยรุ่นคอยสั่งการให้กลายเป็น “ผู้หญิงขาลุย” อยู่ตลอดเวลา แม้แต่ตอนเล่นบริดจ์ที่ต้องวางหมากว่าจะเป็น “ฝ่ายรุก” หรือ “ฝ่ายรับ” คุณหญิงยังยอมรับว่า เธอมักจะเน้น “รุกหนัก-ลุยนำ” อยู่เสมอๆ เมื่อโอกาสอำนวย

        “เราต้องดูว่าเราถือไพ่อะไรไว้บ้าง และเรากล้าจะทำในสิ่งที่เราคิดหรือไม่ คือถ้าทางปรปักษ์เขาวางไพ่ตัวไหนมา แล้วเราคิดว่าไพ่เราเหนือกว่า เราน่าจะทำได้ เราก็ต้องกล้าท้า กล้าที่จะประมูลเดิมพันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่เดี๊ยนจะชอบเล่นเป็นฝ่ายรุกนะคะ (ยิ้ม) เพราะรู้สึกว่ามันท้าทายดี”

       
       

        นิสัย “กล้าท้า-กล้าลุย” และ “มีหัวใจวัยรุ่น” แบบนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ซึมลึกมาตั้งแต่สมัยยังไม่ถึงวัยฮอร์โมนเลยด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นลูกคนสุดท้อง ซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียว ท่ามกลางพี่ชายอีก 6 คน จึงทำให้คุณหญิงเลือกที่จะโตมาแบบไม่ต้องการการประคบประหงม และมักจะขออยู่นอกกรอบคำว่า “กุลสตรี” ทั้งยังเลือกที่จะเป็น “นักกีฬาขาลุย” มาตั้งแต่วันที่ได้รับอิสระให้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลีย

        “เดี๊ยนคิดว่าการที่ได้ไปเมืองนอกตั้งแต่ตอน 9 ขวบ ทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้นะคะ เพราะถ้าปล่อยให้ตัวเองอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็ก เราคงต้องถูกประคบประหงมให้เป็นกุลสตรี ห้ามโดนแดด ห้ามนู่นห้ามนี่อย่างที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการ แถมยังมีคนงานดูแลเพียบ ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นแบบนั้น เราก็จะโตมาเป็นเด็กสปอยล์ เป็นเด็กไม่น่ารักแน่นอน

        แต่พอเราได้ไปอยู่เมืองนอก เราต้องทำทุกอย่างเอง และด้วยความที่เราเป็นเด็กกิจกรรม ได้ใช้ชีวิตแบบเด็กฝรั่ง อยู่โรงเรียนประจำ เป็นนักกีฬา นักบาสฯ, นักเทนนิส ซึ่งก็ทำให้เราสนุกกับชีวิตตรงนั้น เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องไปแข่งกีฬาตลอด ก็ถือว่าไม่ได้มีชีวิตที่ง่ายนะคะ คือถึงเราจะกินอยู่สบาย แต่ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่างเหมือนกัน

        คิดดูว่าตอนนั้นหลังจากที่ตีเทนนิสจนได้เข้าทีมโรงเรียน ทางโรงเรียนถึงกับต้องเขียนจดหมายมาขอเงินทางบ้านให้ เพื่อขอซื้อไม้เทนนิสให้เรา (ยิ้ม) เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เราเล่นกีฬา ตอนแรกเราก็เลยต้องอาศัยขอยืมไม้ของเพื่อนคนอื่นเอา จนพอได้เข้าเป็นทีมโรงเรียน ทางโรงเรียนถึงรู้ว่าเราไม่มีไม้เทนนิสเป็นของตัวเอง ซึ่งประสบการณ์ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา มันก็สอนให้เรากลายเป็นคนที่ถือว่ามีคุณภาพในตอนโต

        ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้เดี๊ยนรู้สึกว่าเราไม่เคยแก่เลย ส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะเราเป็นนักกีฬามาก่อน และอีกอย่างนึงน่าจะเป็นเพราะเราอยู่กับลูกตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงที่เขายังเป็นเด็กอยู่ ด้วยความที่มีลูกชาย 3 คน ลูกสาวอีก 1 คน เราก็ต้องหากิจกรรมอะไรสนุกๆ ทำกับเขา เล่นเทนนิสกับเขา พยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาไม่เบื่อที่จะอยู่กับเรา
       

       
       ลบคำสบประมาท “คู่แก่-ใช้เส้น”
       

        “นายกสมาพันธ์บริดจ์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก” และ “ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาบริดจ์แห่งประเทศไทย” คือหมวกอีก 2 ใบที่คุณหญิงได้รับเกียรติให้สวมเอาไว้ด้วยความไว้วางใจ แต่ใครจะรู้ว่าในอีกมุมหนึ่ง ตำแหน่งอันทรงเกียรติเหล่านั้นจะกลายร่างเป็นคำว่า “เส้นสาย” ผ่านสายตาเดาสุ่มของคนวงนอก

        และเพื่อลบคำครหาเหล่านั้นออกไปให้ได้อย่างเป็นทางการ คุณหญิงจึงหมั่นพิสูจน์ผ่าน “เหรียญรางวัล” จากหลากเวทีเอาไว้ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองแชมป์เอเชียแปซิฟิก, แชมป์ซีเกมส์ 2011 มาจนถึงตำแหน่งรองแชมป์เอเชียนเกมส์ 2018 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป หวังให้กลุ่มคนที่เฝ้ามองหาแต่ภาพลบ ได้มองเห็นความตั้งใจจริง ผ่านการฝึกซ้อมอย่างมุ่งมั่น รวมถึงผลของความพยายามที่ฉายให้เห็นชัดอย่างในวันนี้

        “จริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีถูกมองเหมือนกันนะคะว่า เราใช้อภิสิทธิ์-ใช้เส้นจากตำแหน่งงานเข้าไปเป็นนักกีฬาหรือเปล่า คือถ้ามองจากสายตาคนภายนอก เขาอาจจะมองว่าที่เรามีทุกวันนี้ได้ มันดูเป็นเรื่องง่ายๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วเดี๊ยนเองก็ซ้อมมาโดยตลอด

ด้วยความที่เราเป็นนายกสมาพันธ์ฯ และเป็นประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ ด้วย เราเลยยิ่งต้องพยายามทำตามกฎกติกาเขาให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้คนอื่นๆ เห็นว่าเราใช้อภิสิทธิ์ส่วนตัว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องซ้อม


