“รสนา” ถามเมื่อไหร่เหลือง-แดง ก้าวข้าม คสช.-ทักษิณชี้โกงไม่ต่างกัน

ผู้จัดการออนไลน์

       

       “รสนา” ตั้งคำถามพี่น้องเสื้อเหลือง-แดง เมื่อไหร่จะก้าวข้าม คสช.-ทักษิณ ที่คอร์รัปชันไม่ต่างกัน ยกตัวอย่าง 2 เกาหลีทำให้เห็นแล้ว ขณะเดียวกัน เรียกร้องอย่ายอมเป็น “นั่งร้าน” ให้นักเลือกตั้ง - นักรัฐประหาร เข้ามาเสวยอำนาจ
       

       วันนี้ (28 เม.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงพี่น้องเสื้อเหลือง เสื้อแดง ว่า เมื่อไหร่จะก้าวข้าม คสช. และ ทักษิณ ที่คอร์รัปชันไม่ต่างกัน และเพื่อกำหนดดุลอำนาจของประชาชนร่วมกันกำจัดคอร์รัปชัน พร้อมเรียกร้องอย่ายอมเป็นนั่งร้านให้นักเลือกตั้งและนักรัฐประหารขึ้นมาเสพสุขอำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน
       
       เมื่อไหร่พี่น้องเสื้อเหลืองเสื้อแดงจะจับมือก้าวข้าม คสช.+ทักษิณ+
       คอร์รัปชัน !?!
       
       ข่าวใหญ่ของวันนี้ (27 เม.ย.) คือ การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเกาหลีเหนือ-ใต้ เริ่มขึ้นเมื่อสองผู้นำมาพบกัน ทั้งคู่ทักทายด้วยการจับมือกันโดยที่ผู้นำเกาหลีเหนือยืนอยู่ทางฝั่งเหนือของเส้นแบ่งเขตแดน ในขณะที่ผู้นำเกาหลีใต้ยืนอยู่ในดินแดนฝั่งใต้
       คิม จองอึน ได้เชื้อเชิญและจูงมือพาประธานาธิบดี มุน แจอิน ข้ามเส้นเขตแดนเข้ามาในดินแดนฝั่งเหนือ ซึ่งเป็นการกระทำที่เหนือความคาดหมาย ก่อนที่จะเดินข้ามเส้นเขตแดนกลับมาที่ฝั่งใต้ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้ามาในเขตปลอดทหารเพื่อเปิดงานประชุมในฝั่งใต้ ซึ่ง คิม จองอึน เป็นผู้นำเกาหลีเหนือคนแรกที่ได้ข้ามเส้นเข้ามาในฝั่งเกาหลีใต้ตั้งแต่ทั้งสองเกาหลีลงนามสงบศึกในสงครามเกาหลีเมื่อ 65 ปีก่อน
       
       เรื่องนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงการสนทนากับคู่สามีภรรยา ที่ได้พบกันโดยบังเอิญที่ตลาดเมื่อวานนี้ ฝ่ายภรรยาเข้ามาถามว่าใช่คุณรสนาไหม พอทราบว่าใช่ เธอก็ขอคุยเรื่องการเมือง
       
       สิ่งที่เธออยากรู้คือเลือกตั้งครั้งหน้า ใครจะชนะ พอบอกนักการเมืองเก่าๆ คงจะกลับมาอีก เธอส่งเสียงขึ้นมาว่า ได้ยังไง แล้วที่ไปเดินขบวนขับไล่ตระกูลทักษิณไม่ได้ผลหรือ?
       
