จับตากรณี "ธนาธร" ถือหุ้นสื่อฯ เป็นเรื่องของ "คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม" หรือจะลามไปถึง "การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม" ซึ่งเป็นความผิดอาญา ** วิเคราะห์เกมหมากล้อม เบื้องหลังเจ้าสัว“ธนินท์ เจียรวนนท์”โบกมือลาตำแหน่งทั่นประธานซีพีเอฟ

ผู้จัดการออนไลน์

       

       ข่าวปนคน คนปนข่าว
       

       
       
        **จับตากรณี "ธนาธร" ถือหุ้นสื่อฯ จะรอด หรือแค่เป็นเรื่องของ "คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม" หรือจะลามไปถึง "การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม" ซึ่งเป็นความผิดอาญา และถ้าความผิดมาถึงขั้นนี้แล้ว เรื่อง "ยุบพรรค" คงหนีไม่พ้น บรรดา”น้องฟ้า” ควรตั้งสติให้ดี เพราะนี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของบุคคล ว่าได้ทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ...
       
        จากที่ กกต.มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีถือหุ้นสื่อ"วี-ลัค มีเดีย" เป็นผู้ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรธน. มาตรา 98(3) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 42 (3) ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นแค่เรื่องของ "คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม" หรือ จะลามเป็นเรื่อง "การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม" ด้วย กำลังเป็นที่ถกเถียงกันทั้งในแวดวงนักกฎหมาย และในโซเชียลฯ
       
        ในมุมมองของ "สมชัย ศรีสุทธิยากร" อดีต กกต. มองว่า ม. 42(3) นั้น กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครส.ส. ต้องไม่เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นสื่อฯ ตรงนี้คือ จุดเริ่มต้นของมติ กกต.ในการแจ้งข้อกล่าวหาธนาธร... คราวนี้ หากใช้เรื่องคุณสมบัติอย่างเดียว ก็ไม่น่าเดินต่อไปถึงความผิดอื่นได้ เพราะเรื่องคุณสมบัติต้องเป็นเรื่องการร้องโดยบุคคลที่เห็นว่า เขาขาดคุณสมบัติ และต้องดำเนินการร้องใน 7 วัน นับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร ซึ่ง กกต.ประกาศชื่อ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 62 การยื่นร้องคัดค้านคุณสมบัติ จึงทำได้เพียงถึงวันที่ 22 ก.พ.62 เท่านั้น ...
       

       ดังนั้น เรื่องคุณสมบัติ จึงเป็นเพียง "ปฐมเหตุ" ที่นำไปสู่ การใช้ ม.132 ที่ระบุว่า "ผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม" แปลง่ายๆ ว่า ธนาธร ไม่มีสิทธิสมัครด้วยคุณสมบัติ แต่ยังลงสมัคร และความนิยมที่มีต่อ ธนาธร นำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่สุจริต และเที่ยงธรรม ... การพยายามให้ "ใบส้ม" แก่ ธนาธร จึงเป็นสืบเนื่องจาก ม.132 นี้ โดยมี ม. 42(3) เป็นจุดเริ่ม ... คิดไกลต่อไป หากธนาธร ไม่มีสิทธิลง และคะแนนของพรรคอนาคต ใหม่ ทั้งหมด มาจากความนิยมต่อ ธนาธร หมายความถึง "สึนามิ" ลูกใหญ่ กำลังมาถึงพรรคอนาคตใหม่ เพราะจะมีประเด็นต่อว่า ทุกคะแนนของอนาคตใหม่ ได้มาด้วยความไม่สุจริต และเที่ยงธรรม
       
        "สีนามิ" ลูกนี้ อาจโทษธนาธรฝ่ายเดียวไม่ได้ เนื่องจาก กกต. ก็มีกลไกในการตรวจสอบคุณสมบัติ และใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นสัปดาห์ มีการประกาศรายชื่อ ให้เวลาทักท้วง มีการเลือกตั้ง และผ่านการเลือกตั้งไปเป็นเดือนแล้ว จึงเพิ่งหยิบยกเรื่องราวมาตรวจสอบ ...จึงเป็นคำถามกลับไปยัง กกต. ว่า ท่านมีความผิดในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่...
       