       
       

       [สมัยลงแข่งขันครั้งแรก เมื่อปี 2521]
        ที่ผ่านมาช่วงปีกว่า ก่อนลงแข่งขัน เราโดนบังคับซ้อมทุกเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น และอาทิตย์นึงอย่างน้อยต้องซ้อม 2 วัน ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม เพราะฉะนั้น มันต้องใช้เวลามาก กลายเป็นไม่ได้เจอเพื่อนฝูงเลย กิจการงานต่างๆ ที่มีก็ทำให้จัดการลำบากไปด้วย

        หรือแม้แต่ช่วงที่เราขอลาไปเมืองนอกกับลูก เราก็ต้องกลับมานั่งคิดว่า ฉันขาดซ้อมไปกี่วัน เพราะฉะนั้น พอกลับมาฉันก็ต้องซ้อมทุกวัน เพื่อให้จำนวนชั่วโมงที่ซ้อมเป็นไปตามเกณฑ์ที่เขากำหนดเอาไว้ เพราะฉะนั้น บอกเลยว่าเราไม่คิดที่จะเอาเปรียบใคร และเราก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องมีใครปล่อยให้เราเอาเปรียบเขาด้วย เพราะเราจะมาเป็นขี้ปากใครไม่ได้

        ยืนยันได้เลยค่ะว่า ตั้งแต่ที่เขาประกาศให้เราเป็นนักกีฬาของการกีฬาแห่งประเทศไทย เราก็เก็บตัวซ้อมเหมือนนักกีฬาคนอื่นทุกอย่าง เพื่อเก็บข้อมูลไปยังฝ่ายที่รับผิดชอบ ให้มีคุณสมบัติตรงตามกติกาที่เขาวางเอาไว้ทุกประการ และที่เราได้มาถึงขนาดนี้ ก็เป็นเพราะเราต่อสู้ เข้มแข็ง อดทน ฝึกฝน แล้วก็ต้องอ่านตำราเรื่องบริดจ์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือว่าเดี๊ยนได้ใช้เวลาไปถึง “ครึ่งชีวิต” เลยที่เราอุทิศให้แก่บริดจ์”

       
       

        อีกหนึ่งคำสบประมาทที่คุณหญิงและเพื่อนพ้องในวัยเดียวกันได้รับ ก็คือประเด็นเรื่อง “อายุ” ที่ถูกหยิบมาค่อนแคะว่าเป็นอุปสรรค ถึงกับมีคอมเมนต์จากบางคนเหยียดหยามเรียกเธอและคู่ว่าเป็น “คู่แก่” ที่ควรจะปลดเกษียณตัวเองออกไปจากวงการกีฬาไพ่ชนิดนี้ ซึ่งตัวคุณหญิงและทีมก็ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า คนสูงวัยไม่ใช่คนไร้ค่าเสมอไป

        “ก่อนหน้านี้มีคนมาตำหนิเราว่าเป็น “คู่แก่” ของบริดจ์ บอกว่าควรจะเลิกไปได้แล้ว ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ๆ ให้คู่หนุ่มสาวเขามีโอกาสเข้ามาแข่งบ้าง พอเราเจอคอมเมนต์แบบนั้น เราก็รู้สึกว่าเราต้องยิ่งพยายามทำให้เต็มที่ที่สุด เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเรามายืนตรงนี้ได้ด้วยความสามารถของตัวเราเองจริงๆ

        และหลังจากที่ได้เหรียญเงินกลับมาคราวนี้ ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของเราด้วยเหมือนกันนะคะ ที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า กีฬาบริดจ์เนี่ย คุณจะเล่นถึงอายุเท่าไหร่ก็ได้”

        ยืนยันหนักแน่นว่าที่มีทุกวันนี้ ไม่เกี่ยวกับเส้นสายและไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถึงแม้จะมีหลายต่อหลายคนชอบคิดไปว่าคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ต้องมีชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ สุขสบายไปเสียทุกอย่าง แต่ความจริงแล้ว เธอไม่เคยเดินตัวลอยจากพื้นดิน และยังคงปลูกฝังลูกๆ ให้คุณค่าในสิ่งที่ได้มาด้วยแรงกำลังของตัวเองอยู่เสมอๆ

        “ถามว่าชีวิตเดี๊ยนโรยด้วยกลีบกุหลาบไหม ก็ต้องบอกว่าเราก็เกิดมาบนความสุขสบาย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ บนความสบายนั้น แล้วรอให้ทุกอย่างหล่นมาหาเรา ที่ผ่านมาเราเองก็ต้องสู้กับหลายๆ อย่างเหมือนกัน เราถึงจะได้สิ่งที่เราต้องการ

       
       

       [หิ้วลูกๆ พาเรียนรู้ชีวิตในต่างแดน]
        อย่างเวลาพาลูกไปเมืองนอก เดี๊ยนจะไม่ชอบเอาคนงานไป แต่หลังจากหย่ากับอดีตสามี เราก็พาลูกๆ ไปด้วยตัวคนเดียวตลอด ตั้งแต่ช่วงลูกคนโตอายุ 11 ปี และลูกคนเล็กอายุ 5 ขวบแล้วค่ะ เพราะตั้งใจเอาไว้แล้วว่า อยากให้พวกเขาไปเรียนรู้ชีวิต ให้หัดช่วยเหลือตัวเองในตอนที่ไม่มีคนงานไปด้วย เพราะตัวเดี๊ยนเองก็โตมากับการทำอะไรทุกอย่างเองมาตลอด

       

        ทุกวันนี้ ถึงแม้ลูกเราจะกินดีอยู่สบาย แต่เดี๊ยนก็ไม่เคยปลูกฝังให้ฟุ่มเฟือย เพราะเดี๊ยนคิดว่าไม่ว่าเราจะมีเท่าไหร่ก็ตาม แต่เราต้องทำให้ลูกเรารู้คุณค่าของเงิน ต้องสู้เพื่อที่จะได้สิ่งที่เขาต้องการ เพราะถ้าเราไปให้เขาทุกอย่าง ใจเขาจะไม่สู้ และเขาจะไม่มีพลังต่อสู้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ

        ลูกๆ เขาก็เคยมาบ่นกับเราเหมือนกันนะคะว่า ทำไมตอนเดินทางไปอังกฤษ เพื่อนๆ เขาได้นั่ง first class กันหมด แต่หม่าม้ากลับให้ลูกๆ ไปนั่งปลายแถว ไปนั่งชั้น economy แถมให้นั่งติดห้องน้ำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันเป็นที่นั่งที่ถูกที่สุดไงคะ (ยิ้ม) เราก็บอกว่า เมื่อไหร่ที่หาเงินได้เอง ลูกก็ไปนั่ง first class หรือนั่ง business class ก็ได้ แต่ตอนนี้ยังหาเองไม่ได้ ก็นั่งปลายแถวไปก่อนแล้วกัน”
       

       
       เพราะตั้งท้อง จึงเกิด “นักกีฬามือรางวัล”!!
       

