เลี้ยงลูกให้อยู่ได้โดยไม่มีพ่อแม่ /สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

MGROnline

       

       ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุของวัยที่เพิ่มมากขึ้น หรือโชคชะตาชีวิตใดๆ ที่ทำให้ช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้รับข่าวคราวคนใกล้ชิดเสียชีวิตหลายคน รวมไปถึงข่าวที่สร้างความตกใจของผู้มีชื่อเสียงในสังคมที่เสียชีวิตแบบกะทันหัน กระทั่งล่าสุดก่อนลงมือเขียนต้นฉบับก็เพิ่งกลับจากงานศพของคนที่เคยใกล้ชิดกัน
       

        แม้จะเข้าใจเรื่องความตายได้ดีกว่าในอดีต เข้าใจว่า ความตายสามารถมาเยือนผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย เข้าใจว่าความตายสามารถมาเยือนได้ทุกเมื่อ ไม่เลือกเวลา แต่เวลาต้องไปร่วมงานศพทุกครั้ง ก็อดไม่ได้ที่ต้องกลับบ้านแบบย้ำความเข้าใจว่าคนเราควรต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ และระลึกถึงความตายให้เป็นเรื่องปกติ
       
        บ่อยครั้งที่ไปเยี่ยมผู้ป่วย หรือต้องไปงานศพ มักได้ยินคำพูดของผู้ป่วยหรือญาติพี่น้องในท่วงทำนองที่ว่า ยังไม่อยากตาย เพราะเป็นห่วงลูก ลูกยังเล็ก ลูกยังเรียนไม่จบ ยังตายตาไม่หลับ ฯลฯ เป็นคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ
       
        ดิฉันเองก็เป็นแม่ของลูกชายสองคน จึงเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ดีว่าห่วงลูกแล้วเป็นอย่างไร กังวลสารพัด ห่วงไปซะทุกเรื่อง ลูกเล็กก็ห่วงเรื่องหนึ่ง เมื่อโตก็ห่วงอีกเรื่องหนึ่ง จนกระทั่งเป็นวัยรุ่นก็ยังต้องห่วงกันอีก
       
       จะว่าไป คนเราทุกคนต่างก็ไม่ปรารถนาที่จะตายเร็ว ยิ่งถ้าคนที่มีครอบครัว ก็ยิ่งอยากจะมีชีวิตยืนยาว เพื่อรอดูการเติบโตของลูก จึงไม่ต้องการเป็นผู้สูญเสีย ทำให้หลายครอบครัวพยายามที่จะไม่คิดถึงเรื่องความตาย แล้วก็ไม่คิดที่จะเตรียมการเรื่องความตายล่วงหน้า
       
        ทั้งที่จริงแล้ว ยิ่งมีครอบครัว มีคนที่เรารักมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องเตรียมตัวเรื่องความตาย
       
        และเมื่อเราเตรียมตัวเรื่องความตาย ก็จะทำให้คนเป็นพ่อแม่จะมีวิธีคิดในการเลี้ยงลูกแบบให้ลูกสามารถอยู่ได้แม้ไม่มีเรา!
       
       ครอบครัวไหนที่เตรียมตัวเรื่องการตาย หรือพูดคุยเรื่องความตายกับสมาชิกในครอบครัวให้เป็นเรื่องปกติเหมือนทุกเรื่องที่พูดคุยกัน พอประสบพบเจอและเผชิญหน้ากับความสูญเสียสมาชิกในครอบครัว จะทำให้การรับมือเป็นไปได้ด้วยดีกว่าคนที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน
       
        ถ้าพ่อแม่เตรียมตัวและมองเรื่องความตายว่าสามารถเกิดได้ทุกเมื่อ คนที่เรารักในครอบครัวก็อาจตายได้ทุกเมื่อเช่นกัน ฉะนั้น เราควรแปรวิกฤตเป็นโอกาส แปรความห่วงเป็นการเลี้ยงดูให้ลูกสามารถยืนหยัดได้โดยไม่มีพ่อแม่ได้ทุกเมื่อ
       
       หนึ่ง เมื่อพ่อแม่เตรียมตัวเรื่องความตาย ก็จะทำให้พ่อแม่มีวิธีคิดในการเลี้ยงลูกที่อยากให้ลูกมีความเข้มแข็ง จะเน้นทักษะให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง ฉะนั้น พ่อแม่จะพยายามให้ลูกฝึกความลำบาก ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด มั่นใจในตัวเอง ฝึกให้มีทักษะเรื่องการอยู่รอด หรือสามารถอยู่ได้โดยไม่มีพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ในครอบครัว ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญที่จะทำให้เขาเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพด้วย
       