        ขณะที่ "นายแสวง บุญมี" รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงถึง กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า กกต. มีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้าม หลังวันเลือกตั้ง ได้หรือไม่ หรือ ทำไมไม่ตรวจสอบให้เสร็จสิ้นในช่วงการรับสมัคร ว่า เรื่องคุณสมบัติวันสมัครรับเลือกตั้ง กกต.สามารถตรวจสอบคุณสมบัติได้ เพราะมีเอกสารรับรอง หรืออ้างอิงทุกรายการ แต่ "ลักษณะต้องห้าม" กกต.จะตรวจสอบได้เพียงจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐ แต่ถ้าเป็นข้อมูลในภาคเอกชน กกต.ไม่สามารถ
       
        ตรวจสอบได้ จึงต้องให้ผู้สมัครรับรองตัวเอง หากภายหลังปรากฏว่า เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม เป็นเหตุฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง กกต. มีอำนวจดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นก่อน หรือหลังเลือกตั้ง หรือ ประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งกรณีของ ธนาธร เป็นกรณีที่มีผู้ร้องว่า อาจมีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายและพรรคการเมือง จึงต้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ให้สิ้นกระแสความ
       

       ส่วน นายเจษฏ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มองเรื่องนี้ว่า หากพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง มาตรา 41 จะเห็นว่า หาก กกต. มีข้อมูล หรือมีเหตุอันควรเชื่อ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หรือ ผิดกฎหมายพรรคการเมือง ก็สามารถดำเนินการเอาผิดได้ โดยเชื่อมโยงกับ มาตรา 151 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ที่ระบุว่า ผู้ใดทราบอยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติ ยังไปสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าในระบบเขต หรือบัญชีรายชื่อ ถือว่ามีความผิด มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ซึ่งหากเชื่อมโยงกัน กกต.ก็สามารถดำเนินการได้ และไม่ว่า จะถือครองหุ้นสื่อมาก หรือน้อย ก็เข้าข่ายผิดทั้งหมด
       
        ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่า หลังการไต่สวน และการเข้าชี้แจงของธนาธร เสร็จสิ้นแล้ว กกต.จะสรุปออกมาอย่างไร จะรอดตัว หรือแค่แจก "ใบส้ม" ที่เป็นความผิดเรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม... หรือจะลามไปถึงการดำเนินคดีอาญา ในฐานะที่รู้อยู่แล้วว่า ขาดคุณสมบัติในการลงสมัครแต่ยังมาลงสมัคร และถ้ามาถึงขั้นมีความผิดอาญาแล้ว เรื่อง "ยุบพรรค" คงจะรอดยาก เพราะ ธนาธร เป็นหัวหน้าพรรค ก็จะไปเข้าข้อกฎหมายที่ว่า ใช้ตำแหน่งหัวหน้าพรรคส่งตัวเองและผู้สมัครของพรรค ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็จะเข้าข่ายกรรมการบริหารพรรครู้เห็นเป็นใจ ...
       

       แต่ถ้าฟังเสียงของ "น้องช่อ" พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ก็เหมือนจะเข้าใจได้ว่า เรื่องนี้หนักหนาสาหัสเอาการ มีการพูดคุยกันไปถึงว่า หากเจอ "ใบส้ม" จริงๆ ธนาธร ก็จะยังคงทำหน้าที่อยู่นอกสภา เพราะมีงานอื่นให้ทำอีกมาก แต่ตอนนี้"ต้องสู้" เพื่อยืนยันเสียงของประชาชน ที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ให้ถึงที่สุด
       
        ส่วนที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในช่วงค่ำ วานนี้ (25 เม.ย.) ที่ ธนาธร เดินทางกลับจากเดินสาย UN และ ทัวร์ยุโรป บรรยากาศช่างเหมือนกับ "ซุปตาร์เจอติ่ง" เสียงกริ๊ดๆ จากบรรดา"น้องฟ้า" ดังสลับกับเสียงตะโกน "ธนาธร สู้ๆ" แต่ "พ่อของฟ้า" ก็ไม่ได้พูดอะไรให้ชัดเจนเหมืนเดิม แต่เพิ่มเติมคือ ร่ายวาทกรรมให้ ติ่งฮึกเหิม ยกเรื่องครอบครองสื่อส่วนตัว ขยายให้เป็นเรื่องส่วนรวมซะงั้น ทำนองว่า ที่วันนี้ทุกคนมาให้กำลังใจ ไม่ใช่เพราะ"ธนาธร" แต่เป็นเพราะเรากำลังต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย ต่อสู้เพือความเป็นธรรมของทุกคน ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง
       
        ...ก็อยากจะบอกกับบรรดา "น้องฟ้า" ทั้งหลายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง "กลั่นแกล้งทางการเมือง" แต่เป็นเรื่องของการทำถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล "ควรตั้งสติให้ดี" เพราะ กกต. ก็เปิดโอกาสให้ "พ่อของฟ้า" ได้ชี้แจง แสดงเหตุผล ตลอดจนพยาน หลักฐานต่างๆ เพื่อแก้ข้อกล่าวหา ตามกระบวนการ หาก กกต. รับฟังได้ว่า ไม่ผิด ก็ไม่มีปัญหาอะไร กกต.ก็ไม่สามารถลงโทษใดใดได้ แต่ถ้าเข้าองค์ประกอบความผิด ก็ต้องยอมรับความจริง ... สังคมโดยรวมจึงจะอยู่อย่างสงบสุขได้ .
       