       [ถ้วยรางวัลแรก "Asean Bridge Clubs" ปี 2527]
        เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทาง “นักวิเคราะห์ไพ่” ตั้งแต่วัย 30 กว่า แล้วลงแข่งขันเรื่อยมาจนถึงวัย 70 กว่า ใครจะรู้บ้างว่าเบื้องหลังความมุ่งมั่นและจริงจังตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นได้เพราะการตั้งท้องลูกคนแรกของคุณหญิงชดช้อยนั่นเอง ภายในวงล้อมอบอุ่นระหว่างครอบครัวและเพื่อนฝูง ที่มักจะใช้ไพ่บริดจ์สานสัมพันธ์กันในทุกเย็นวันศุกร์

        “ช่วงที่ยังสาวๆ ลูกยังเล็กๆ อยู่ เราก็จะเวียนไปตามบ้านเพื่อนกันทุกวันศุกร์ ผลัดกันเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าว แล้วก็เล่นบริดจ์ด้วยกันสัก 3-4 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแบบเดียวกับที่ต่างชาติเขาทำกันมาโดยตลอด แต่ว่าตอนแรกๆ เดี๊ยนยังไม่ได้เล่นกับเขาด้วยนะคะ แค่ตามไปดูเฉยๆ แล้วปล่อยให้อดีตสามีเขาเล่นกับเพื่อนๆ

        ตอนนั้นเราก็มองเขานั่งเล่นกันแบบไม่เข้าใจว่า จะนั่งเล่นอะไรกันนานขนาดนั้น ไม่ไหวมั้ง (ยิ้ม) ยิ่งเวลาเขาพูดกันเป็นภาษาบริดจ์ เราก็ไม่เข้าใจว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร จนมาช่วงท้องลูกคนโต เป็นช่วงว่างๆ ที่เราไม่มีอะไรทำ ก็เลยตัดสินใจลองหัดเล่นดู

        แต่จะให้มาลองจับไพ่แล้วไปเล่นกับเขาเลย เราก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอีก และด้วยความที่เป็นคนถ้าทำอะไรแล้วต้องทำจริง ก็เลยหาครูมาสอนบริดจ์ให้อย่างจริงจังเลยค่ะ พอหลังจากสอนครบ 10 ชั่วโมง จบคอร์สแล้ว ครูเขาก็พาเข้าไปแข่งเลย กลายเป็นแทนที่จบคอร์สมาจะได้เล่นกับพี่น้อง กลับถูกส่งไปแข่ง เราก็เลยติดการแข่งตั้งแต่นั้นมา”

        หลังจากนั้นชื่อของคุณหญิงชดช้อย ก็กลายมาเป็นชื่อตัวเก็ง ซึ่งปรากฏบนเส้นทางสายบริดจ์มาตลอดระยะ 10 ปี กระทั่งเธอผันตัวไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทำงานเพื่อสังคมอยู่เกือบ 10 ปี ก่อนจะกลับเข้าสู่วงการที่รักสายนี้อีกครั้งในการแข่ง “ทีมอาวุโส” รวมคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชิงชัยในเวทีอาเซียน จากช่วงแรกกะจะลงเล่นแบบขำๆ แต่สุดท้ายก็กลับกลายมาเป็นตัวแทนทีมชาติไทย แข่ง “ทีมผสม (ชาย-หญิง)” มาจนถึงทุกวันนี้

       
       

        เมื่อถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้ คุณหญิงจึงตอบกลับมาทันทีว่า “มันท้าทายดี” โดยให้เหตุผลว่าพอได้เล่นแล้ว มันทำให้เธอตั้งคำถามกับตัวเองในจุดที่ทำไม่ได้ และอยากปรับปรุงแก้ไขให้เล่นออกมาได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ ก็จำเป็นต้องอาศัยความพยายามอย่างหนัก โดยเฉพาะการอ่านตำราและทฤษฎีการเดินไพ่ เพื่อแก้เกมให้ออกมาได้อย่างใจต้องการ

        “ถ้าสมมติเรามีไพ่ตัวเล็กๆ อยู่ในมือแค่นี้ เราจะทำให้กินทั้งหมดได้ยังไง เราก็ต้องหาไพ่ที่จะมาช่วยแก้เกม เราก็ต้องพยายามจำไพ่ที่ออกมาแล้ว และคำนวณเปอร์เซ็นต์ไพ่ที่เหลือตลอดเวลา ระหว่างเล่นก็ต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่ตลอด เพราะไพ่ทุกใบที่ทุกคนลง เราต้องจำได้หมด เนื่องจากไพ่ทุกใบมันมีความหมายจริงๆ เอาไว้ใช้คำนวณและคาดเดาว่า คนที่ยังไม่ได้หงายไพ่ออกมา เขาน่าจะถืออะไรไว้บ้าง

        คือถ้าให้เลือกลงไพ่ที่เล็กที่สุดออกมา หลังจากนั้นก็ต้องวางแผนอีกว่าเราจะสามารถกินได้กี่ต่อ หรือแม้แต่เลขเบอร์ 2, เบอร์ 8, เบอร์ 9 หรือไพ่ตัวไหนก็ตามที่ทุกคนวางลงไป เราก็ต้องจำให้ได้หมด เพราะถ้าปล่อยให้สมาธิหลุดไปปุ๊บ แค่ลืมมองไพ่ใบแรกไป เราอาจจะผิดพลาดไปตลอดทั้งเกมเลยก็ได้”

       
       