       ดิฉันแสดงความเห็นว่า 4 ปีของ คสช. ไม่ได้ปฏิรูปเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง น่าเสียดายที่มีอำนาจมากขนาดนั้น แต่ไม่ทำให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอย่างที่ประชาชนที่ออกมาเดินขบวนต้องการ ที่เห็นชัดเจนคืออุ้มกลุ่มทุนเป็นหลัก แบบที่สื่อเคยนิยามพฤติกรรมรัฐบาล คสช. ว่า “ยื่นปลาซิวให้คนจน มอบเรือประมงแก่นายทุน”
       
       นโยบายสาธารณะอย่างเงินสวัสดิการแห่งรัฐให้คนจนเดือนละ 300 บาท แต่เงินนั้นไม่เกิดการหมุนเวียนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า แต่เป็นการเอางบประมาณแผ่นดินผ่านมือคนจนเข้าสู่กระเป๋าเจ้าสัว
       
       ยิ่งกว่านั้นในรัฐบาล คสช. กิจการดีๆ ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อดูแลประชาชนกำลังถูกบริหารให้เจ๊ง เพื่อผ่องถ่ายกิจการและทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจไปให้เอกชนทำกำไรแทน
       
       ผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมก็บิดกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนอย่างชัดเจนโดยรัฐบาลไม่รับฟังเหตุผลเพราะคิดว่าตนคือรัฐาธิปัตย์ที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ฟังเสียงทักท้วง
       
       แม้แต่นักวิชาการก็ยังระบุว่ามีงานวิจัยที่สำรวจพบว่ามีการคอร์รัปชันสูงมากในรัฐบาลนี้ และไม่มีกลไกการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจจากสภานิติบัญญัติและจากบรรดาองค์กรอิสระทั้งหลาย
       
       เธอท้วงว่าก็เห็นข่าวบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นไม่ใช่หรือ ดิฉันบอกเธอลองเดินไปถามพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดดูสิ เท่าที่ดิฉันฟังเสียงบ่นคือการค้าขายเงียบเหงา ขายได้น้อยลง
       
       เธอยังยืนยันว่า ไม่ต้องการให้ทักษิณกลับมา เลยยังต้องสนับสนุน คสช. ต่อไป ดิฉันถามว่าแม้ในสมัยนี้ที่มีการคอร์รัปชันไม่ต่างจากรัฐบาลในเครือข่ายทักษิณที่เธอออกมาเดินขบวนขับไล่กันหรือ เธอได้แต่นิ่งอึ้ง
       
       เธอเป็นเสื้อเหลืองที่สนใจการเมืองมาตั้งแต่ยังเป็นสาวรุ่น เธอเล่าว่ากระเตงน้องไปฟังการหาเสียงของนักการเมืองทุกครั้ง สมัย14ตุลาก็ไปร่วมเดินขบวนกับเขาด้วย
       
       ทั้ง 2 เหตุการณ์ทำให้ดิฉันคิดถึงเส้นแบ่งระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดงที่ต่างไม่ยอมก้าวข้ามเส้นแบ่งสมมติเหมือนเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้
       
       พี่น้องเสื้อแดงที่เชียร์ทักษิณก็จะไม่แตะประเด็นคอร์รัปชันเชิงนโยบายหลายเรื่อง รวมทั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเครือข่ายทักษิณ และที่ต้องเชียร์ทักษิณเพื่อต่อต้าน คสช.
       
       เช่นเดียวกับพี่น้องเสื้อเหลืองที่จะไม่แตะเรื่องการคอร์รัปชันและการกินรวบรัฐวิสาหกิจของเครือข่ายคสช. ที่ไม่ต่างจากเครือข่ายทักษิณ และยังต่อยอดสิ่งที่เครือข่ายทักษิณทำมาก่อนให้ขยายขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้น พี่น้องเสื้อเหลืองก็ไม่ต่อต้าน ที่ต้องยึด คสช. ไว้ เพราะไม่เอาทักษิณ
       
       ต่างฝ่ายต่างด่าว่าอีกฝ่าย โดยไม่เคยตรวจสอบฝ่ายของตนเองในประเด็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ถ่ายโอนสาธารณสมบัติและสิทธิผูกขาดของรัฐไปให้เอกชนทำกำไรจากประชาชน ซึ่งเป็นกระบวนการฉ้อราษฎร์บังหลวงขนาดใหญ่
       