       สอง ตั้งโจทย์เสมอให้ลูกได้คิดว่า ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่ ลูกจะทำอย่างไร เพื่อชี้ให้ลูกได้เห็นว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ ถ้าหากเราพูดคุยเรื่องความตายเป็นเรื่องปกติ และทำความเข้าใจกับคนในครอบครัวว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ อาจจำลองสถานการณ์จริงว่าถ้าแม่ตาย หรือพ่อตาย หรือทั้งพ่อแม่ตาย หรือลูกตาย จะเป็นอย่างไร ลองตั้งคำถามกับลูก และพูดคุยกับลูกว่าสามารถเกิดขึ้นได้จริง และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทุกคนควรจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ และควรจะอยู่อย่างไร
       สาม ฝึกให้ใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท อาจหยิบยกกรณีเรื่องความตายของคนใกล้ชิดมาเป็นบทเรียนสอนลูกว่า คนที่มีอายุมากกว่าไม่จำเป็นต้องตายก่อนคนที่อายุน้อยกว่าเสมอไป เด็กก็สามารถตายก่อนผู้ใหญ่ได้ ความตายมีหลายสาเหตุ เพราะโรคภัยไข้เจ็บ หรืออุบัติเหตุก็ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงทั้งกายและใจ ใส่ใจเรื่องสภาพแวดล้อม อาหารการกิน รวมไปถึง การใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท ไม่ควรไปในสถานที่อโคจร หรือใช้ชีวิตแบบสุ่มเสี่ยงโลดโผนจนเกินไป
       
       สี่ ควรให้ลูกมีส่วนร่วมในทุกเรื่องของครอบครัว ซึ่งจะทำให้ลูกรู้สึกดีที่พ่อแม่ไว้วางใจเขาด้วย พ่อแม่ทำอะไรบ้าง มีทรัพย์สิน หรือหนี้สินหรือไม่ รวมไปถึงเรื่องการทำธุรกรรมต่างๆของครอบครัวร่วมกัน ข้อนี้มีความจำเป็นมาก เนื่องจากเอกสารมากมายของครอบครัวที่ส่วนใหญ่คนเป็นแม่จะเป็นผู้จัดการ และสมาชิกในบ้านก็ไม่ได้ใส่ใจ เวลาจะใช้สิ่งใดก็แจ้งผู้เป็นแม่ และถ้าหากแม่จากไปก่อน ก็จะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายตามมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำธุรกรรมใดๆ ฝ่ายเดียว โดยไม่ได้บอกให้สมาชิกในบ้านได้รับรู้ พอจากไปก่อน ก็ไม่มีใครรับรู้เรื่องราวนั้นๆ เป็นการสร้างภาระให้ผู้อื่นอีกด้วย
       
       ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าโครงสร้างสถาบันครอบครัวเปราะบางลง อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น การแต่งงานที่ช้าลง ค่านิยมของการแต่งงานแบบไม่มีลูก หรือมีลูกคนเดียวมากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยความที่มีลูกยากหรือมีลูกคนเดียว แนวโน้มที่พ่อแม่จะตามใจลูกก็ยิ่งสูงมากขึ้นไปด้วย เพราะกลัวลูกลำบาก ไม่อยากให้ลูกเหนื่อย ไม่ปล่อยให้ลูกได้ทำสิ่งใดด้วยตัวเอง พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะช่วยหรือทำให้ เพราะห่วงสารพัด
       
       สุดท้ายลูกก็เลยทำอะไรไม่เป็น หรือขาดความอดทน และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ก็คือ ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องพึ่งพาพ่อแม่ผู้ปกครองตลอด
       
       เด็กกลุ่มเหล่านี้แหละที่น่าสงสารและเห็นใจ เพราะถูกพ่อแม่เลี้ยงมาแบบไม่เหมาะสม !
       
       ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูสิคะว่าเราจะเป็นพ่อแม่ที่จะเลี้ยงลูกให้อยู่ได้โดยไม่มีเรา แล้วจะทำให้เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง อยากเลี้ยงดูให้ลูกเติบโตอย่างเข้มแข็ง สามารถอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ก็ได้โดยไม่มีเรา
       
       น่าจะดีกว่ามิใช่หรือ !
       
คำสำคัญ : เลี้ยงลูก