       [ชวนหลานรัก ร่วมเล่นบริดจ์]
        นอกจากนั้น ผลบวกที่จะได้รับกลับไปแน่ๆ ก็คือเรื่องของ “สมาธิ” และ “ความจำ” ยิ่งเป็นผู้เล่นที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปแล้ว คุณหญิงยิ่งแนะนำ เพราะมีผลการวิจัยออกมาคอนเฟิร์มเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า กีฬาบริดจ์ช่วยป้องกัน “โรคอัลไซเมอร์” และลด “ภาวะซึมเศร้า” ในผู้สูงอายุได้จริง

        “บริดจ์ช่วยฝึกเรื่องความจำกับเรื่องสมาธิได้มากเลยค่ะ ซึ่งส่วนตัวแล้ว เดี๊ยนมองว่าเรื่องสมาธิอาจจะมาก่อนความจำด้วยซ้ำ เพราะพอเรามีสมาธิแล้ว เรามองไพ่ทุกใบแล้วคิดตาม มันก็จะช่วยให้เราจำได้ไปด้วย ผิดกับถ้าเรายึดเรื่องความจำอย่างเดียว แต่กลับไม่มีสมาธิ สุดท้ายความคิดของเราก็จะสับสนอยู่ดี

        และเรื่องสมาธิที่ได้มาจากการเล่นบริดจ์ ก็ช่วยเดี๊ยนได้มากทีเดียว จากเมื่อก่อนเวลาทำงานแล้วมีคนอยู่รอบๆ แค่มีลูกๆ วิ่งไปวิ่งมา ก็ทำงานไม่ได้แล้ว แต่ทุกวันนี้ทำได้สบายๆ

        ทางมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเอง เขาก็วิจัยออกมาแล้วนะคะว่า บริดจ์เป็นกีฬาที่ดีที่สุดสำหรับคนอายุมาก ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นอัลไซเมอร์ เพราะมันช่วยพัฒนาสมองและต้องจดจ่อสมาธิอยู่กับเกมตลอดเวลา และที่สำคัญ มันทำให้เราได้สังคม เพราะต้องเล่นกับคู่ของเรา และคู่อื่นๆ ด้วย

        เทียบกันแล้ว บรรยากาศของคนเล่นบริดจ์ จะไม่เหมือนกับคนที่เล่น ซูโดกุ หรือ คอร์สเวิร์ด เลย เพราะถ้าเล่นแนวนั้น คนเล่นจะสามารถพัฒนาสมองเองได้โดยไม่ต้องอาศัยทีม อยู่บ้านคนเดียวก็เล่นได้ ซึ่งไม่ได้ช่วยป้องกันอาการโรคซึมเศร้าของคนเล่น แต่บริดจ์จะช่วยในจุดนั้นได้

       
       

       [ลูกๆ ของคุณหญิง สมัยยังเป็นเด็ก]
        แม้แต่ บิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ เขายังลุกขึ้นมาส่งเสริมบริดจ์ในประเทศเขาเลยค่ะ เพราะเขาถือว่าเป็นกิจกรรมที่จะสร้างภูมิให้แก่เด็ก ส่งเสริมให้เด็กมีสมาธิ ฝึกการวางแผน ให้เขามีน้ำใจเป็นนักกีฬา และให้เขาเล่นเข้ากับคู่ได้ เพราะบริดจ์เป็นกีฬาที่ต้องมีคู่เวลาเราเล่น

        ทั้งสองคนนี้เขาบอกไว้เลยว่า บริดจ์จะมีอิทธิพลต่อการสร้างเด็กให้เป็นคนที่มีคุณภาพในอนาคตได้ เขาก็เลยบริจาคเงินประมาณ 1 ล้านเหรียญติดต่อกันหลายปี ให้กับสมาคมบริดจ์ประจำอเมริกา ตั้งแต่เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว เพื่อเอาเงินทุนตรงนี้ไปพัฒนาระบบการเล่น ให้มันง่ายขึ้นกว่าระบบเดิม จนเกิดเป็น “มินิบริดจ์” ขึ้นมา

        จากปกติแล้ว กว่าแต่ละคนจะเริ่มเล่นบริดจ์ได้ มันค่อนข้างยาก เพราะจำเป็นต้องอ่านทฤษฎีต่างๆ ให้เข้าใจก่อน ถึงจะเล่นได้ ทำให้เด็กบางคนรู้สึกเบื่อ กลุ่มคนที่เล่นบริดจ์ส่วนใหญ่ในช่วงแรกๆ กลายเป็นช่วงอายุหลังเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว

        แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นเรื่องยาก ที่จะมีเด็กมหาวิทยาลัยสนใจอยากมาเล่นบริดจ์ เนื่องจากเด็กหันไปติดเกมกันค่อนข้างเยอะ ก็เลยเกิดมินิบริดจ์ขึ้นมา ซึ่งเล่นง่ายกว่าบริดจ์แบบปกติ ทำให้เด็กๆ เรียนรู้และเล่นได้เร็วขึ้น เป็นการปูพื้นฐานให้พวกเขาก่อน เผื่อมีใครสนใจอยากศึกษาแบบจริงจัง ก็สามารถไปศึกษาตำรา แล้วกลับมาต่อยอด มาเล่นบริดจ์จริงๆ ได้ในอนาคต”
       

       
       เฟี้ยว!! “โบกรถเที่ยว-บุกยุโรป” 1 ดอลลาร์
       

        “ลูกๆ คนอื่นกลับมาจากเมืองนอก ผิวส๊วยสวย-ข๊าวขาว แต่ทำไมลูกฉัน กลับมาแล้วตัวดำปี๋เลยเนี่ย (หัวเราะ)” คุณหญิงไม่ได้กำลังพูดถึงลูกสาวหรือลูกชาย แต่กำลังย้อนคำพูดของ “คุณพ่อ” ของตัวเองให้ฟัง ในวันที่เธอพกดีกรี “นักเรียนนอกเมืองออสซี่” กลับบ้านเกิดในวัย 20 ปี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า เธอเป็น “ผู้สาวขาเลาะ-ขาลุย” ตัวจริงมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย

        “ตอนวัยรุ่นเราค่อนข้างลุย เหมือนทอมบอย” คุณหญิงกระเซ้าตัวตนในอดีตให้ฟังแบบพูดไปยิ้มไป ก่อนย้อนเล่าวีรกรรมสุดเฟี้ยวที่ทำให้คนในวงสนทนาต้องร้อง “ว้าว!!” ออกมาพร้อมๆ กัน