       ฝ่ายเสื้อแดงก็ด่าว่าฝ่ายเสื้อเหลืองที่สนับสนุน
       ทหารมายึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้งและสมน้ำหน้าที่ยุค คสช. ก็มีคอร์รัปชันไม่ต่างกัน และยังถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพอีกด้วย แต่ฝ่ายเสื้อแดงไม่เคยทบทวนดูว่าการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลจากการเลือกตั้งเป็นข้ออ้างให้ทหารมายึดอำนาจ ใช่หรือไม่ ถ้าประชาชนทุกฝ่ายไม่ปล่อยให้รัฐบาลฝ่ายไหนคอร์รัปชัน จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้น
       
       ถ้าทุกฝ่ายลองทบทวนดูประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนที่ผ่านมา เราสูญเสียคนหนุ่มคนสาวที่ต่อสู้ขับไล่เผด็จการ บางคนเสียชีวิต บางคนพิการ บางคนถูกฟ้องล้มละลาย
       
       เรายอมให้การเสียสละเหล่านี้เพียงเพื่อเป็นนั่งร้านให้ทั้งนักเลือกตั้งและนักรัฐประหารขึ้นมาเสพเสวยอำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชนเท่านั้นหรือ
       
       ตัวแทนเหล่านี้ไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงของประชาชน แต่เข้ามาเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจของพรรคพวกตนเอง
       
       หากเสื้อเหลืองเสื้อแดงยังแตกคอกัน ปกป้องแต่ผู้นำที่ตนเชียร์ แม้ผู้นำของตนจะคอร์รัปชัน เราก็คงเป็นเหมือนเกาหลีเหนือเกาหลีใต้ที่ไม่ยอมก้าวข้ามเส้นแบ่งสมมติที่ขีดกันขึ้นมา
       
       แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนไม่หลงกลการถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายโดยผู้นำพวกนั้น และกลับมาตระหนักในอำนาจของตนเองว่าในการต่อสู้ขับไล่เผด็จการทั้งเผด็จการทหารและเผด็จการรัฐสภา เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้น ประชาชนได้อยู่ในสมการของดุลแห่งอำนาจทางการเมืองหรือไม่ หรือประชาชนเป็นเพียงนั่งร้านที่จะถูกถีบทิ้งทุกครั้งเมื่อขับไล่เผด็จการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสำเร็จแล้ว และปล่อยให้ตัวแทนผลประโยชน์อีกฝ่ายเข้ามาใช้อำนาจกอบโกยราวกับอำนาจเป็นของเขา และประชาชนเป็นเพียงขอทานรอคอยความเมตตาที่เขาจะหยิบยื่นให้
       
       เมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนมีสำนึกในอำนาจที่แท้จริงของตนมิใช่แค่ตัวอักษรที่ตราไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อนั้นพี่น้องประชาชนทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงต้องจับมือกันก้าวข้าม คสช.+ ทักษิณ เพื่อร่วมกันกำหนดดุลแห่งอำนาจของประชาชนใหม่ในสมการทางการเมืองเพื่อขจัดการทุจริตคอร์รัปชันที่ตัวแทนทางการเมืองทั้ง 2 ประเภทใช้อำนาจของประชาชนเป็นช่องทางแสวงหาเงิน เพื่อเป็นฐานเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และใช้อำนาจทางการเมืองเป็นช่องทางหาเงิน วนเวียนกันเป็นวัฏจักรของการทุจริตคอร์รัปชันที่ไม่สิ้นสุด
       
       ประชาชนฝ่ายเหลืองและฝ่ายแดงควรยึดอุดมการณ์ร่วมที่จะไม่ยอมรับการทุจริต คอร์รัปชันของฝ่ายใด เมื่อนั้นเราจะสามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งมาหากันได้ อย่างที่คิมจองอึน กล่าวว่า “ตลอด 11 ปี ก็คิดอยู่นะว่า แค่ก้าวข้ามมาอีกฝั่งทำไมมันยากเย็น วันนี้ก็พบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด”
       
       รสนา โตสิตระกูล
       27 เมษายน 2561
       

ข่าวการเมือง

ข่าวยอดนิยม