        **คน คือ จิ๊กซอว์ ตัวสุดท้าย! วิเคราะห์เกมหมากล้อม เบื้องหลังเจ้าสัว“ธนินท์ เจียรวนนท์”โบกมือลาตำแหน่งทั่นประธานซีพีเอฟ ลุยทำ"โคลนนิ่ง" สร้างคนป้อนอาณาจักรธุรกิจที่ขยายตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ
       

       การลาออกจากตำแหน่งประธาน CPFของเจ้าสัว "ธนินท์ เจียรวนนท์" กลายเป็นประเด็นที่คนในแวดวงธุรกิจวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา ขณะที่โลกโซเซียลฯ ก็กระพือซ้ำ เล่าลือถึงความเป็นไปได้ ทั้งการวางมือจากธุรกิจเพื่อกระโจนเข้าวงการเมือง ไปจนถึงต้องการพักผ่อน
       
        "นายธนินท์ เจียรวนนท์" ในวัยครบ 80 ปี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในหนังสือของบริษัท ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ ระบุเพียงว่า ท่านประธานฯ มีภารกิจมากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาปฏิบัติงานให้แก่บริษัทฯ ได้อย่างเต็มที่ ... เบื้องหลังจริงๆ เช็กกับคนวงในใกล้ชิดยืนยันว่า แน่ๆ ไม่ได้ไปเล่นการเมือง หรือพักผ่อน ทว่า "เจ้าสัว" ต้องการทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับสถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Leadership Institute ซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่ก่อกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของนายธนินท์เอง
       
       พูดง่ายๆ อ่านใจเจ้าสัวก็ต้องบอกว่า ตอนนี้ธุรกิจของซีพี มีตั้งแต่สากกะเบือ ยันเรือรบ ไล่ตั้งแต่ธุรกิจการเกษตร ปศุสัตว์ โทรคมนาคม เทคโนโลยี สื่อทีวี ค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ล่าสุดก็จะกระโจนเข้าสู่โครงการสาธารณูปโภคระดับเมกะโปรเจกต์ มูลค่าหลายแสนล้าน อย่าง "รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน" ... อุปมาก็เหมือนกับเจ้าสัวได้สร้างเครือข่ายธุรกิจเป็น"กระดานหมากล้อม" ล้อมคนไทยไว้หมดทุกด้าน ขาดแต่เพียงเรื่องของคน ... คนที่จะได้ดั่งใจ มีปรัชญาและแนว คิดเหมือนตัวเจ้าสัวแบบถ้า"โคลนนิ่ง" มาได้ก้อดี เฉพาะลูกหลาน หรือเครือญาติที่จะวางไว้ในแต่ธุรกิจ ก็นับว่าจะหายากลงไปทุกที เพราะขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ มากจริงๆ บางธุรกิจต้องใช้ความรู้ความสามารถมากเข้าแข่งขัน และก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่คนอย่างธนินท์เป็นห่วงก็ตรงนี้นี่เอง...
       
        ในความคิดของ"เจ้าสัว" หากจะหาคนจับลงให้ตรงงาน ย่อมดีต่ออาณาจักรเจริญโภคภัณฑ์ เพราะ คนถือว่าเป็น “ทุนมนุษย์”หรือ “Human Capital”ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่าง ... สถาบันผู้นำแห่งนี้ จึงเป็นภารกิจเป็นศูนย์กลางที่ตั้งความหวังว่า จะใช้ในการหล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่จากทั่วโลกของซีพี เพื่อเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคตอีกด้วย... "เจ้าสัว" จึงจำเป็นต้องลงมากำกับ เฟ้นหา ด้วยตัวเอง ยิ่งถ้าโคลนนิ่งแบบตัวเองได้ ก็น่าจะ เป็นกำไร ... ดังนั้น “คน” คือจื๊กซอว์ตัวสุดท้ายของเจ้าสัวธนินท์
       

ข่าวการเมือง

ข่าวยอดนิยม