        “ตอนเรียนจบจากออสเตรเลีย เดี๊ยนได้ไปที่ลอนดอน ไปทำงานที่แบงก์กรุงเทพที่นู่น ไปอยู่กับคุณอา และพอดีช่วงนั้นคุณอาเขาเพิ่งคลอดลูก ทำให้ต้องมีพยาบาลคนนึงที่คอยช่วยดูแลเด็ก และเขาก็มาแชร์ห้องกับเรา จนเราสนิทกัน และสุดท้ายเขาก็ชวนเรา hitchhike (เที่ยวด้วยการโบกรถเดินทาง) ที่ยุโรป

       พยาบาลคนนั้นเขาเป็นคนเยอรมัน และเป็นคนที่วางแผนอะไรทุกอย่างเป๊ะๆ เราก็เลยคิดว่าถ้าเราไปกับเขา เราก็คงปลอดภัย จากนั้นจึงตัดสินใจเริ่มเก็บเงินเพื่อจะไปเที่ยวเอง ค่าตอบแทนที่เขาให้จากการฝึกงานทุกอาทิตย์ เราก็เก็บเอาไว้ทั้งหมดเลย พอดีกับช่วงนั้นคุณอาต้องกลับกรุงเทพฯ เราก็เลยตัดสินใจไปกับเพื่อนพยาบาลคนนี้แหละ

       
       

       [สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ซิดนีย์ ชั้นปีที่ 2]
        ตอนนั้นตั้งใจมากถึงขั้นอ่านหนังสือเตรียมตัวเลยว่า ถ้าเราจะไป hitchhike ที่นั่น เราต้องทำยังไงบ้าง เขาจะมีเขียนแนะนำไว้เลยว่า How to live in Europe for 1 dollar/a day (จะใช้ชีวิตในยุโรปยังไง ให้เสียเงินเพียง 1 ดอลลาร์ต่อวัน) ซึ่งก็เท่ากับ 25 บาทในสมัยนู้นนะ (ยิ้ม)

        หนึ่งในวิธีที่เขาแนะนำเอาไว้ในหนังสือก็คือ เราต้องไปอยู่ตามหอพักของนักเรียน ต้องไปอยู่ที่ hostel อันไหนถึงจะราคาถูกและปลอดภัย ที่พักที่เลือกไปอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นหอพัก ซึ่งคนที่ไปอยู่จะเป็นนักศึกษาทั้งหมด อายุก็ไล่เลี่ยกันกับเรา ทำให้บรรยากาศครึกครื้นมาก

        เวลาออกไปไหนตอนกลางคืน แทนที่จะไปแค่ 2 คน เราก็ไปกันเป็นกลุ่ม แล้วก็จะมีคำแนะนำจากเพื่อนๆ ตลอดว่า ยูต้องไปเมืองนี้นะ เมืองนี้สวยมากเลย คือตอนนั้นเราไม่ได้วางแผนเลยว่าจะไปไหน เจอใครบอกว่าที่ไหนดีก็ไปด้วยหมด

       
       

       [ห้อมล้อมไปด้วย คุณแม่, คุณทวด,คุณอา และพี่ชาย]
        ที่แสบมากๆ คือลูกสาวคนสุดท้อง คนเดียวของบ้านคนนี้ เลือกที่จะไม่บอกการตัดสินใจไปตะลุยยุโรปให้ผู้ปกครองของตัวเองได้รับรู้ แต่อาศัยวิธีส่งข่าวผ่านโปสการ์ดส่งข้ามทวีป เพื่อบอกให้คนที่ห่วงใยอยู่แดนไทยรับรู้ถึงพิกัดที่เดินทางผ่านไปถึงแต่ละเมืองแทน เพราะรู้ดีว่าถ้าขออนุญาตตั้งแต่แรก คงไม่มีวันที่คุณพ่อคุณแม่จะยอมให้ไป

        “สมัยนั้น เขาติดต่อเราทางโทรศัพท์ไม่ได้ไงคะ เลยห้ามไม่ได้ (หัวเราะ) พอถึงเมืองไหน เราก็จะส่งโปสการ์ดกลับมาว่า ตอนนี้อยู่ที่นี่แล้วนะ พอทุกวันนี้มองย้อนกลับไป มานั่งคิดดูแล้วก็รู้สึกสงสารคุณพ่อคุณแม่มากเหมือนกันนะ (ยิ้ม) เพราะเราเป็นลูกสาวคนเดียว ท่ามกลางพี่ชายอีก 6 คน และเราก็ไปลุยอะไรแบบนี้ ตอนนั้นเราก็ hitchhike ไปทั่วทุกเมืองเลยตลอด 3 เดือน ทั่วยุโรปเลยค่ะ

        เพื่อนพยาบาลคนนี้ก็ไปกับเราจนถึงฝรั่งเศส-เยอรมัน พอถึงอิตาลีเขาต้องกลับแล้ว เราก็เลยชวนเพื่อนอีกคนนึงไปที่อิตาลี-สเปน แต่ช่วงหลังก็ไม่ได้ hitchhike แล้วค่ะ ใช้วิธีนั่งรถไฟ นั่งรถเมล์ไปตลอดทางแทน

       
       

       [โพสท่าวัย 10 ขวบ ถ่ายคู่กับ "คุณชัย" พี่ชาย]
        หลังจากเที่ยวเสร็จ ขากลับเราก็นั่งเรือมา แล้วมาต่อรถไฟที่อังกฤษ แต่เดี๊ยนดันไม่เหลือเงินแล้ว เงินหมดแล้ว พอคนตรวจตั๋วเดินมาหาเรา เราก็บอกว่า ขอโทษนะคะ ฉันไม่เหลือเงินแล้ว ฉันขอกลับไปถึงลอนดอนก่อนได้ไหม ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 2 ปอนด์ จะให้คุณทั้งหมดเลยก็ได้

        โชคดีที่คนเก็บตั๋วคนนั้นเขาน่ารักมากค่ะ เขาคงเห็นเราเป็นเด็ก เลยบอกว่าไม่เป็นไร เขาก็เขียน IOU (สัญญากู้ยืมเงิน) ให้กับทางรัฐว่าจ่ายเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แล้วเขาก็คืน 2 ปอนด์มาให้ บอกว่ายูใช้ 2 ปอนด์นี้เอาไว้สำหรับตอนกลับบ้านก็แล้วกัน

        พอเราไปถึงที่ลอนดอน เราก็โทรศัพท์ไปหาผู้จัดการแบงก์กรุงเทพที่ลอนดอนเลย บอกว่าเดี๋ยวจะนั่งแท็กซี่ไปที่บ้านนะ ช่วยลงมาจ่ายค่าแท็กซี่หน่อย เพราะตอนนี้เดี๊ยนไม่เหลือเงินแล้ว (หัวเราะ) ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะเราได้ไปลองอย่างที่คงไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้นอีกแล้วในชีวิต”
       
       

       

       

       [ครอบครัว "โสภณพณิช" ช่วงรวมตัวฉลองตรุษจีน]
       

       [ลูกชายทั้ง 3 ลูกสาวอีก 1 พร้อมลูกสะใภ้ และหลานๆ]
       
       

เคล็ดไม่ลับ “หุ่นฟิต-สุขภาพดี” ฉบับคุณหญิง

เดี๊ยนอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เด็ก ไปอยู่ออสเตรเลียตั้งแต่ 9 ขวบ เราก็จะมีเวลาการกินอาหารที่แน่นอน อาหารเช้าตอน 10 โมง มีนมแก้วนึง ผลไม้ชิ้นนึง จากนั้นมื้อถัดมาก็ทานอาหารเที่ยง แล้วตอนเลิกเรียนก็จะมีแอปเปิลให้อีก 1 ชิ้น เหมือนเราไม่ได้กินของจุกจิกอะไรเลย ก็เลยเป็นนิสัยไปในตัวมา 7-8 ปีที่ไม่กินของจุกจิกเลย

คือเราจะทานเป็นมื้อๆ และจะมีผลไม้ติดรถไว้ตลอด พอช่วงบ่ายๆ เราก็หยิบมาทาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่กินขนมเลย คือขนมก็กินค่ะ แต่จะไม่กินจุกจิก ถ้าจะกินก็กินเป็นเรื่องเป็นราวเลย พอถึงเวลา afternoon tea เราก็ไปนั่งทาน แต่ไม่ใช่ว่าต้องหาของมากินอยู่เรื่อยๆ

เอาจริงๆ เดี๊ยนเป็นคนทานอาหารง่ายนะ แต่ลูกๆ เขาก็บอกว่ามันยาก (ยิ้ม) อย่างก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา เราก็ไม่ปรุงอะไรเลย อย่างมากสุดก็เติมพริกน้ำส้มนิดหน่อย แต่เกลือ, น้ำปลา, พริก, น้ำตาล เราจะไม่ใส่เลย และเป็นคนที่ชอบผัก-ผลไม้มาก เลยกินได้ตลอด แล้วก็จะพยายามทานอะไรหลายๆ อย่างสลับกันไป ไม่ค่อยให้ซ้ำกัน

ถ้าเป็นน้ำ เราก็จะให้คนงานคั้นน้ำมาให้ บางวันก็เป็นน้ำผลไม้ บางวันก็เป็นน้ำผัก ซึ่งเราจะมีตำราให้เขาตั้งแต่แรกเลยว่าให้ทำตามนี้นะ จากนั้นก็แล้วแต่แต่ละวันเลยค่ะว่า เขามีวัตถุดิบอะไรบ้าง เขาก็จะใส่ไปให้เรา มีน้ำแครอทบ้าง น้ำบีทรูทบ้าง ส่วนผลไม้เขาก็จะทำมาให้จาน 2 จานตั้งแต่ตอนเช้า

ส่วนตัวแล้ว เดี๊ยนคิดว่าคนเราไม่ควรจะทานอาหารซ้ำๆ ตลอด เนื่องจากร่างกายเรามันต้องการทุกอย่าง และการที่เราทานทุกอย่าง รวมถึงขนมด้วย มันน่าจะดีกว่า ไม่เหมือนกับคนที่เขาไดเอต (diet) กินนู่นก็ไม่ได้ กินนี่ก็ไม่ได้ แต่กลายเป็นพอถึงเวลาเห็นปุ๊บแล้วห้ามตัวเองไม่อยู่ ฉันกินเลยทั้งชาม (ยิ้ม) แต่ถ้าเราทานไปเรื่อยๆ เราก็จะไม่มีความอยากมากๆ จนต้องไปถล่มกินอะไรแบบนั้น

       
       

“ตาวิเศษ” ในตำนาน ที่มาจาก “หนังคาวบอย”

[รณรงค์เรื่องขยะ ผ่านโครงการ "ตาวิเศษ"]
โครงการ “ตาวิเศษ” เกิดขึ้นมาได้ยังไงเหรอคะ? พอดีช่วงนั้นเดี๊ยนว่าง และเริ่มเห็นมีคนทิ้งขยะตามที่สาธารณะ บวกกับตอนนั้นมีข่าวออกมาว่า กรุงเทพฯ กลายเป็นมหานครที่ติดอันดับสกปรกที่สุด 1 ใน 5 ของโลก เราเลยมานั่งคิดว่าเราจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ยังไงบ้าง

พอไปคุยกับเพื่อนๆ เพื่อนก็บอกไม้แก่ดัดยากแล้ว อย่าไปทำเลย ไม่มีทางทำได้หรอก ตอนนั้นเลยคิดว่า โอเค ถ้าพวกคุณคิดว่าทำไม่ได้ ฉันก็จะไปทำกับเด็กๆ แทน คิดว่าต้องเริ่มปลูกฝังจากเด็กๆ นี่แหละให้พวกเขาสนใจ แล้วให้เด็กๆ ไปสอนผู้ใหญ่อีกทีนึง

จากนั้นก็เริ่มสังเกตจากลูกๆ ของตัวเอง จนเห็นว่าเด็กๆ เขาติดการ์ตูนมาก เราพูดอะไรไปไม่สนใจเลย สนใจแต่โดรามอนบนจอทีวีอย่างเดียว ก็เลยคิดได้ว่าน่าจะใช้ตัวการ์ตูนอะไรสักอย่างมาเป็นตัวแทนในการสื่อสาร

ระหว่างช่วงนั่งคิดโลโก้โครงการ โชคดีที่ได้คุยกับเพื่อนฝรั่งคนนึงที่บริษัท ปรึกษาเขาว่าอยากจะได้โลโก้ที่จะสามารถใช้ได้ตลอดกาล ดูแล้วไม่เชย เขาก็เลยนึกถึงหนังคาวบอยสมัยก่อนเรื่องนึง ชื่อเรื่อง “The Magnificent Seven” เป็นเรื่องราวของพระเอก 7 คนที่ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน-เมื่อไหร่ ก็สามารถจัดการปัญหาในเมืองนั้นไปได้หมด



["The Magnificent Seven" หนังคาวบอยสุดดัง ที่มาของโลโก้ "ตาวิเศษ"]
แล้วเขาก็แนะนำว่าให้ใช้โลโก้รูปดวงตา ซึ่งเป็นเหมือนดวงตาของพระเอกคาวบอยกลุ่มนั้น เดี๊ยนก็บอกว่าโอเคเลยไอเดียนี้ แล้วก็มานั่งออกแบบให้มันออกมาเป็นตาที่ไม่ดุเกินไป แต่ก็ไม่ยิ้มเกินไป สุดท้ายก็ได้ออกมาเป็นตาที่สื่อความรู้สึกดุนิดๆ แต่ก็ยังคงความน่ารักของมัน

จากนั้นคนไทยก็เลยเอาคำว่า “Magnificent’s Eyes” มาแปลเป็นคำว่า “ตาวิเศษ” แล้วก็ใช้ตามนั้นมาจนถึงทุกวันนี้

       
       

ขาดหมอ-รพ.เต็ม รัฐแก้ได้ ถ้าไม่ยุ่งเอกชน

[โครงการ "โรงเรียนไทยสู่ความเป็นเลิศ"]
ทุกวันนี้ เดี๊ยนดูแล “มูลนิธิชิน โสภณพนิช” ซึ่งเป็นมูลนิธิของทางครอบครัวด้วย เรามีโครงการ “โรงเรียนไทยสู่ความเป็นเลิศ” สอนครูให้สอนเป็น คือแทนที่จะให้ครูสอนให้เด็กท่องจำอย่างเดียว เราก็สนับสนุนให้ครูสอนแบบหลักสูตรฝรั่งที่เรียกว่า “Child Centered Learning” ซึ่งให้เด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียน

และเรายังมีการให้ทุนการศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยตามต่างจังหวัดด้วย เน้นไปที่เด็กขาดทุนทรัพย์ที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด เพื่อหวังว่าเวลาเขาจบแล้ว เขาจะอยู่ในพื้นที่นั้นต่อ เขาจะไม่เข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเกิดสภาวะขาดแคลนหมอตามต่างจังหวัด ซึ่งทุกวันนี้เราได้ให้ทุนเปล่า ให้เขามีโอกาสได้เรียนตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 6 ไปแล้ว 200 กว่าคน



ในฐานะคนที่ทำงานด้านนี้แล้ว เดี๊ยนมองว่าถ้าทางภาครัฐอยากแก้ปัญหาในระบบโรงพยาบาล รัฐก็ไม่ควรที่จะมายุ่งกับการจัดการโรงพยาบาลเอกชนมาก ต้องปล่อยให้เขาบริหารจัดการตัวเอง แล้วภาครัฐก็แค่มีหน้าที่ไปพัฒนาระบบโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของตัวเองให้ดี

แต่ปัญหาที่มีอยู่ตอนนี้ก็คือ สักพักรัฐก็จะเข้ามาตรวจสอบแล้วบอกว่า โรงพยาบาลเอกชนรายนี้คิดค่าใช้จ่ายแพงเกินไป ซึ่งเดี๊ยนมองว่าจะไปยุ่งกับเขาทำไม ในเมื่อเขามีคนไข้ไปใช้บริการตรงนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เขาสามารถจะจ่ายได้ และถ้าสมมติว่ามีต่างชาติไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเยอะ ก็ปล่อยเขาไปสิ ในเมื่อเขานำเงินเข้ามาในประเทศได้

ทุกวันนี้มันจะมีโครงการรัฐที่โปรโมตเรื่อง health care เพื่อดึงให้ชาวต่างชาติเข้ามารักษา แต่ในอีกด้านนึงทางภาครัฐก็มานั่งตำหนิเรื่องค่ารักษาของทางโรงพยาบาลเอกชนว่าคิดแพงเกินไป ซึ่งเดี๊ยนมองว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งเปรียบเทียบกัน เราต้องแบ่งสิคะว่าใครสามารถที่จะ service ใครก็ปล่อยเขาไป เพราะถ้าโรงพยาบาลไหนคิดแพงเกินไป เดี๋ยวก็ไม่มีคนไป และเขาก็จะเจ๊งไปเอง

ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของการตลาดค่ะ ไม่ต่างจากการบริหารงานของโรงเรียน อย่างโรงเรียนนานาชาติหลายๆ แห่ง ไม่เห็นมีคุณไปว่าเขาเลยว่าเขาคิดค่าเทอมแพง ก็เพราะว่ามีผู้ปกครองพาเด็กไป อันนี้อาจจะต้องหันมาถามว่า ถ้าโรงเรียนไทยอยากคิดค่าเทอมแพงขึ้น ทำไมเขาถึงไม่หันมาพัฒนาระบบการเรียนการสอนของตัวเอง ให้ขึ้นมาอีกขั้นนึงให้ได้

และเดี๋ยวนี้ก็เริ่มมีโรงเรียนไทยที่เริ่มปรับค่าเทอมให้แพงขึ้นบ้างแล้ว เพราะเขามีโปรแกรมนานาชาติเข้ามาเสริม พาครูจากเมืองนอกเข้ามาช่วยสอน ซึ่งเดี๊ยนก็มองว่าเป็นเรื่องดีและสมเหตุสมผลที่จะคิดค่าเทอมแพงขึ้น ถือเป็นทางเลือกให้ประชาชน และภาครัฐก็ควรจะปล่อยให้ระบบการบริการในประเทศมีทุกระดับ มีหลายทางเลือก เพื่อให้คนในสังคมที่มีความต้องการแตกต่างกันได้เข้าถึง

       
       

รณรงค์สร้างภาพ เรื่อง “ขยะ” ต้องเริ่มจากตัวเอง

[ปลูกฝังหลานๆ เรื่องขยะ ด้วย "ตาวิเศษ"]
มีคนถามเขามาบ่อยพอสมควรว่า เมื่อไหร่เดี๊ยนจะกลับไปทำโครงการ “ตาวิเศษ” ช่วยรณรงค์เรื่องการจัดการขยะอย่างที่เคยทำ โดยเฉพาะผู้ปกครองที่จะถามตลอดว่า เมื่อไหร่จะกลับมาทำ อยากจะให้มีตาวิเศษมาสอนลูกๆ หลานๆ ของเขา แต่เวลาเราจะเริ่มโครงการปุ๊บ ถ้าต้องการงบประมาณ กลายเป็นว่าทุกคนถอยหมด มันเป็นอะไรที่หางบได้ยากมากนะเชื่อไหม

เพราะทุกวันนี้ทุกบริษัทเขาจะมีโครงการ CSR เป็นของตัวเอง ซึ่งจะตั้งงบประมาณเอาไว้ตรงนั้นอยู่แล้ว และเขาก็อยากจะทำเอง เพื่อสร้างชื่อเสียงผ่านโครงการของตัวเอง ถ้าจะให้โครงการตาวิเศษเข้าไปร่วมกับ CSR ของแต่ละบริษัท ก็จะถูกมองว่าไปแย่งความสนใจ เพราะโครงการของเราเคยมีชื่อมาก่อนแล้ว

และทุกครั้งที่มีบริษัทเข้ามาคุยกับเราเรื่องนี้ มาปรึกษาว่าอยากจะเปิดตัวโครงการใหญ่ๆ อยากช่วยรณรงค์ให้คนเลิกทิ้งขยะ หันมารีไซเคิล จะทำยังไงได้บ้าง เดี๊ยนก็จะบอกตลอดว่า ถ้าอยากทำจริงๆ ให้คุณเริ่มจะภายในองค์กรของคุณเองก่อนสิ โดยเฉพาะเรื่อง no plastic, no foam ที่คุณสามารถประกาศได้เลยว่า ห้ามนำพลาสติก-ห้ามโฟมเข้ามาในอาคารของคุณ แล้วทำไมคุณถึงไม่ทำ

เขาก็ให้เหตุผลมาว่า คงทำไม่ได้หรอก เพราะลูกน้องเขาก็ต้องไปซื้อของมาจากแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ก็ต้องใช้กล่องโฟมอยู่ดี เดี๊ยนก็บอกว่ามันไม่จำเป็นเลย ไม่งั้นทำไมไม่ให้ลูกน้องคุณช่วย educate กลุ่มหาบเร่แผงลอยสิว่าใช้ไม่ได้

เดี๋ยวนี้กล่องโฟมราคา 50 สตางค์ ส่วนกล่องชานอ้อยหรือกล่องกระดาษที่เขาผลิตออกมามัน 1 บาท 50 สตางค์ ข้าวจานนึง 25-30 บาท ให้มาลงทุนอีก 1 บาทเพื่อจะมาซื้อกล่องแทน ถือว่ามันจิ๊บจ๊อยนะ เพื่อจะให้สุขภาพเราดี
คือทุกคนคิดแต่ว่าอยากจะทำโครงการเพื่อรณรงค์ให้คนนั้นคนนี้ ทำอย่างนู้นอย่างนี้ ลองถามกลับซิว่า ตัวคุณเองน่ะเคยทำหรือยัง บริษัทเราเริ่มต้นที่บริษัทเลยนะคะ เพราะลูกค้าที่ดีที่สุดสำหรับโครงการนั้นก็คือลูกน้องของคุณนั่นแหละ

ถ้าคุณสามารถให้ความรู้แก่ลูกน้องคุณทั้งหมด 100 คนได้ ให้เขาไปถ่ายทอดให้แก่คนในครอบครัวของเขาอีก ก็จะได้จำนวนคนร่วมทำเรื่องนี้ขยายเพิ่มไปอีกเป็น 400-500 คน ให้เขาเลิกใช้หลอด ให้พกแก้วของตัวเองไปกินน้ำ แล้วใช้มันตลอดทั้งวัน จะได้ไม่ต้องมีขยะ

สิ่งเหล่านี้ดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นะคะ แต่ถ้าขยะชิ้นเล็กๆ มารวมกันเป็นร้อยๆ พันๆ คน มันก็จะกลายเป็นขยะจำนวนมหาศาล แต่ถ้าเราสร้างกลุ่มคนที่ช่วยกันลงมือทำในเรื่องนี้ เริ่มจากพนักงานของคุณก่อน จากนั้นอาจจะให้พวกเขาลงไปให้ความรู้ในโรงเรียน ให้เด็กๆ ไปตั้งชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อ เดี๋ยวเรื่องนี้ก็จะถูกส่งต่ออกไปเรื่อยๆ และกลายเป็นการทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้เอง

แต่การที่คุณจะไปคิดโครงการขึ้นแล้ว แล้วโฆษณาใหญ่โตว่าจะทำนู่นทำนี่ ทั้งที่ภายในองค์กรของคุณเอง คุณยังไม่เริ่มเลย เดี๊ยนก็คิดว่ามันเปลืองงบประมาณเปล่าๆ เสียดายเงินค่ะ

ทุกวันนี้ ฝ่ายอีเวนต์-ออแกไนเซอร์ทั้งหลาย ได้เงินสนับสนุนมากมายจากหน่วยงานรัฐ ในการใช้เปิดตัวโครงการใหญ่ๆ ต่างๆ อยู่เรื่อยๆ ซึ่งก็จะมีสื่อมวลชนตามไปเก็บข้อมูลมานำเสนอ แต่สุดท้ายมันก็หายไป ถามว่า 2-3 เดือนผ่านมา มีใครเคยตามไปดูต่อไหมว่า สิ่งที่เขาเคยบอกว่าเขาจะทำ มันเกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า

ถามว่าที่คุณเคยโฆษณาไว้อย่างใหญ่โตว่าจะรณรงค์เรื่องการจัดการขยะ คุณได้ทำอะไรต่อเนื่องจากนั้นบ้างไหม จุดนี้แหละค่ะที่เดี๊ยนมองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญกว่าตอนโครงการใหญ่ๆ หลายๆ โครงการเปิดตัวด้วยซ้ำ

       

       
       

       
       

       
       สัมภาษณ์: ทีมข่าว MGR Live
       เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
       ภาพ: ธัชกร กิจไชยภณ
       ขอบคุณภาพ: อินสตาแกรม @chodchoy7
       

ข่าวยอดนิยม

ข่าววันนี้